“Shallows” เพลงที่มาจากศิลปินทรงคุณค่า

หากกล่าวถึงภาพยนตร์เพลงที่ได้นักร้องเก่งมากความสามารถมาร่วมร้อง ร่วมแสดงภาพยนตร์ด้วยผู้อ่านคงนึกถึงศิลปินหลายท่าน แต่ถ้าเป็นนักร้องที่มีเอกลักษณ์ไม่ใช่แค่เสียงแต่การแต่งกายที่แปลกแหวกแนว เป็นที่จดจำคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “Lady Gaga” ที่ฝากผลงานการแสดง และผลงานเพลงในภาพยนตร์เรื่อง “A Star is Born” ส่วนภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่แนะนำในครั้งนี้ เป็นภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ กับการไล่ล่าเหยื่อของปลาฉลาม เรื่อง “The Shallows”

          “A Star is Born” ภาพยนตร์ที่มี “Lady Gaga” และ “Bradley Cooper” เป็นนักแสดงนำ เนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับศิลปินหนุ่มที่มีชื่อเสียงแล้วพบกับหญิงสาวที่มีหลายบทบาททั้งทำงานในร้านอาหาร และยังเป็นนักร้อง นักแสดงโดยพระเอกได้หยิบยื่นโอกาสให้กับนางเอกจนมีชื่อแสดงโด่งดัง นอกจากเนื้อเรื่องจะดีจนอยากปรบมือให้หลังจากเครดิตหลังภาพยนตร์จบ โดยสิ่งที่ต้องชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แก่ เพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า “Shallows” ที่ทั้งคู่ร่วมกับขับร้อง เนื้อหาของเพลงสะท้อนเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี เช่น “I am off the deep end, watch as I dive in.” ฉันกำลังดำดิ่งลึกลงไป ในขณะที่ดำลงไปนั้น “I’ll never meet the ground. Crash through the surface, where they can hurt us.” ฉันไม่มีทางกลับขึ้นพื้นดินอีก ดำผ่านลงไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครมาทำร้ายพวกเราอีก “We’re from the shallow now” ตอนนี้เราดำห่างออกมาจากน้ำตื้นแล้ว ซึ่งในตอนท้ายสถานการณ์ความรักของทั้งคู่ก็เป็นแบบในเนื้อหาของเพลงจริง ๆ

          “The Shallows” ภาพยนตร์ระทึกขวัญโดยมีหญิงสาวนักโต้คลื่น เป็นนักแสดงหลักของเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เห็นถึงการต่อสู้โดยลำพังของหญิงสาวที่มีเพียงโขดหินเล็ก ๆ ซึ่งห่างจากชายฝั่ง แต่ปัญหาคือการที่เธอจะว่ายกลับไปที่ชายฝั่งนั้นได้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้เลยเนื่องจากมีฉลามขาวแหวกว่ายอยู่รอบตัวเธอ การมีที่ที่เป็นน้ำตื้นเพียงแค่โขดหินนั้นทำให้เธอรอดพ้นจากการไล่ล่าของฉลามได้ แม้เป็นเพียงโขดหินแต่ก็ช่วยชีวิตเธอได้ นักแสดงสาวที่รับบท “Nancy” ได้แก่ “Blake Lively” แสดงได้ดีจนทำให้ผู้ชมต้องลุ้นในทุกฉาก ส่วนเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แก่ “Bird Set Free” ที่ร้องโดย “SIA” ที่เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ เพลงนี้อาจจะไม่ใช่เพลงที่ดังที่สุดของเธอแต่ความหมายของเพลงสะท้อนตัวละครได้เป็นอย่างดี เช่น ในเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “You held me down but I fought back loud” ถึงเธอจะดึงรั้งฉันให้ต่ำลง แต่ฉันต่อสู้กับด้วยเสียงที่ดังของฉัน เหมือนกับนางเอกที่ต่อสู้กับปลาฉลามในเรื่อง

          ภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน ทั้งแนวของภาพยนตร์ ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่บังเอิญว่าชื่อภาพยนตร์ กับชื่อเพลงประกอบภาพยนตร์ใกล้เคียงกันเลยทำให้ผู้เขียนนำภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องมาถ่ายทอดให้ฟังว่า “Shallows” หรือ “ความตื้น” นั้นไม่ได้ตื้นเขินเลย โดยเฉพาะเนื้อหา และเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่สักครั้งหนึ่งควรค่าแก่การหามาฟัง

เพลงที่ทำให้เราเจ็บแต่เราก็ไม่จำ

หากจะกล่าวถึงละครซีรีส์ หรือละครชุดที่ออกอากาศต่อเนื่องเป็นตอน ๆ นั้น บางคนอาจจะมองว่าเป็นเพื่อนช่วยฆ่าเวลาคลายเหงา แต่บางคนกลับใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนเพื่อติดตามในแต่ละตอนให้จบไม่ให้ค้างคา เพราะในแต่ละตอนจบของละครซีรีส์มักจะทิ้งปมให้ผู้ชมต้องคอยติดตามต่อ สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ชมละครซีรีส์มีความรู้สึก “อิน” ไปกับเนื้อเรื่องที่จะแทรกเข้ามาในช่วงจังหวะที่สำคัญนั่นคือ “เพลงประกอบละครซีรีส์” และครั้งนี้จะพาไปพบกับเพลงที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเจ็บไปกับตัวละครและย้อนดูว่าทำไมเจ็บแล้วไม่จำ 3 เพลง

  1. เพลง “เจ็บที่ยังรู้สึก” ขับร้องโดย นนท์-ธนนท์ จำเริญ เนื้อร้อง-ทำนองโดย เหมือนเพชร อำมะระ เป็นหนึ่งในเพลงประกอบละครซีรีส์เรื่อง “U-Prince Series” เพลงนี้ทำให้นนท์ เป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเนื้อหาเพลงที่เข้าถึงอารมณ์ของละคร โดยเฉพาะในฉากเศร้า ทำเอาผู้ชม “อิน” จนจดจำละครซีรีส์ได้เป็นอย่างดี ละครซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงเรื่องราวความรักของวัยรุ่น 12 คู่ ความรักในวัยรุ่นย่อมมีหลายรสชาติ ทั้งรัก เศร้า เหงา อกหัก แต่เพลงนี้เป็นเพลงเศร้า เนื้อหาโดนใจผู้ชม เช่น “แต่ความจริงมันตอกย้ำเมื่อเจอเธอ ต้องกลายเป็นคนอ่อนแอ” ซึ่งคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเนื้อเพลงย่อมเข้าถึงได้ง่าย สุดท้ายเพลงนี้ย้ำกับคนฟังว่า เจ็บที่ยังรู้สึก เจ็บที่ยังเสียใจ แต่สุดท้ายก็ไม่เคยหยุดรักได้เลย
  2. เพลง “หัวใจไม่อยู่กับตัว” ขับร้องโดย มาเรียม เกรย์ อัลคาลาลี่ เนื้อร้อง-ทำนองโดย ฟองเบียร์ เป็นเพลงประกอบละครซีรีส์เรื่อง “Club Friday the Series 3 ตอน รักเธอ รักเขา และรักของเรา” เป็นความรักอันสับสนทำให้มีหลากหลายอารมณ์ที่บางครั้งจะสื่อสารออกมาให้ผู้ชมเข้าใจยาก แต่เพลง “หัวใจไม่อยู่กับตัว” ได้พยายามหาทางออกและคลี่คลายความรักของตัวแสดงได้เป็นอย่างดี ผสานเสียงร้องของมาเรียม นักร้องสาวที่ร้องเพลงจาก “อินเนอร์” สื่ออารมณ์ได้ดีว่าถึงแม้จะมีร่างกายอยู่กับอีกคนแต่หัวใจไม่เคยได้อยู่กับตัวเลย สุดท้ายเพลงนี้เจ็บแต่ไม่จำและทำไม่ได้เพราะรักที่ไม่ควรจะเกิด ตัดใจลืมเธอเสียเถิดแต่ก็ทำไม่ได้ ตามเนื้อหาของเพลงที่ถ่ายทอดได้อย่างกินใจ
  3. เพลง “ทำไมต้องรัก” ขับร้องโดย นิว-จิ๋ว คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง ศรัณย์ วงศ์น้อย เป็นเพลงประกอบละครเรื่อง “น้ำตากามเทพ” นำแสดงโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา และอภิษฎา เครือคงคา ละครเรื่องนี้เป็นละครแนวเมโลดราม่าเสียดสีสังคม ถึงแม้ว่าละครจะมีความตลกขบขัน เสียดสีละครไทยแต่ในบางตอนยังคงมีความ ดราม่าอยู่บ้าง แน่นอนเพลงประกอบละครสร้างสีสันให้แก่เรื่องได้อย่างดี อีกทั้งได้นักร้องคู่ดูโอเสียงดีมาถ่ายทอดเพลงนี้ทำให้ฉีกอารมณ์ออกมาได้อีกแนวหนึ่ง สำหรับความเจ็บไม่จำของเพลงนี้ดังเช่น “ทำไมต้องรักเขาทั้งที่เขาใจร้าย ทำไมยัง
    ดึงดันทั้งที่รู้ว่าสายไม่เจ็บไม่จำสักที ไม่เข็ดไม่คิดสักทีเลยใช่ไหม” สุดท้ายเพลงนี้ได้สรุปว่ารอเวลาให้รักมันตายไป

จากทั้ง 3 เพลงข้างต้นทำให้เห็นว่าแต่ละเพลงล้วนสร้างความเจ็บแต่เป็นเจ็บที่ไม่จำ และทำให้เห็นว่าส่วนประกอบสำคัญหนึ่งของละครซีรีส์หนีไม่พ้นเพลงประกอบที่ทำให้ผู้ชมเข้าถึง เข้าใจเนื้อเรื่อง บางครั้งฟังให้ดีอาจมีการสปอยล์เนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบได้

อินโดนีเซีย สวรรค์ของวงดนตรีต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงอินโดนีเซียประเทศร่วมภูมิภาคของเราหลายคนคงนึกถึงดินแดนที่วัฒนธรรมโดดเด่น ฟุตบอลทีมชาติที่ห้ำหั่นกับทีมชาติไทยมาตลอด ประเทศที่อุดมไปด้วยหมู่เกาะและธรรมชาติที่สวยงามหรือแม้แต่คอการเมืองที่นึกภาพประเทศซึ่งถูกนักการเมืองทำร้ายอย่างแสนสาหัส ไม่ว่าภาพที่หลายคนนึกออกจะเป็นเช่นไรแต่เรื่องลึกๆ ที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อนเกี่ยวกับดินแดนอิเหนาคือวงดนตรีสากลระดับโลกนิยมจัดคอนเสิร์ตบนแผ่นดินนี้ไม่แพ้ประเทศใหญ่ๆ ของโลกเลยทีเดียว

อินโดนีเซียจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประชากรส่วนใหญ่ค่อนข้างยากจน อุตสาหกรรมหลักของประเทศคือการผลิตยาสูบและการท่องเที่ยวด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ถ้าจะบอกว่าหากนำคอนเสิร์ตจากวงดนตรีระดับโลกไปจัดที่นั่นและการันตีว่าบัตรขายหมดแน่นอนหลายคนอาจจะไม่เชื่อแต่นี่คือเรื่องจริง อินโดนีเซียคือประเทศที่วงดนตรีต่างชาตินิยมเปิดคอนเสิร์ตไม่ว่าจะเป็นวงดังระดับโลกหรือวงหน้าใหม่ที่เพิ่งสั่งสมชื่อเสียงก็ล้วนแล้วแต่การันตีได้ว่าประสบความสำเร็จในด้านยอดจำหน่ายตั๋วอย่างแน่นอน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะในสังคมของอินโดฯไม่เหมือนประเทศอื่น ความนิยมหรือป็อปคัลท์เจอร์ของยุคสมัยอย่างดนตรี แฟชั่น และสื่อบันเทิงแทบทุกแขนงสามารถกำหนดไดเร็คชั่นได้โดยกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มจากนั้นความนิยมเหล่านี้จะแพร่หลายออกไปทั่วทั้งประเทศยกตัวอย่างเช่นหากนิตยสาร เซเล็บหรือนักแสดงออกมาแนะนำคอนเสิร์ตของศิลปินสักคนวัยรุ่นที่ค่อนข้างมีฐานะก็จะแห่กันไปดูเพราะอยากกระทบไหล่ดาราและอยากรู้สึกว่าอยู่ในระดับเดียวกับคนมีชื่อเสียง ในขณะที่วัยรุ่นทั่วไปในอินโดฯก็จะตามกระแสนิยมของบรรดาวัยรุ่นฐานะดีอีกที การส่งต่อความนิยมไปเป็นทอดๆ นี้ทำให้ศิลปินมั่นใจได้ว่าหากซื้อพื้นที่สื่อได้ความสำเร็จไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน

แดนสวรรค์ของวงดนตรีต่างชาติเช่นนี้เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายทั้งนักท่องเที่ยว ชาวอินโดนีเซียเอง ผู้จัด ค่ายเพลง หรือแม้แต่ศิลปิน ดังนั้นคิวการแสดงคอนเสิร์ตในอินโดนีเซียจึงแน่นขนัดไม่แพ้การจราจรภายในประเทศ แต่แล้ววันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2561 เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มสถานที่จัดคอนเสิร์ตเล็กๆ ของวงดนตรีในประเทศที่ชื่อว่าวง “เซเว่นทีน” เฉพาะจุดแสดงดนตรีมีผู้เสียชีวิตไปถึง 7 คน สูญหายอีก 89 คน ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตมีผู้จัดการวงและมือเบสของวงรวมอยู่ด้วย ความสูญเสียครั้งนี้นอกจากทรัพย์สินและชีวิตอันประเมินค่าไม่ได้แล้วยังกระทบไปถึงความมั่นใจของศิลปินต่างชาติหลายๆ วงที่วางแผนจะจัดคอนเสิร์ตที่อินโดนีเซียอีกด้วย

ล่าสุด We The Fest หนึ่งในเทศกาลดนตรีประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่แพ้ที่ใดในโลกเวียนกลับมาอีกครั้งกับ We The Fest 2019 ที่จะจัดขึ้นในกรุงจาการ์ตาระหว่างวันที่ 19-21 กรกฏาคม พ.ศ.2562 หลายฝ่ายเชื่อว่าเทศกาลดนตรีไม่แบ่งแยกนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวรวมทั้งวงดนตรีต่างชาติให้กลับมาสร้างความคึกคักในอินโดนีเซียอีกครั้งหลังประเทศอันมีมนต์เสน่ห์นี้ต้องผ่านเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลด

เวลากับใจคนนั้นเป็น “สิ่งสำคัญ”

เวลาเป็นสิ่งเดียวที่โลกนี้มอบให้เราทุก ๆ คน อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้มากกว่า หรือได้น้อยกว่ากัน ทุกคนต่างก็มีเวลา เพียง 24 ชั่วโมงใน 1 วันเท่า ๆ กัน และสิ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนเราแตกต่างกัน ก็คือ ความสามารถในการจัดสรรเวลาที่มีอยู่ ให้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและผู้อื่นนั่นเอง

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเราท่านทั้งหลายให้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเวลาว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพียงใด โดยเฉพาะเวลาในปัจจุบันขณะ มนุษย์เราไม่ควรเอาใจไปฝักใฝ่ถึงเวลาในห้วงอดีตที่ได้ผ่านพ้นล่วงเลยมาแล้ว หรือเอาจิตไปคิดฟุ้งซ่านกังวลอยู่กับกาลเวลาที่ยังมาไม่ถึง เพราะปัจจุบันนั้นสำคัญที่สุด

ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏอยู่ในบทเพลง “สิ่งสำคัญ” ที่ขับร้องโดย ธนิดา ธรรมวิมล หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ดา เอ็นโดฟิน” นักร้องสาวมากความสามารถที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการเพลงไทยตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ด้วยซ้ำ เนื้อหาเพลงสิ่งสำคัญ กล่าวถึงความรักระหว่างคนสองคนที่ถึงแม้จะไม่มีสิ่งใดมาการันตีได้ว่าความรักของคนทั้งคู่จะคงเดิมตลอดไป หรือจะเปลี่ยนแปลงไปในวันใดวันหนึ่งหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้แน่ ๆ ก็คือการทำความรักในปัจจุบันให้ดีที่สุด ใส่ใจกัน ไว้ใจกัน ซื่อสัตย์ต่อกันให้มากที่สุด พ้นจากนี้อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิดวกวนให้เปล่าประโยชน์

ข้อคิดที่ว่าให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด นอกจากเรื่องความรักแล้วเรายังสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้กับวิถีการดำเนินชีวิตของเราเองในแต่ละวันได้อีกด้วย และไม่เพียงแต่การนั่งกังวลถึงอนาคตมากจนเกินไปเท่านั้นที่จะทำให้คนเราสูญเสียเวลาในปัจจุบันไปอย่างน่าเสียดาย แต่ยังรวมถึงการนั่งครุ่นคิดนึกถึงแต่เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตอีกด้วยที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ขึ้นมาเลย เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอดีตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้แม้จะอยากทำมากเพียงใดก็ตาม ดังบทสัมภาษณ์หนึ่งของดา เอ็นโดฟิน ที่จับใจความสำคัญหลักได้ว่า “อดีตแก้ไขไม่ได้ คิดเยอะไปก็เท่านั้น เราทำได้แค่เพียงนำเอาความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนสอนใจเราว่าอย่าทำแบบนั้นอีกก็พอ” และเธอยังทิ้งท้ายไว้อีกด้วยว่า “การอยู่กับปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ”

เมื่อใดที่เราละการคิดถึงอดีตและปล่อยวางความกังวลในเรื่องของอนาคตลงได้แล้ว เราก็จะมีเวลาในการพิจารณาใจเราเองเพิ่มมากขึ้น สิ่งใดที่เห็นว่ายังไม่ดีก็ให้เร่งปรับปรุงแก้ไข เพราะการอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ เราไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจหรือนิสัยใครได้เลย และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นด้วย เพราะสิ่งที่จะทำให้เรามีความสงบสุขในชีวิตได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใจใครคนอื่น แต่ใจของตัวเราเองต่างหากที่เป็น “สิ่งสำคัญ”

เครดิตภาพ: https://tinylink.net/eir4m

เพราะความรักไม่ได้ได้มาง่าย ๆ อย่าง “รถของเล่น”

บทเพลงกับความรักนั้นมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งเพลงที่ต้องการสื่อถึงความรู้สึกแอบรักข้างเดียว ความสุขสมหวังที่เกิดจากการได้รักและการได้เป็นที่รัก กระทั่งความรู้สึกเศร้าเสียใจอกหักจากความรักที่ไม่สมหวัง นอกจากนี้บทเพลงแห่งความรักก็มีอีกหลายประเภทเช่นกัน คือมีทั้งความรักของคู่รัก ความรักความหวังดีที่มีให้กันในหมู่เพื่อนฝูง ตลอดจนความรักของครอบครัวพ่อแม่ที่มีต่อลูก อย่างไรก็ตามน้อยเพลงนักที่จะสามารถเล่าถึงความรักในเกือบทุกแง่มุมและสามารถนำเสนอออกมาให้อยู่ในรูปแบบของเพลงเพียงแค่หนึ่งบทเพลงได้ แต่เพลง “รถของเล่น” ของนักร้อง Duo อย่างวง “เสือโคร่ง” สามารถทำได้

เนื้อหาเพลงรถของเล่น ขึ้นต้นด้วยเรื่องราวระหว่างเด็กชายกับพ่อของเขา โดยเหตุการณ์นั้นเล่าว่าแม้เด็กชายจะมีความสุขและสนุกดีกับการเล่นรถของเล่นคันโปรดของตนเองอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนมีรถของเล่นคันใหม่ที่ดีกว่า เขาก็ร้องไห้อยากได้บ้างด้วยรู้ดีว่าพ่อของเขาทนไม่ได้แน่ ๆ ที่จะต้องเห็นเขาเสียใจ แต่อย่างไรก็ตามวิธีการนั้นของเขากลับใช้ไม่ผลเมื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นมามากพอจนเริ่มมีความรัก แต่ดันไปหลงรักแฟนของเพื่อน เมื่อนั้นเขาจึงได้เรียนรู้ว่าน้ำตาของเขาไม่ได้มีผลกับชีวิตของคนอื่นอย่างที่คนในครอบครัวของเขาให้ความสนใจ และให้ความสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้เขาทุ่มเทและพยายามกับความรักในครั้งนี้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วคนที่ไม่รักอย่างไรก็คือไม่รัก มันไม่มีวิธีการหรือสูตรสำเร็จตายตัวในเรื่องของความรัก เพราะความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก อาจมีเรื่องเหตุผลมาเกี่ยวข้องบ้างแต่หลัก ๆ แล้วความรักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับใจกันได้

หากเราพิจารณาเนื้อหาของเพลงให้ดี นอกจากแง่มุมในเรื่องของความรักแล้วนั้น ข้อคิดแรกที่เราจะได้ ก็คือ เมื่อเราใช้ชีวิตของเราไปตามแบบที่ควรจะเป็น พอใจในสิ่งที่มีโดยไม่เปรียบเทียบชีวิตตนเองกับชีวิตของคนอื่น เราจะพบกับความสุขง่าย ๆ ที่จับต้องได้ เพราะเปรียบเทียบไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เนื่องด้วยต้นทุนชีวิตของคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันนั่นเอง ข้อคิดที่สอง ก็คือ สุดท้ายคนที่รักในสิ่งที่เราเป็นมากที่สุด ไม่ว่าเราจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรนั่นคือพ่อแม่และคนในครอบครัวของเราเอง ดังนั้นไม่มีใครที่สมควรจะเป็นคนที่เราควรห่วงใยและใส่ใจมากไปกว่าคนในครอบครัวของเราอีกแล้ว

สุดท้ายแล้วความรักเป็นสิ่งที่ดี ที่สวยงาม เพราะความรักจะทำให้เรามีแรงและพลังใจในการที่จะทำสิ่งดีดีต่าง ๆ เพื่อคนที่เรารักต่อไป แต่เมื่อใดก็ตามหากความรักอย่างคู่รักของเราไม่ประสบความสำเร็จในซักวันหนึ่ง ก็ขอจงอย่าลืมที่จะหันกลับมามองดูความรักดีดีในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีมากมายรอบตัวเรา ที่พร้อมจะโอบกอดเราให้กลับมามีความสุขในหัวใจอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นกี่ครั้งแล้วในชีวิตคุณ

มนุษย์กับความพลัดพรากเป็นของคู่กัน ผู้คนในชีวิตเราทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือแม้แต่ตัวเราเอง เมื่อมีวันพบก็ต้องมีวันจากเป็นเรื่องธรรมดา แต่เรื่องราวระหว่างนั้นต่างหากที่สำคัญ บางคนทั้งที่มีโอกาสได้ใช้เวลากับคนรัก ครอบครัว มากมายเพียงใดแต่กลับไม่เห็นถึงคุณค่าความสำคัญนั้น ปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนกระทั่งถึงวันหนึ่ง วันที่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีโอกาสอยู่ให้เราได้ชื่นชม ได้มีช่วงเวลาดีดีร่วมกันอีกแล้ว

หากใครเคยได้มีโอกาสฟังเพลง “ครั้งสุดท้าย” ที่แต่งและขับร้องโดยนักร้องนักแต่งเพลงคุณภาพคนหนึ่งของวงการเพลงไทยบ้านเราอย่าง แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข แล้ว ก็คงพอจะเข้าใจกันดีถึงคุณค่าและความสำคัญของการทำสิ่งดีดี และการใช้เวลาร่วมกันกับคนที่เรารักให้มีคุณภาพมากที่สุด บทเพลงนี้เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจชั้นเยี่ยมให้แก่จิตใจที่อ่อนไหวไปกับเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวมากเกินไป จนในบางครั้งอาจหลงลืมคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราไปอย่างน่าเสียดาย บทเพลงคอยบอกและย้ำเตือนเราให้คิดใคร่ครวญอยู่เสมอว่าสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในชีวิตของเรานั้นคืออะไรกันแน่

“ในดินแดนแห่งความจริง ทุกอย่างเปลี่ยนผัน และโชคชะตากับคนเรา ไม่เคยได้คุยกัน มันไม่ยอมบอกให้ใครรู้ก่อน ว่าจะเสียอะไรไปเมื่อไร”

เชื่อเหลือเกินว่าเนื้อหาเพลงข้างต้น อาจจะเข้าไปกระแทกใจใครหลาย ๆ คนให้หยุดตั้งสติ และคิดได้จริง ๆ สักทีว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เพราะเราไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าวันที่เราก้าวเท้าออกจากบ้านไปนั้น เราจะต้องพบต้องเจอกับอะไรบ้าง ทุกครั้งที่ต้องบอกลาใครสักคนหนึ่ง เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นจะไม่ใช่การพบกันครั้งสุดท้าย จริงอยู่ที่เราควรมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากกว่าการกังวลถึงอนาคตหรือเรื่องที่ยังมาไม่ถึงมากจนเกินไป แต่กับเรื่องบางเรื่องอย่างเช่นเรื่องชีวิตของคนที่เรารักนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คิดเลยคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากทุกครั้งที่เรามีโอกาสได้ดูแล ได้ใช้เวลาร่วมกันกับคนเหล่านั้น เราจะใส่ใจเขาให้มากขึ้น เราจะทำให้มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่ไม่ว่าต่อให้มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราจะไม่มีทางกลับมานั่งนึกเสียใจหรือนั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราได้ทำสิ่งดีดีให้กับคนที่เรารักมากพอแล้วหรือยัง

และในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกรักและหวังดีต่อคนรอบข้างให้มากที่สุด อะไรที่เป็นสิ่งที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองและคนรอบข้าง ก็ขอจงอย่าลังเลที่จะทำมันให้ดีที่สุด เพราะไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เรามีโอกาสได้ทำเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็เป็นได้ใครจะรู้

ให้บทเพลงเป็นดั่งครูสอนใจ ว่าต้องมีซักวันในชีวิตเราที่เป็น “Brighter Day”

เป็นธรรมดาของชีวิต มนุษย์ทุกคนต่างก็มีความหลัง มีอดีตทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่ดีและเลวร้าย ผ่านเข้ามาให้เป็นรสชาติของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น โดยต่างคนก็ต่างมีวิธีรับมือกับความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ความรู้สึกยึดติดกับปัญหาที่ผ่านไปแล้วเหล่านั้นในวิธีที่แตกต่างกันไป สำหรับใครที่มีจิตใจเข้มแข็งเขาก็อาจจะสามารถผ่านเรื่องราวไม่ดีเหล่านั้นมาได้แบบสบาย ๆ และไม่คิดวกวนซ้ำ ๆ เพื่อให้ความคิดย้อนกลับมาทำร้ายตัวตนของเขาได้อีก แต่ก็มีอีกไม่น้อยเช่นกันที่ยังคงจมกับความทุกข์ ไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้สักที ผู้เขียนจึงอยากจะแนะนำเพลงดีดี เพลงหนึ่งที่มีความหมายให้กำลังใจแก่ผู้ฟังให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข แม้ว่าในอดีตจะต้องเจอกับความทุกข์มาหนักหนาสาหัสเพียงไหนก็ตาม ซึ่งเพลงเพลงนั้นก็คือเพลง “Brighter Day” ของวงดนตรีร็อกที่มีนักร้องนำเป็นผู้หญิงอย่างวง “Klear”

Klear เป็นศิลปินกลุ่มอันมีสมาชิกประกอบด้วย แพท (นักร้องนำ) ณัฐ (มือกีต้าร์) คี (มือเบส) และนัฐ (มือกลอง) แจ้งเกิดจากการประกวดวงดนตรีในระดับมหาวิทยาลัย จนได้มีโอกาสเซ็นต์สัญญาทำเพลงกับค่ายดังอย่างจีนี่ เรคคอร์ด ซึ่งเป็นค่ายในเครือของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลงส่วนใหญ่ของวงถูกแต่งเนื้อร้องขึ้นโดยแพทนักร้องนำ และเพลง Brighter Day ก็เป็นหนึ่งในนั้น

Brighter Day ถูกปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2553 และนอกจากจะถูกขับร้องโดยแพท รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย ที่เป็นนักร้องนำแล้ว ก็ยังได้ กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล อดีตนักร้องหนึ่งในสมาชิกคู่หู Duo พี่น้องอย่าง กอล์ฟ-ไมค์ ที่เคยเป็นขวัญใจวัยรุ่นในยุคสมัยหนึ่งมาร่วมร้องท่อนแร็พให้ด้วย เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงว่าความทุกข์หรือเรื่องราวที่เคยทำให้เสียใจในอดีตนั้น จะอย่างไรเสียมันก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราจะย้อนกลับไปคิดถึง หรือเสียใจอย่างไรเรื่องราวเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้อีก สู้อยู่กับปัจจุบันแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่กับวันดีดีที่กำลังจะมาถึงไม่ดีกว่าหรือ เพลงสอนว่าสุดท้ายแล้วเรื่องร้ายต่าง ๆ ในอดีตมันก็ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่เราต้องพบเจอเสียหน่อย ยังมีวันแห่งความสุขอีกมากที่รอให้เราได้สัมผัส เพียงแค่เราไม่ปล่อยให้ตัวเองจมไปกับความรู้สึกแย่ ๆ ในอดีตเหล่านั้นก็พอ

มนต์เสน่ห์ของบทเพลงนอกจากมีหน้าที่ให้ความบันเทิง ความผ่อนคลายต่อผู้ฟังเพลงแล้ว ในเนื้อหาของเพลงบางเพลงยังสอดแทรกแง่คิดต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต อย่างเช่นเพลง Brighter Day ของวง Klear ข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีเพลงอีกมากมายที่ดีต่อความรู้สึก และสามารถช่วยสร้างความสงบในจิตใจให้กับเราได้เป็นอย่างดี อย่างน้อย ๆ เมื่อวันหนึ่งที่ท่านผู้อ่านไม่รู้จะเอาความทุกข์ใจไประบายไว้ที่ใด ก็ขอให้นึกถึงเพลงดีดีซักเพลง เพราะบางครั้งเพลงก็เป็นครูที่สอนความธรรมดาของชีวิตให้แก่จิตใจของมนุษย์ได้ดีทีเดียว

เล่าเรื่องรักผ่านเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน ดิสนีย์

เราทุกคนก่อนที่จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ต่างก็ผ่านวัยเด็กน้อยไร้เดียงสากันมาแล้วทั้งนั้น และสิ่งที่เป็นของคู่กันกับเด็ก ๆ ในสมัยที่เทคโนโลยียังไม่เฟื่องฟูหรือเข้าถึงง่ายอย่างในทุกวันนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของตัวการ์ตูนที่ถูกถ่ายทอดให้ออกมาโลดแล่นบนหน้าจอโทรทัศน์ เรียกได้ว่าเด็ก ๆ ในยุคนั้นโตมาพร้อมกับจินตนาการที่ได้จากเรื่องราวของตัวการ์ตูนเหล่านั้นเลยก็ว่าได้ แล้วถ้าหากให้นึกถึงการ์ตูนเรื่องโปรดในวัยเด็กซักเรื่องแล้วล่ะก็ เชื่อว่าหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องที่ใครหลายคนนึกถึงจะต้องมีซักเรื่องที่มาจากค่ายการ์ตูนแอนิเมชันชื่อดังอย่าง “ดิสนีย์”

ซึ่งมนต์เสน่ห์ที่อยู่คู่กันมากับการ์ตูนของค่ายนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นสิ่งที่แฟน ๆ ตัวยงของดิสนีย์ มักจะต้องรู้จักกันดีหรือเคยฟังผ่านหูกันมาแล้วแทบทุกเพลง บทความนี้ผู้เขียนจึงได้คัดเลือกเอาเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์ที่มีเนื้อหาใจความหลักเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของตัวการ์ตูนมาให้ผู้อ่านได้ซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ ในวัยเด็กกันอีกครั้งหนึ่ง

เพลงแรก คือเพลง Youll be in my heartขับร้องโดยPhil Collinsเพลงนี้ถูกใช้ประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่อง “ทาร์ซาน” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เล่าถึงเด็กกำพร้าเพศชายคนหนึ่งที่เติบโตมาในป่าใหญ่ด้วยการเลี้ยงดูจาก
กอลิล่า เนื่องด้วยพ่อแม่ของเขาได้เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง โดยการดำเนินเนื้อเรื่องตอนต้นจะเน้นไปที่เรื่องราวการผจญภัยของทาร์ซาน ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่มเต็มตัว  กระทั่งต่อมาเขาได้พบกับเจน พอร์เตอร์ หญิงสาวที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนป่าอย่างเขาไปตลอดกาล เนื้อหาเพลง You’ll be in my heart แสดงมุมมองความรักที่ทาร์ซานมีต่อเจน ว่าไม่ว่าใครจะคิด จะพูดอย่างไร เจนจะมีพื้นที่อยู่ในหัวใจของเขาเสมอไป แล้วในท้ายที่สุดคนเหล่านั้นก็จะรู้ซึ้งถึงความรักระหว่างเขาและเธอเอง เพลงนี้เป็นเพลงรักที่มีเนื้อหาฟังแล้วอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก การันตีความไพเราะของบทเพลงได้จากรางวัล Oscars, Grammy และ Golden

เพลงต่อมา คือเพลง I see the lightขับร้องโดย Many Moore และ Zachary Levi” เพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่อง “ราพันเซล” เป็นเรื่องราวของเจ้าหญิงน้อยราพันเซลที่ถูกแม่มดกอเทลลัก พาตัวไปไว้ที่หอคอยสูง ในป่าลึกตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะต้องการใช้ความวิเศษจากผมของราพันเซลคงความอ่อนเยาว์ของตนเองไว้ตลอดกาล แต่เรื่องราวการผจญภัยเริ่มขึ้นเมื่อจอมโจรหน้าหล่อนามว่า ฟลินน์ ได้หลงมาพบกับราพันเซลโดยบังเอิญ ด้วยความที่ราพันเซลไม่เคยออกไปจากหอคอยมาก่อน เธอจึงขอให้ฟลินน์พาเธอออกไปท่องเที่ยวในโลกกว้างเพื่อไปดูโคมไฟในเมืองที่เธออยากเห็นกับตาใกล้ ๆ มานานแล้ว ซึ่งฉากในภาพยนตร์ช่วงที่ราพันเซลและฟลินน์นั่งดูโคมไฟด้วยกันบนเรือกลางทะเล อาจเพราะบรรยากาศเป็นใจและการได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตลอดระยะเวลาของการเดินทางที่ผ่านมาทำให้ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดีดีร่วมกันจนก่อเกิดเป็นความรัก และทั้งคู่ก็ได้กลั่นความรู้สึกรักนั้นออกมาเป็นบทเพลง I see the light ได้อย่างไพเราะงดงามเหลือเกิน เชื่อว่าฉากนี้น่าจะเป็นฉากประทับใจของใครหลาย ๆ คน ไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ตาม

สุดท้ายแล้วไม่ว่าผู้อ่านจะชอบเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องใดของดิสนีย์ แต่การได้มีโอกาสชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันนั้นก็สามารถช่วยให้เรารักษาความไร้เดียงสา ความเป็นเด็กในหัวใจของเราเอาไว้ได้ไม่มากก็น้อย เพราะคงต้องยอมรับว่าเมื่อเราเติบโตขึ้น บางทีความเป็นเด็กในตัวเราก็อาจจะเลือนหายไปตามกาลเวลา ดังนั้น การได้หัวเราะ หรือร้องเพลงไปตามเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนที่เราคิดถึงเหมือนในสมัยเด็ก ก็คงเป็นสิ่งที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกของเราได้ไม่น้อย เพราะอย่างที่หลายคนพูดกันว่า การ์ตูนดิสนีย์นั้นเด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี หากดูแล้วคิดตามรับรองเกิดประโยชน์แน่นอน

นักร้องที่ไม่ได้มีดีแค่เสียงร้อง

ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทำให้ศิลปินทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นต่างก็มีช่องทางอันหลากหลายในการเผยแพร่ผลงานเพลงของตนเอง ทำให้มีศิลปินหน้าใหม่ ๆ ตบเท้าเข้ามาสู่วงการเพลงบ้านเรากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่จะมีซักกี่คนที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแนวหน้าและเป็นที่จดจำของแฟนเพลงได้อย่างแท้จริง บ้างก็เป็นกระแสแค่ในช่วงแรก ๆ  หลังจากนั้นก็มักจะถูกกลืนหายไปพร้อมกับกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน นอกเสียจากว่าศิลปินเหล่านั้นจะพกเอาพรสวรรค์และความสามารถทางด้านดนตรีอื่น ๆ ติดตัวมาด้วย

เห็นได้จากในยุคนี้ศิลปินที่เป็นที่รู้จักหลาย ๆ คนไม่ได้มีดีแค่เสียงร้องเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความสามารถในการเล่นดนตรี หรือการแต่งเพลงด้วย โดยบทความนี้จะนำเราท่านไปทำความรู้จักกับศิลปินที่แฟนเพลงจดจำพวกเขาในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงในยุคเทคโนโลยี 4.0 นี้กัน

แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

แสตมป์เริ่มเส้นทางการเป็นนักร้องของเขาจากการแต่งเพลงประกอบละครถาปัด ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเป็นทั้งนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพลงดังหลายต่อหลายเพลง เช่นเพลงประกอบภาพยนตร์ อย่างเพลงฝันหวานอายจูบ เพลงลืมไปก่อน ของบุดดา เบลส  เพลงราตรีสวัสดิ์ ของกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ และโดยเฉพาะเพลงที่ทำให้เขาได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดส์ สาขาเพลงยอดเยี่ยม รางวัลแรกในชีวิตนักแต่งเพลงของเขา อย่างเพลง น้ำตา ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ และไม่เพียงแต่แต่งเพลงให้ศิลปินคนอื่นร้องเพียงอย่างเดียว เพลงที่เขาแต่งเองร้องเองอย่างเพลงความคิด ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลมากมายในฐานะนักร้องคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จของวงการเพลงไทยบ้านเรา

โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ

โอมเริ่มเป็นที่รู้จักจากการเป็นนักร้องนำวง Cocktail วงดนตรีร็อกชื่อดัง ที่มีบทเพลงแนวคลาสสิกร็อกที่ไพเราะทั้งท่วงทำนองและเนื้อหาเพลง และนอกจากน้ำเสียงที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของเขาแล้ว หลายคนคงจะพอทราบกันดีว่าเพลงของวงส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้นโดยตัวเขาเอง ยกตัวอย่างเพลงที่เป็นหนึ่งในผลงานสร้างชื่อให้กับวง Cocktail อย่างเพลง คู่ชีวิต ก็เป็นผลงานการประพันธ์ของเขาที่เขียนขึ้นเพื่อใช้ในงานแต่งงานของเขากับภรรยา นอกจากแต่งเพลงให้วงตัวเองแล้ว โอมยังแต่งเพลงดี ๆ ดัง ๆ ให้กับนักร้องอีกหลาย ๆ คน เช่น เพลงเจ็บที่ต้องรู้ ของ The Mousses และเพลงล่าสุดของ แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น อย่างเพลงไม่มีเธอไม่ตาย เรียกได้ว่าเขาเป็นนักร้องที่ความสามารถเหลือล้นจริง ๆ

แพท รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย

แพท นักร้องนำหญิงหนึ่งเดียวของวง Klear ผู้ที่มีน้ำเสียงอันไพเราะน่าหลงใหล และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เพียงมีอาชีพเป็นนักร้องและสถาปนิกเท่านั้น แต่อีกหนึ่งความสามารถของเธอที่น้อยคนนักจะรู้ ก็คือ ความสามารถในการแต่งเพลงนั่นเอง โดยพิสูจน์ได้จากบทเพลงเกือบทุกเพลงที่ปรากฏอยู่ในอัลบั้มของวง Klear ไม่ว่าจะเป็นเพลงอกหักระดับประเทศอย่างเพลง “คำยินดี” หรือเพลงรักโลกสวยอย่างเพลง “รักไม่ต้องการเวลา” หรือจะเป็นบทเพลงแนวให้ข้อคิดกำลังใจ เช่นเพลง “Brighter Day” และอื่น ๆ อีกมากมายนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากปลายปากกาของสาวเก่งผู้นี้แทบทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเธอเป็นตัวแทนผู้หญิงสมัยใหม่ที่มีความสามารถทางด้านดนตรีโดดเด่นไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอกทั่วไปเลย

และนอกจากนักร้องที่กล่าวมาแล้ว ในวงการเพลงไทยบ้านเราก็ยังมีศิลปินที่มากไปด้วยความสามารถ คือเป็นทั้งนักร้องนักแต่งเพลงอีกมากมาย เรียกได้ว่าความสามารถของนักร้องไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงอยากฝากให้แฟน ๆ เพลง ช่วยกันสนับสนุนผลงานของศิลปินไทย เพื่อให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาศักยภาพทางด้านดนตรีและทำผลงานเพลงดีดีออกมาให้เราท่านได้ชื่นชมกันอีกอย่างต่อเนื่อง

อย่าปล่อยให้ชีวิตต้องอยู่อย่างอยาก เพราะชีวิตนั้นสั้นจะตาย

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ใครหลาย ๆ คนได้มีโอกาสใช้วันหยุดพักผ่อนอย่างคุ้มค่าไปกับครอบครัว คนรัก เพื่อนพ้องน้องพี่ หรือการได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ หรือการได้ไปปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการชาร์จพลังใจให้พร้อมกลับมาลุยงานกันต่อ และกิจกรรมหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับช่วงเวลาต้นปีที่เหมาะแก่การเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ก็คือ การทำ “New Year’s Resolution” หรือที่เรียกกันว่า “ปณิธานปีใหม่” นั่นเอง

ปณิธานปีใหม่ คือ การตั้งใจทำอะไรบางอย่างเพื่อทำให้ชีวิตของตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรืออาจเป็นการที่ใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาเริ่มต้นลงมือทำตามความใฝ่ฝันที่มีมาเนิ่นนานของตนเองก็เป็นได้้าหมายเพื่อให้ชีวิตมีหลักในการดำเนินไปในแต่ละปี บางคนก็สามารถทได้ตามที่ตัวเองตั้งใจ บางการตั้งเป้าหมายต่าง โดยในแต่ละปีก็จะมีทั้งคนที่ทำได้และทำไม่ได้อย่างที่ตนเองตั้งใจไว้ แต่อย่างน้อยเขาเหล่านั้นก็ยังขึ้นชื่อว่าครั้งหนึ่งได้เคยพยายามทำในสิ่งที่อยากทำ คงคล้ายกันกับความหมายในบทเพลงของวง “P2WARSHIP” (ชื่อวงย่อมาจากคำว่า Pestle to Warship ที่แปลว่า “สากกะเบือยันเรือรบ”) ที่ชื่อว่าอย่า อยู่ อย่าง อยาก

เพลง “อย่า อยู่ อย่าง อยาก” เล่าถึงคนที่มีความฝัน และคอยบอกกับตัวเองเสมอมาว่าคนเราควรทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ คือ ทำในสิ่งที่ใจอยากทำ ถึงแม้ต่อให้รู้ว่าอาจต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมายเพียงใด หรือต่อให้สิ่งที่ตั้งใจไว้จะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คิดที่หวังไว้ก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็จะสามารถตอบตัวเองได้ว่า ครั้งหนึ่งเขาได้พยายามทำมันแล้วอย่างเต็มที่ เพราะว่ากันว่ามนุษย์เราเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านพ้นมาแล้ว สิ่งที่นึกเสียใจที่สุด ไม่ใช่การที่เขาตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่กลับเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เขาอยากทำแต่ไม่มีโอกาสได้ลงมือทำตามความตั้งใจนั้นต่างหาก

เพราะอย่างที่ใคร ๆ ก็คงรู้กันดีว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนบนโลกนี้อย่างมากทั่วไปก็ไม่เกิน 30,000-36,500 วัน ยังไม่นับรวมอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คงเป็นจริงอย่างเพลงที่ “ดา เอ็นโดฟิน” ร้องว่า “ชีวิตนี้สั้นจะตาย” ดังนั้นอยากทำอะไร ก็ขออย่าได้ลังเล ขอให้ลงมือทำทันที เพราะเวลานั้นผ่านแล้วผ่านเลยไม่หมุนกลับ เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า ดังนั้นเป้าหมายในชีวิตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น

และในเมื่อทุกคนต่างก็เกิดมามีเพียงชีวิตเดียว ดังนั้นจงอย่าปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่อย่างอยาก ไม่ว่าจะเป็นอยากรู้ อยากลอง หรือว่าอยากทำเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่เมื่อทำแล้วจะทำให้ชีวิตของเราพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นก็ขอให้เริ่มลงมือทำมันซะตั้งแต่ตอนที่เรายังมีโอกาส เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อย่างน้อยเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจถึงสิ่งที่เราอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ กว่าจะคิดได้ก็สายเสียแล้ว เพราะก็อย่างที่บทเพลงได้สอนใจเรานั่นแหล่ะว่า “ชีวิตนี้สั้นจะตาย”