เพลงประกอบละครและภาพยนตร์ที่โดดเด่นเป็นที่จดจำ

เพลงประกอบละครและภาพยนตร์ หลาย ๆ คนมองว่าเป็นแค่ส่วนประกอบทำให้ละครหรือหนังเรื่องนั้นได้อารมณ์หรือสนุกมากขึ้น แต่หากสังเกตดูแล้ว เพลงประกอบละครหรือหนังหลาย ๆ เรื่องก็ติดหูและตราตรึงอยู่ในใจนานแสนนาน ละครหรือหนังจบไปแล้ว เพลงยังคงอยู่ ยังมีการนำมาเปิดวนซ้ำเรื่อย ๆ วันนี้เราเลยพาไปดูกันว่าเพลงละครหรือหนังเรื่องไหนที่โดดเด่นและยังคงเป็นที่จดจำ ซึ่งขอรวมเอาทั้งละครไทย ภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศ

  1. เพื่อนสนิท

ดากานดาและไข่ย้อย ตำนานเพื่อนสนิทที่เชื่อได้เลยว่าแม้แต่คอพนันยุคใหม่บนเว็บ VWIN ก็ต้องรู้จัก เรื่องราวของเพื่อนแอบรักเพื่อนที่มาบอกรักกันในวันที่สายไป เพลงดังของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย” ที่ได้เสียงร้องของบอย พีซเมคเกอร์ มาถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง หากดูภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ฟังเพลงไปด้วยยิ่งอินเข้าไปอีก ที่สำคัญเพลงช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยยังถูกนำมาเปิดบ่อย ๆ และยังคงโดนใจผู้ฟังหลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่แอบรักเพื่อน

  • สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก

น้ำและพี่โชน อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ยังเป็นที่จดจำของวัยรุ่นยุค 90’s และเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งหลาย ๆ คนหลงรักก็คือ “สักวันหนึ่ง” ได้เสียงหวาน ๆ ของมาริสา สุโกศล หนุนภักดีมาขับกล่อม ฟังแล้วคนแอบรักน้ำตาไหลแน่นอน

  • Begin again

Lost Stars เพลงสุดฮิตของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้เสียงของ Adam Levine โดยกระแสเพลงนี้หากจะถามว่าฮิตขนาดไหน ก็ต้องบอกว่าร้องกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง ที่สำคัญยังมีนักร้องท่านอื่นนำมาคัฟเวอร์อีกมากมาย และท่อนจบของเพลงนี้ก็ยังเป็นที่จดจำ หลายคนฟังแล้วคงนึกถึงหนังเรื่อง Begin Again แน่นอน

  •  Titanic

เพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Titanic หากไม่กล่าวถึงเลยก็คงไม่ได้ My Heart Will Go On จากเสียงร้องทรงพลังของ Celine Dion เป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดของยุคนั้น หรือพูดให้ถูกก็คือ “เป็นตำนาน” ของเพลงประกอบภาพยนตร์เลยทีเดียว ความโด่งดังของทั้งเพลงและภาพยนตร์เป็นที่จดจำและร่ำลือ ที่สำคัญยังเกิดเป็นกระแส Titanic ยอดนิยมอีกด้วย

  • บุพเพสันนิวาส

ขยับมาที่ละครไทยกันบ้าง หากพูดถึงเพลงละครที่ได้รับความนิยมมากในช่วงปีสองปีมานี้ก็คือบุพเพสันนิวาส ที่ได้เสียงร้องของไอซ์ ศรัณยูมาถ่ายทอดอารมณ์ของคู่พระนางได้อย่างลึกซึ้ง โดยจุดเด่นของเพลงนี้ก็คือการประยุกต์เอาทั้งเครื่องดนตรีไทยและเสียงร้องเอื้อนแบบไพเราะมาผสมกันไว้ได้แบบลงตัว อีกทั้งในละครก็เปิดเพลง “บุพเพสันนิวาส” คลอไปตลอด ทำให้เพลงนี้ติดหูคนทั้งบ้านทั้งเมือง

และนี่ก็คือเพลงประกอบละครและภาพยนตร์ที่ยังคงติดตรึงในใจคนดูและคนฟัง เพลงทุกเพลงทำหน้าที่ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น แล้วคุณล่ะ เพลงประกอบละครหรือภาพยนตร์ในดวงใจคือเพลงอะไร อยู่ในลิสต์ที่เรารวมมาให้บ้างหรือเปล่า

เพลงประกอบละครความหมายดี ที่สอนใจคนดู

ละครดัง 2 เรื่องที่มีเนื้อหาต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ตัวดำเนินเรื่องหลักเป็นผู้หญิงที่เป็นพี่น้องกันแยกไปมีครอบครัว และแต่ละครอบครัวของเธอนั้นเป็นที่มีของเรื่องราวในละคร ละครที่กล่าวมาเป็นละครเรื่องใดไม่ไปได้นอกจาก “สุดแค้นแสนรัก” ที่มี “แม่แย้ม” และ “กรงกรรม” ที่มี “แม่ย้อย” เป็นแกนกลางของเรื่อง โดยออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สำหรับเรื่องราวของทั้ง 2 เรื่องหลายคนอาจจะทราบกันเป็นอย่างดี เพราะกระแสของละครทั้ง 2 เรื่องดีมากและได้รับการกล่าวถึงในวงกว้าง ดังนั้นครั้งนี้จะพาไปรู้จัก และตีความกับเพลงประกอบละครสองเพลงดีที่สอนใจผู้ชมละคร ได้แก่เพลง “แพ้รัก” และ “ใจสีเทา”

          เพลง “แพ้รัก” ร้องโดย แนน วาทิยา คำร้อง โดย วัลยา พระคุ้มครอง ทำนองและเรียบเรียง โดย เรืองกิจ ยงปิยะกุล น้ำเสียงหวาน ๆ ของ “แนน วาทิยา” ประกอบละครเรื่อง “สุดแค้นแสนรัก” เจ้าของบทเพลงนี้ทำให้เข้าใจกระจ่างแจ้งเลยว่า ทุกคนต่อให้จะหนีอย่างไร ก็หนีไม่พ้นความรัก เนื้อเพลงไม่เพียงสอดแทรกแนวคิดดี ๆ เกี่ยวกับความรักไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหน ไม่เคยมีใครเอาชนะหรือหลีกหนีได้ สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ให้กับความรักอยู่ดี ความรักทำให้สิ่งที่มีแปรผันเปลี่ยนไปตามอารมณ์ ไม่ต่างจากการไม่มีสติตามคำสอนของพุทธศาสนา ดังนั้นทำให้เมื่อเวลาฟังเพลงนี้แล้วย้อนนึกคิดตามจะทำให้เรามีสติมากขึ้น ไม่พ่ายแพ้ต่อกิเลสของมนุษย์ที่มีมากมายเหลือเกิน เปรียบกับความรักถึงแม้จะพยายามต่อสู้กับมัน เอาชนะให้ได้ แต่สุดท้ายการพ่ายแพ้นั้นสอนให้เรารู้จักปลงมากขึ้น พร้อมที่จะอยู่กับมัน และไม่ทำให้จมปรักอยู่กับความทุกข์เพราะพิษรักนั้น

          เพลง “ใจสีเทา” ร้องโดย เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข คำร้อง มณฑวรรณ ศรีวิเชียร ทำนอง เรืองกิจ ยงปิยะกุล เรียบเรียง บุรินทร์ สุภัครพงษ์กุล ประกอบละครเรื่อง “กรงกรรม” เพลงนี้ขึ้นต้นด้วยเรื่องของกรรม และการกระทำที่แต่ละคนเป็นเริ่มลงมือกระทำเองซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่มีดีมีเลวปะปนกัน ดังเนื้อเพลงที่กล่าวว่า “หัวใจเราเป็นสีเทา ขาวและดำในบางครั้ง ทั้งเลวดีอยู่ด้วยกัน” สุดท้ายไม่ใช่เพียงจะให้ผู้ฟังเพลงก้มหน้ายอมรับแต่โชคชะตากรรม และโทษว่าเป็นเพียงกรรมที่ทำ เพียงแต่ให้ยอมรับแล้วพร้อมที่จะเลือกทางเดินข้างหน้า เพราะสุดท้ายกรรมที่เกิด ก็เกิดจากการกระทำของแต่ละคนซึ่งเป็นไปตามหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน

          ทั้ง 2 เพลงจาก 2 ละครดังนอกจากจะฟังเพื่อความไพเราะ และเข้าถึงความรู้สึกของตัวละคร เพราะเมื่อไรที่เราฟังเพลงเหล่านั้นเราจะจดจำตัวละครที่ประกอบเพลงนั้นได้ทันที เพลงเหล่านี้ยังคงสอนการดำเนินชีวิตของแต่ละคน โดยเฉพาะการนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาประกอบเพื่ออธิบายให้เข้าใจความเป็นไปของชีวิตได้มากยิ่งขึ้น

เสียงซุปเปอร์สตาร์ในเพลงประกอบละคร

หากจะกล่าวถึงซุปเปอร์สตาร์ของประเทศไทยชื่อแรกที่นึกขึ้นได้โดยไม่ต้องคิดคือ “พี่เบิร์ด” ธงไชย แมคอินไตย์ ที่มีบทบาททั้งการเป็นนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากษ์เสียง ผู้บรรยาย และพรีเซ็นเตอร์ให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน นับได้ว่าเป็นคนวงการบันเทิงที่มีความสามารถมากแห่งยุค และอยู่เป็นอมตะของวงการ เนื่องจากทุกวันนี้ “พี่เบิร์ด” ยังคงมีอัลบั้มและคอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง

          สำหรับที่มาของเสียงซุปเปอร์สตาร์ในเพลงประกอบละครนั้นเกิดจาก “พี่เบิร์ด” ที่ทุกคนรู้กันดีว่าเป็นนักร้องที่มีเสียงเอกลักษณ์ เรียกได้ว่าพอได้ยินเสียงก็รู้เลยว่าเป็นเสียงของพี่เบิร์ดแน่ ๆ “พี่เบิร์ด” ร้องเพลงประกอบทั้งภาพยนตร์และละครหลายเพลงทั้งที่แสดงเองแต่ครั้งนี้จะพาไปพบกับเพลงประกอบละครที่ “พี่เบิร์ด” เป็นคนร้องแต่ไม่ได้เป็นนักแสดงในละครเรื่องนั้น ที่ทำให้หลายคนนึกถึงและจดจำ นอกจากละครเรื่องนั้นจะโด่งดัง เพลงประกอบละครก็โด่งดังไม่แพ้กัน

          “คนแพ้ที่ไม่มีน้ำตา” ประกอบละครเรื่อง “อย่าลืมฉัน” ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในปี พ.ศ.2557 นำแสดงโดย “แอน ทองประสม” และ “เจษฎาพร ผลดี”เนื้อร้อง-ทำนองโดย ฟองเบียร์ และเรียบเรียงโดย
ธีระปริญญ์ รัตนบุตร เพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเป็นอันดับ 1 จากการที่มีผู้เข้ารับชมเพลงละครมากที่สุดใน “Youtube” ในปี ค.ศ.2014 นอกจากนี้พี่เบิร์ดยังได้รับรางวัลท็อปดาวน์โหลดในปีเดียวกันด้วย เพลงนี้ทำให้ผู้ชมละครเข้าถึงพระเอกได้อย่างมากด้วยความที่เจ็บแค้นนางเอกและอยากแก้แค้นเอาคืน ถึงแม้จะทำให้นางเอกเจ็บช้ำเท่าไรก็ไม่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นความผิดซึ่งเมื่อมารู้ในภายหลังว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นผิดก็พยายามจะทำดีเพื่อเอาชนะหัวใจของเธอ เพลงนี้จะสรุปความในใจของพระเอกว่าแท้ที่จริงแล้วรู้สึกเจ็บแต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ นับได้ว่าเพลงนี้เปิดขึ้นมาเมื่อไรผู้ชมสงสารพระเอกกันทั่วบ้านทั่วเมือง

          “มีไหมใครสักคน” ประกอบละครเรื่อง “วันนี้ที่รอคอย” ออกอากาศทางช่อง 7 เอชดี ในปี พ.ศ.2556 นำแสดงโดย “อรรคพันธ์ นะมาตร์” และ “วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร” เนื้อร้อง-ทำนองโดย ฟองเบียร์ และเรียบเรียงโดย ธีระปริญญ์ รัตนบุตร ละครเรื่องนี้ “พี่เบิร์ด” เคยแสดงร่วมกับ “แอน- สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” เพลงนี้ได้ติดชาร์ตสูงสุดอันดับ 1 ใน 100 ของชาร์ตหมวดเพลง GMM Gmember Chart Top 5 ประจำวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556 จากเว็บไซต์ Gmember ภายใน 2 วัน เพลงนี้ “พี่เบิร์ด” ถ่ายทอดออกมาได้ดีมากเนื่องจากเข้าใจตัวละครเป็นอย่างดี ด้วยเคยรับบทนี้มาก่อนด้วย ดังเช่น เนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ว่า “อยากรู้มีไหมใครสักคน ถ้าเขาได้รู้ถึงตัวตนแท้จริงของฉันและอยากจะรักด้วยหัวใจ อยากรู้ต้องค้นต้องรอเท่าไหร่และมันจะมีอยู่จริงไหม ใครคนนั้นและวันนี้ที่รอคอย”

          ทั้ง 2 เพลงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของเพลงประกอบละครที่ถ่ายทอดโดย “พี่เบิร์ด” นักร้องคุณภาพของประเทศไทยและซุปเปอร์สตาร์ตลอดกาล ยังมีอีกหลายเพลงที่ซุปเปอร์สตาร์คนนี้ฝากเสียงไว้โดยไม่ได้กล่าวถึง เช่น เพลง “ก่อนจะเช้า” ประกอบละครเรื่อง “ก่อนอรุณจะรุ่ง” “บัลลังก์เมฆ” และ “รักให้พอดี” ประกอบละครเรื่อง “บัลลังก์เมฆ” เป็นต้น

“How can you mend a broken heart” เพลงช้ำหรือเพลงซ้ำ

หลายครั้งเคยสงสัยว่าเพลงประกอบภาพยนตร์เพลงนี้เคยใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนั้น ทำไมเพลงนี้ยังมาปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ข้อสงสัยนี้เป็นที่มาให้ค้นหาว่าเพลงเหล่านี้ไปปรากฏอยู่ในเรื่องใดบ้าง จึงขอยกตัวอย่างเพลง “How can you mend a broken heart” เพลงเศร้า ๆ ที่ไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง ต้นฉบับของเพลงนี้คือเพลงของวง “Bee Gee” ซึ่งถูกปล่อยให้ฟังในครั้งแรกในปี ค.ศ. 1971 สำหรับเพลงนี้ได้ถูกนำไปร้องและเรียบเรียงใหม่ในหลากหลายเวอร์ชัน เวอร์ชันของ “Al Green” เป็นอีกหนึ่งเวอร์ชันที่ได้รับความนิยมนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อยู่หลายเรื่องเช่น

“Notting Hill” ภาพยนตร์รักโรแมนติก แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงรักหวานซึ้ง แต่อารมณ์เศร้า อกหักก็มีให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ดังนั้นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ในฉากที่พระเอกเศร้าคือการเห็นคนรักแสดงความรักกับคนอื่นต่อหน้า ทำให้หลายคนถึงกับน้ำตาซึมไปกับพระเอก กับท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงที่กล่าวว่า “I could never see tomorrow, but I was never told about the sorrow.” ฉันไม่สามารถจะล่วงรู้อนาคตได้แต่ฉันก็ไม่ได้เตรียมใจกับความเศร้านี้ นอกจากนี้ยังถามด้วยว่า “And How can you mend a broken heart?” แล้วคุณจะรักษาอย่างไรกับหัวใจของฉันที่มันแตกสลายอย่างนี้ เนื้อเพลง ๆ นี้บาดเจ็บลึกถึงแก่นความเศร้าเลยทีเดียว 

“The book of Eli” ภาพยนตร์แนวแอคชั่นโลกอนาคต ที่เกี่ยวกับเรื่องของศรัทธาและการปกป้องศรัทธานั้นผ่านหนังสือที่พระเอกเชื่อว่าจะเป็นความหวังสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ เพลง “How can you mend a broken heart” ถูกตีความใหม่ที่ไม่ใช่การใคร่ครวญถึงความรัก แต่เป็นการนั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ฉากนี้พระเอกนั่งฟังเพลงผ่านเครื่องเล่นและหูฟัง เนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ฟังแล้วเข้ากับบรรยากาศความเหงา เดียวดายของพระเอก ได้แก่  “I can think of younger when living for my life was everything a man could want to do.” ฉันนึกถึงวันเก่า ๆ เมื่อคิดถึงการมีชีวิตเป็นของตัวเองเป็นทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ และ “I can still feel the breeze that rustles through the trees And misty memories of days gone by We could never see tomorrow, no one said a word about the sorrow.” ฉันยังคงรู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านต้นไม้และความทรงจำที่ผ่านมา พวกเราไม่มีทางรู้ถึงวันพรุ่งนี้ ไม่มีใครบอกได้ว่าความเศร้านี้เป็นเช่นไร จากเนื้อเพลงนี้นับได้ว่าผู้ที่เลือกเพลงประกอบภาพยนตร์นี้นำมาสื่อสารได้ดีและทำให้ผู้ชมจดจำฉากนี้ได้เป็นอย่างดี

             อันที่จริงแล้ว นอกจากจะนำเพลงนี้มาประกอบภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง เช่น “Good will hunting” “The virgin Suicides” “Sex and the City” และล่าสุด “I, Tonya” ที่มีหลากหลายเวอร์ชัน นำไปปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเนื้อหาของภาพยนตร์ ดังนั้น จะเป็นเพลงช้ำหรือเพลงซ้ำไม่สำคัญหากเพลงนั้นเป็นเพลงที่ดี คนย่อมเห็นความสำคัญและนำไปใช้อยู่เสมอ

เพลงรักในหนังรัก ที่จะทำให้คุณมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพลงประกอบภาพยนตร์มีส่วนสำคัญในการเติมเต็มอรรถรสให้กับผู้ชม นอกจากจะใช้ประกอบการดำเนินเรื่อง เพลงแต่ละเพลงนั้นยังทำให้แต่ละฉากเป็นที่จดจำ ตราตรึง คิดถึงและกลับมาชมซ้ำอยู่เสมอ เพลงประกอบภาพยนตร์ 3 เพลงที่แนะนำในครั้งนี้ ได้แก่

  1. เพลง “Dream a little dream of me” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Leap Year” ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “รักแท้แพ้ทางกิ๊ก” ภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ ที่ได้นักแสดงสาวน่ารัก “เอมี่ อดัมส์” ประกบคู่กับ “แมทธิว กู้ดดี” สำหรับเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวกับการที่นางเอกต้องการแต่งงานกับแฟนหนุ่มโดยใช้ประเพณีความเชื่อของชาวไอริชที่ฝ่ายหญิงสามารถขอผู้ชายแต่งงานได้ในปีอธิกสุรทิน หรือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ จึงเดินทางพร้อมกับอุปสรรคต่าง ๆ จนพบกับความรักที่สะสมก่อตัวระหว่างเดินทางกับพระเอกที่มีความจำเป็นต้องพานางเอกไปส่งให้ถึงที่ที่จะขอแฟนหนุ่มแต่งงาน และระหว่างทางนั่นเองที่เป็นต้นเหตุของความรักและความลังเลของนางเอกว่าจะเลือกใครดีระหว่างแฟนหนุ่มกับกิ๊ก พระเอกที่เพิ่งเจอกัน เพลง “Dream a little dream of me” ขับร้องโดย “The Mamas&The Papas” อยู่ในฉากที่พระเอกและนางเอกนอนด้วยกันบนเตียงหลังจากถูกเจ้าของบ้านพักให้จูบกันบนโต๊ะอาหารเพื่อแสดงความเป็นคู่รักที่ทั้งคู่ปิดบังเอาไว้ เป็นฉากที่น่ารักน่าจดจำอีกฉากหนึ่งที่ทั้งคู่ต่างเผยความรู้สึกที่มีให้กัน
  2. เพลง “To find you” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Sing Street” ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “รักใครให้ร้องเพลงรัก” ที่ได้นักแสดงนำ “Ferdia Walsh-Peelo” ร้องเพลงนี้ประกอบภาพยนตร์ในตอนท้ายเรื่อง บรรยากาศของเรื่องยังคงได้กลิ่นอายไอริช ต่อเนื่องจากภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้แนะนำไป เนื้อเรื่องของภาพยนตร์ สะท้อนความฝันของวัยรุ่นผ่านการใช้เพลงประกอบภาพยนตร์เป็นแกนนำเรื่อง และหนึ่งในเพลงที่แนะนำได้แก่เพลง “To find you” เพลงที่พระเอกบันทึกเสียงเพลงนี้ให้นางเอกฟังที่ใช้เสียงของเปียโนเล่าเรื่องราวผ่านเสียงร้องที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ นอกจากจะทำให้นางเอกรับรู้สิ่งที่พระเอกต้องการสื่อสาร ผู้ชมภาพยนตร์ก็รับรู้ถึงอารมณ์นั้นได้ไม่แพ้กัน ประโยคหนึ่งในเพลงนี้ “I was on my way to find you” ถึงแม้มีอุปสรรคใด ๆ ก็ยังจะเดินทางไปหาเธอ เป็นตอนจบของเพลงที่ทำให้หลายคนยังคงจดจำได้
  3.  เพลง “She” จากภาพยนตร์เรื่อง “Nothing Hill” ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “รักบานฉ่ำที่น็อตติ้งฮิลล์” หนังรักที่ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ด้วยบทภาพยนตร์ที่น่ารักและทันสมัย ไม่ว่าเวลาผ่านไปกี่ปี เมื่อนำกลับมาดูซ้ำก็ไม่มีเบื่อ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันดีหลายเพลง แต่มีเพลงหนึ่งที่เพราะติดหูฟังวนได้ทั้งวัน ได้แก่เพลง “She” ร้องโดย “Elvis Costello” ซึ่งต้นฉบับเพลงนี้ ได้แก่ “Charles Aznavour” นักร้องและนักแต่งเพลงนี้ สำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์เพลงนี้ปรากฏในตอนท้ายของเรื่อง ฉากที่จำกันได้ดีได้แก่ฉากตั้งโต๊ะสัมภาษณ์นางเอก และรอยยิ้มของนางเอกประกอบกับเพลงนี้ช่างเป็นอะไรที่ดูกี่ครั้งก็ประทับใจ

สำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์ทั้ง 3 เพลงที่แนะนำในครั้งนี้อาจจะทำให้หลายคนต้องกลับไปค้นหาภาพยนตร์เหล่านี้เพื่อดูซ้ำอีกสักครั้งในวันหยุดที่อยากเติมพลัง เติมเต็มความรักอีกครั้งให้ร่างกายและหัวใจพร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไปเป็นแน่

ดนตรีบำบัดศาสตร์ทางการแพทย์ที่โลกยุคนี้ต้องการ

ปัจจุบันนี้ชีวิตของมนุษย์เรามีแง่มุมในชีวิตที่หลากหลายกว่าในอดีตมาก บางคนมีตัวตนที่อยู่ร่วมกับสังคมอีกแบบหนึ่งแต่เมื่ออยู่เพียงลำพังอาจจะกลายเป็นอีกคนหนึ่ง ไม่มีใครทราบว่าคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอภายในใจของเขาอาจจะเศร้าหรือว้าเหว่อยู่ด้วย การได้สัมผัสกับข่าวสารด้านลบ การพูดจาไม่ดีต่อกันในครอบครัวหรือการถูกบูลลี่จากสังคมในรูปแบบต่างๆ ทำให้คนสมัยนี้ป่วยเป็นโรคทางใจและโรคทางจิตจำนวนมาก ซึ่งบางโรคไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ บางโรคอาจต้องใช้เวลาหลายปี นอกจากการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์แล้วทุกวันนี้ยังมีทางออกในการบำบัดอีกหลายรูปแบบ หนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจและสิ้นเปลืองน้อยกว่าวิธีการอื่นๆ คือ “ดนตรีบำบัด”

ดนตรีบำบัดเป็นวิธีการที่ถูกพูดถึงมานานมากแต่เพิ่งเข้ามามีบทบาทในการรักษาโรคทางจิตอย่างจริงจังเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เนื่องด้วยผู้ป่วยโรคทางจิตมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมากแถมมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยผลของการใช้ดนตรีบำบัดจะช่วยให้ผู้ฟังลดอุปนิสัยอันรุนแรงก้าวร้าว ชักจูงให้ผู้ฟังจดจ่อสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้นและบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆได้ ข้อดีเหล่านี้ทำให้เสียงดนตรีเหมาะที่จะใช้บำบัดผู้ป่วยทางจิตที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงกับตัวเองและผู้อื่น บำบัดผู้ป่วยที่สร้างภาพในจินตนาการให้อยู่บนความเป็นจริงรวมทั้งลดความเครียดจากอาการบาดเจ็บทางร่างกายที่อาจทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการทางจิตมากกว่าเดิม และแนวดนตรีที่ช่วยในการรักษาโรคต่างๆ ก็มีดังต่อไปนี้

ดนตรีจังหวะเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเพลงแด๊นซ์ เพลงร็อค เร้กเก้ จังหวะดนตรีของเพลงเหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารู้สึกสดชื่น สนุกสนานขึ้นได้ แต่ไม่ควรใช้เพลงเร็วที่มีเนื้อหารุนแรงหรือเพลงที่มีประโยคในเชิงตำหนิตนเองมองเห็นตนเองไม่มีคุณค่า

ดนตรีเบาๆ ดนตรีประเภทไลท์มิวสิคเช่น ดนตรีคลาสสิค ดนตรีบรรเลง เพลงโซลสามารถใช้บำบัดความรุนแรง ความก้าวร้าวของผู้ป่วยได้และไม่เพียงได้ผลกับผู้ป่วยเท่านั้นแต่ยังมีผลกับคนทั่วไปที่มีพฤติกรรมในเชิงก้าวร้าวได้ทุกช่วยวัย นอกจากการลดพฤติกรรมก้าวร้าวเพลงเบาๆ เหล่านี้ยังช่วยให้มีสมาธิจึงใช้กับผู้ป่วยสมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ ที่อาการไม่หนักมากด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามทางการแพทย์ระบุว่าบทเพลงต่างๆ ไม่ได้แสดงผลตายตัวเสมอไป บางครั้งอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยบางคน บางเพลงกลับมีผลกับผู้ป่วยแบบตรงกันข้ามเช่น ผู้ป่วยสมาธิสั้นบางคนฟังเพลงจังหวะเร็วอาจทำให้เกิดสมาธิจดจ่อขึ้นมาได้เช่นกัน ดังนั้นทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ดูแลอาจต้องปรึกษาแพทย์ในการสรรหาบทเพลงมาทดสอบและควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยเมื่อมีการใช้ดนตรีแต่ละแบบในการบำบัด อีกเรื่องที่ควรคำนึงคือต้องให้ผู้ป่วยยินยอมพร้อมใจในการบำบัดด้วยเพราะหากผู้ป่วยถูกบังคับฝืนใจนอกจากอาการจะไม่ดีขึ้นแล้วยังมีแนวโน้มจะแย่ลงกว่าเดิมอีกด้วย

แนะนำ 5 ซีรีย์แนวดนตรีที่ไม่ควรพลาด

ยุคนี้ถ้าหากถามถึงความใฝ่ฝันของเด็กๆ วัยรุ่นแล้วล่ะก็เชื่อว่าเกินครึ่งพวกเขาคงอยากเป็นคนดัง นักแสดง ไอดอล นักร้องและนักดนตรีอย่างแน่นอน ซึ่งความใฝ่ฝันเหล่านี้ในปัจจุบันได้รับการเติมเต็มกว่าในอดีตมาก ข้อมูลหลายๆ อย่าง เช่นงานเบื้องหลัง เส้นทางศิลปินตั้งแต่จุดเริ่มไปจนกระทั่งประสบความสำเร็จได้ถูกถ่ายทอดออกมาในสื่อหลายๆ รูปแบบ หนึ่งในรูปแบบของสื่อที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากคือภาพยนตร์ชุดหรือซีรีย์นั่นเอง และสำหรับผู้มีฝันเป็นศิลปินเราก็มีซีรีย์ดีๆเหล่านี้มาแนะนำกัน

                Dream High มุ่งสู่ดาว ก้าวตามฝัน เป็นซีรีย์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของนักเรียนหกคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะการแสดง พวกเขามีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นสตาร์ในวงการเพลงของเกาหลีซึ่งระหว่างเดินตามความฝันนั้นพวกเขาก็ต้องพบกับอุปสรรค ความสิ้นหวัง ความรักและเรื่องราววุ่นๆ อีกสารพัด ด้วยปัญหารุมเร้าเหล่านี้ท้ายที่สุดพวกเขาจะสามารถเข้าสู่วงการบันเทิงได้หรือไม่? หาคำตอบได้ใน มุ่งสู่ดาว ก้าวตามฝัน

                Dream High 2 ทะยานสู่ฝัน บัลลังก์แห่งดาว ภาคต่อของไฮสคูลแห่งความฝันมาคราวนี้ทวีความเข้มข้นในเนื้อเรื่องขึ้น เปลี่ยนตัวละครใหม่และเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ในเรื่องสัญญาของศิลปินกับค่ายเพลงซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ชมอาจไม่ทราบมาก่อน หากใครหวังจะเป็นศิลปินก็ไม่ควรพลาดซีซั่นนี้เป็นอันขาด และแม้ไม่เคยดูซีซั่นแรกมาก่อนจะมาเริ่มดูซีซั่นนี้ก็ไม่งงเพราะเนื้อเรื่องค่อนข้างจะแยกออกจากกัน

                Entertainer อีกหนึ่งซีรีย์ที่ไม่ควรพลาดแม้จะเป็นซีรีย์ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนักทั้งในเกาหลีและประเทศต่างๆ แต่ Entertainer มีความน่าสนใจที่เนื้อเรื่องมีการเปรียบเทียบงานเบื้องหน้าของวงการเพลงอันสวยงามกับงานเบื้องหลังที่ไม่ได้สวยหรูหรือสบายอย่างที่หลายๆคนคิด ซีรีย์เรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมทราบถึงการทำงานของค่ายเพลง การวางแผนการตลาด ไปจนถึงชีวิตที่แท้จริงของศิลปิน

                Riverdale ซีรีย์สุดฮิตจาก Netflix ที่เข้มข้นในเนื้อเรื่องสุดดาร์กของเมืองคนบาปผสานกับชีวิตวัยหวาน ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับกลุ่มวัยรุ่นจากโรงเรียนริเวอร์เดลไฮสะท้อนให้เห็นช่วงชีวิตอันสับสนเต็มไปด้วยทางแยกที่ต้องตัดสินใจ นอกจากนั้นซีรีย์เรื่องนี้ยังมีเพลงเพราะๆ ทั้งยังแอบสอดแทรกเทคนิคการขับร้องและการดีไซน์ดนตรีที่น่าสนใจอีกด้วย

                My Lovely Girl ซีรีย์สุดดราม่าฝีมือการแสดงของซูเปอร์สตาร์เอเชียอย่าง “เรน” เป็นซีรีย์ที่สะท้อนชีวิตของนักแต่งเพลงและนักปั้นไอดอลมือทอง สำหรับคนที่อยากเป็นนักแต่งเพลงอาจจะดูเรื่องนี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจได้เพราะจะได้ทราบเทคนิคและการมองหาไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานนั่นเอง

                Musical Series ทุกวันนี้มีมากมายซึ่งหากอยากได้ความรู้เกี่ยวกับงานในวงการบันเทิงสาขาอาชีพต่างๆ ก็สามารถหาดูได้ไม่ยาก และไหนๆ ทุกวันนี้หลายๆคน ก็ใช้เวลาในการดูซีรีย์อยู่แล้วคงเป็นการได้ประโยชน์สองต่อหากจะรับชมซีรีย์ไปด้วยและได้ข้อมูลสำหรับการทำตามความฝันไปด้วย

ทำไมต้องยุค 90’s? ยุคที่หลายคนต่างรำลึกและอยากย้อนกลับไป

เชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่หลายคนคงสงสัยถึงยุคสมัยที่ถูกกล่าวถึงกันบ่อยๆ อย่างยุค 90’s ว่ามีอะไรในยุคนั้นทำไมบรรดาพ่อแม่หรือสังคมถึงสนใจกันนัก? ยุค 90’s คือยุคสมัยเปลี่ยนผ่านอันสำคัญของประวัติศาสตร์โลกก่อนก้าวเข้าสู่ความทันสมัยในยุคสองพัน หลายๆอย่างในยุค 90’s ยังไม่ก้าวหน้านักทั้งเทคโนโลยี ความรู้และวิถีชีวิตของผู้คน เป็นรอยต่อสำคัญที่มาบรรจบกันระหว่างความเชื่อและวิทยาศาสตร์กล่าวคือผู้คนยังมีฝันสดใสในด้านอวกาศในขณะเดียวกันก็ยังเชื่อสิ่งลี้ลับด้วย เรียกว่าเป็นยุคอนาล็อกที่มีกลิ่นอายดิจิตอลบ้างแล้ว ในแง่ของความบันเทิงอย่างดนตรีนั้นยุคดังกล่าวยังมีกลิ่นอายของดนตรียุคก่อนหน้าอย่าง 20’s-80’s ในขณะเดียวกันก็มีการผสานดนตรีสมัยใหม่เข้าไปด้วยซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือความเป็นตัวตนอย่างที่ยุคสมัยอื่นๆ ไม่มี

                แฟชั่น แฟชั่นเครื่องแต่งกายในสมัยนั้นมีความเท่ในแบบของตัวเอง อาจจะดูสะเปะสะปะแต่ก็มีความหลากหลายซึ่งเราจะสามารถเห็นนักร้องในตอนนั้นสวมเสื้อตัวโคร่งๆ สวมกางเกงเลยเข่าเหมือนฮิปฮอปแต่ดันร้องเพลงป็อป สวมกางเกงตัวใหญ่ๆ ใส่เสื้อรัดติ้ว หรือแม้แต่แฟชั่นหลุดโลกอย่างเสื้อผ้าสะท้อนแสงแว่นตาแบบอวกาศ เป็นต้น

                แนวเพลง แนวเพลงในยุค 90’s ค่อนข้างหลากหลายมีทั้งเพลงตลาดอย่างเพลงป็อป เพลงลูกกรุงหวานๆ และเพลงเพื่อชีวิต ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีแนวดนตรีใหม่ๆ อย่างร็อค อัลเทอร์เนทีฟ อิเล็กโทร กำเนิดขึ้น มีศิลปินใต้ดินที่ไม่ง้อค่ายเพลงใหญ่ๆเกิดขึ้นในวงการเป็นครั้งแรก ลูกทุ่งเองก็ไม่น้อยหน้าเกิดลูกทุ่งหมอลำแทบจะทุกอาทิตย์ เรียกว่าเป็นยุคทองของวงการเพลงเลยก็ว่าได้ซึ่งศิลปินดังพอสมควรในขณะนั้นสามารถทำยอดขายเทปคาสเซ็ทได้ล้านตลับสบายๆ

                มีเอกลักษณ์ ศิลปินยุค 90’s มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองแม้จะเป็นยุคที่เพลงต่างประเทศทั้งจากฝั่งอเมริกา ฝั่งยุโรปรวมทั้งกระแสเจป็อปเข้ามาในเมืองไทยแต่ศิลปินก็ยังไม่ได้ไหลตามกระแสเหล่านั้นทั้งการแต่งกายและแนวเพลงยังคงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงซึ่งปัจจุบันหาได้น้อยมากที่จะไม่ไหลไปตามความนิยมของโลก

ยุคบูมของลูกครึ่ง แน่นอนว่าคงไม่เห็นยุคไหนที่นักร้องเป็นลูกครึ่งพูดไม่ชัดแต่ต้องมาร้องเพลงไทย นี่คือความย้อนแย้งที่ตลกดีไม่หยอกแต่อย่าปรามาสไปเพราะนักร้องลูกครึ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จเสียด้วย เพราะการพูดไทยไม่ชัดดูจะเป็นความเท่ในยุคนั้นและถ้าผู้คนชอบมีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะร้องเพลงไม่ได้ล่ะ?

ทุกวันนี้ศิลปินยุค 90’s ที่ทุกคนคิดถึงกำลังกลับมารียูเนี่ยนในคอนเสิร์ตต่างๆ และประสบความสำเร็จอย่างสวยงามทั้งฟรีคอนเสิร์ตและแบบขายบัตรซึ่งสวนกระแสเศรษฐกิจซบเซาในยุคนี้ ล่าสุด “เฮียฮ้อ” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์หัวเรือใหญ่ค่ายเพลงอาร์เอสร่วมกับคลื่นวิทยุคูล ฟาเรนไฮต์ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการจัดคอนเสิร์ต “TIGER BALM & LEO PRESENT COOL fahrenheit MUSIC FEST ONCE UPON A TEEN #มันส์สุดในสามโลก” ที่ขนทัพศิลปินในอดีตสร้างความสุขให้ถึงเมืองพัทยา หลังความสำเร็จของอีเว้นท์ดังกล่าวก็มีข่าวซุบซิบออกมาว่าเฮียฮ้ออาจหวนมาสร้างความคึกคักให้ธุรกิจเพลงอีกครั้งโดยวางแผนเตรียมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ของศิลปินยุค 90’s อีกนับไม่ถ้วน งานนี้แฟนเพลงศิลปินดังในอดีตหรือคนรุ่นใหม่ที่อยากกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ได้ชุ่มชื่นหัวใจกันแน่นอน

ชีวิตพลิกผันหนุ่มช่างไฟ กลายเป็นศิลปินดังชั่วข้ามคืน

เวลานี้ไม่ว่าใครก็คงทราบดีถึงความเกรียงไกรของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลที่เพิ่งคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยยุโรปหรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมาหมาดๆ ผลงานของทีมหงส์แดงในฤดูกาล 2018-2019 ที่ผ่านมานี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องยากหากใครคิดจะหยุดฟุตบอลเกมรุกแบบเฮฟวี่เมทัลของพวกเขาแม้แต่ทีมฝีเท้าเหนือมนุษย์อย่างบาร์เซโลน่าที่มีนักเตะเบอร์หนึ่งของโลกอย่างเลโอเนล เมสซี่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งความร้อนแรงนี้ได้เลย โดยในเกมกับบาร์เซโลน่านี้เองมีเรื่องน่าสนใจอีกประเด็นคือการแจ้งเกิดของศิลปินหน้าใหม่ที่ชื่อ “เจมี เว็บส์เตอร์”

ย้อนกลับไปในเกมแรกของรอบรองชนะเลิศรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูลต้องเสียเปรียบด้วยการต้องออกไปเยือนโคตะระทีมของโลกอย่างบาร์เซโลน่าที่สนามคัมป์นู แฟนบอลทั่วโลกเชื่อว่าทีมเครื่องจักรสีแดงแห่งพรีเมียร์ลีกคงต้องจอดป้ายตั้งแต่รอบนี้แน่ๆ และหลังจากสิ้นเสียงนกหวีดในเกมเลกแรกเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่าจัดการกำราบทีมหงส์แดงสมฐานะทีมเต็งแชมป์ของรายการไปถึง 3-0 แถมยังมีประตูสุดสวยจากฟรีคิกของเลโอเนล เมสซีให้แฟนหงส์ได้เจ็บใจเล่นๆ ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ทั้งสองทีมโคจรมาพบกันอีกครั้งในเกมเลกที่สองซึ่งหนนี้ลิเวอร์พูลต้องเปิดแอนฟิลด์รับการมาเยือนของบาร์ซ่าบ้าง เจอร์เก้น คล็อปป์ผู้จัดการทีมหงส์แดงเจอโจทย์ยากต้องยิงถึงสามประตูเป็นอย่างต่ำแถมหากหวังเข้ารอบในเวลาต้องยิงถึงสี่ประตู ทุกคนรู้ดีว่าไม่ต้องพูดถึงสามหรือสี่ประตูเลยสำหรับทีมอย่างบาร์ซ่าแค่ยิงได้สักหนึ่งประตูก็ถือว่าเก่งแล้ว โอกาสในการเข้ารอบของทีมหงส์แดงต้องบอกว่ามืดมนสุดๆ ดังนั้นไม่ว่าจะอ้อนวอนต่อพระเจ้า ฝึกให้หมูบินได้หรือด้วยวิถีทางใดหากมันจะช่วยให้ลิเวอร์พูลได้เข้ารอบกุนซือชาวเยอรมันก็ต้องทำทั้งนั้น ในวันแข่งขันนั้นเองเจอร์เก้น คล็อปป์ไปหยิบเอาเพลงเก่าที่พอจะมีชื่อเสียงในหมู่แฟนบอลอยู่บ้างซึ่งเป็นเพลงของศิลปินท้องถิ่นคนหนึ่งมาเปิดให้ลูกทีมฟังในห้องแต่งตัวก่อนการแข่งขัน เพลงที่ชื่อแปลกๆ อย่าง allez allez allez ของศิลปินโนเนมได้ผลเกินคาดเมื่อแข้งหงส์แดงลงไปในสนามและจัดการกระซวกตาข่ายของบาร์เซโลน่าอย่างโหดเหี้ยม สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นลิเวอร์พูลชนะไปด้วยสกอร์ 4-0 รวมผลสองนัดลิเวอร์พูลเข้ารอบราวปาฏิหาริย์ด้วยประตูรวม 4-3 จากนั้นศิลปินท้องถิ่นอย่างเจมี เว็บส์เตอร์ซึ่งมีอาชีพหลักเป็นช่างไฟฟ้าและร้องเพลงเป็นงานอดิเรกก็กลายเป็นศิลปินดังระดับโลกในชั่วข้ามคืน

การผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นบันใดขั้นแรกของทีมหงส์แดงก่อนจะจบฤดูกาลอย่างสวยงามด้วยการเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกไปได้ 2-0 คว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับสโมสรยุโรปไปครองและเพลง allez allez allez ก็ยิ่งทวีความดังขึ้นไปอีก นอกจากทีมหงส์แดงจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นเจ้ายุโรปหกสมัยยังสร้างชื่อให้ศิลปินหน้าใหม่ที่ชีวิตของเขาได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

เบื้องหลังความสำเร็จของคนกีฬา มีที่มาจากเพลงเหล่านี้

บทเพลงนอกจากจะเป็นประโยชน์ด้านกิจกรรมเพื่อสันทนาการทั้งหลายแล้วยังมีประโยชน์อีกแง่ในการส่งเสริมกำลังใจด้วย เราเรียกเพลงประเภทนี้ว่าเพลงปลุกใจ เพลงปลุกใจในอดีตใช้ในการบำรุงขวัญกำลังใจของทหารก่อนออกรบแต่ปัจจุบันแม้ไม่บังเกิดสงครามเช่นในอดีตเพลงปลุกใจก็ยังมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันกีฬาหลายประเภท ทั้งยังมีการปรับปรุงให้มีแนวดนตรีและเนื้อหาเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ซึ่งบทเพลงที่เรากำลังจะพูดถึงเหล่านี้คือเบื้องหลังความสำเร็จของคนกีฬาที่เรารู้จักเป็นอย่างดี

                หมู ปากน้ำ นพพล แสงคำ หรือ หมู ปากน้ำ ยอดนักสอยคิวหนึ่งเดียวของไทยที่ได้เข้าแข่งขันในรายการสนุ๊กเกอร์ระดับโลกอย่าง 2017 Betfred World Snooker Championship ใช้เพลงแสงสุดท้ายของวงบอดี้สแลมเป็นเพลงเปิดตัวในการแข่งขันรายการดังกล่าว โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่าเพลงแสงสุดท้ายคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้เขาฝ่าฟันจนได้เข้าแข่งขันในรายการระดับโลกทั้งเจ้าตัวยังเป็นแฟนเพลงที่เหนียวแน่นของวงบอดี้สแลมอีกด้วย

                ฟุตบอลประเภทชายทีมชาติไทย หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าเพลงที่ใช้ปลุกขวัญกำลังใจและเพื่อความเป็นสิริมงคลซึ่งใช้ร้องประจำในรถบัสนักฟุตบอลทีมชาติไทยคือเพลง “สดุดีมหาราชา” และเมื่อทุกคนได้ทราบก็อดตื้นตันไม่ได้ เพราะชาติเราคงเป็นชาติเดียวที่บรรดานักกีฬานอกจากจะพยายามคว้าชัยมาเพื่อประเทศ เพื่อประชาชนแล้วพวกเขายังหมายมั่นนำชัยชนะมาเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีในรัชกาลที่๙ อีกด้วย

                นักวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทย อาจจะฟังดูไม่เป็นเพลงปลุกใจเท่าไรแต่เบื้องหลังความสำเร็จของนักวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทยคือเพลงหมอลำจังหวะเต้นหลายๆ เพลง ซึ่งจริงๆ แล้วหากต้องเผชิญการแข่งขันที่เครียด กดดัน เพลงจังหวะสนุกสนานเหล่านี้ก็ช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีและมองเห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเพลงหมอลำเหล่านี้ช่วยได้จริงจากผลงานอันสวยหรูของนักวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทยนั่นเอง

                เทพไชยา อุ่นหนู นักสนุ๊กเกอร์มือดีของไทยผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นชาวไทยคนที่ห้าที่ได้เข้าแข่งขันรายการสนุ๊กเกอร์ชิงแชมป์โลกในปี 2018 เทพไชยา หรือ เอฟ เลือกใช้เพลง “คืนความสุข” ของคสช.เปิดตัวในรายการดังกล่าวก่อนจะถูกดราม่าจากสังคมโซเชียลจนต้องเปลี่ยนเป็นเพลง Made in Thailand ของคาราบาวแทน ซึ่งจริงๆ แล้วหากไม่พูดถึงประเด็นการเมืองเจ้าตัวค่อนข้างรู้สึกดีกับเพลงคืนความสุขและเนื้อเพลงมีความหมายเช่นเดียวกับการแข่งขันของเขาที่หมายจะสร้างความสุขให้คนในชาตินั่นเอง

                ฟุตบอลประเภทหญิงทีมชาติไทย นักฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเป็นอีกทีมที่นิยมเปิดเพลงหมอลำเพื่อความผ่อนคลายในห้องแต่งตัวก่อนการแข่งขัน และหลังจากได้เพลงหมอลำเติมพลังใจแข้งสาวทีมชาติไทยก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะพวกเธอสามารถเข้าแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์ระดับโลกได้อยู่เสมอๆ เลยล่ะ

                บทเพลงที่เติมพลังใจไม่ได้เหมาะสำหรับนักกีฬาเท่านั้น สำหรับคนธรรมดาทั่วไปบทเพลงต่างๆ ยังช่วยให้สามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ฟังก่อนเข้าห้องสอบ คนที่กำลังหางานทำหรือแม้แต่ผู้ท้อแท้มีปัญหาในชีวิตทุกคนสามารถเติมพลังใจได้เช่นเดียวกับนักกีฬาหลายๆคน และเมื่อกำลังใจดี สติและปัญญาก็เกิดตาม ปัญหาที่เคยมองว่าใหญ่โตอาจจะเล็กลงจนคุณแก้ไขมันได้ง่ายดายเลยทีเดียว