เพลงละครต้นยุครัตนโกสินทร์ ความเป็นไทยที่ผสมผสานความศิวิไลย์อย่างลงตัว

มีนวนิยายหลายเล่ม จากปลายปากกาของนักเขียนชื่อดังหลายท่านที่สรรค์สร้างผลงานโดยจำลองการใช้ชีวิตของผู้คนในต้นยุครัตนโกสินทร์ออกมาได้เป็นอย่างดี โดยอาศัยข้อมูลจากหลากหลายที่ทำให้นวนิยายออกมาใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด โดยนวนิยายเหล่านั้นได้ถูกนำมาสร้างทั้งเป็นละครและละครเวที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี่แผ่นดิน นางทาส หรือรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี บทเพลงที่ใช้ประกอบในละครนั้นต่างก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมันสามารถบ่งบอกได้ถึงการเป็นอยู่และเครื่องดนตรีหลักที่ใช้บรรเลงในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นทำนองที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของชาวไทยได้อย่างละเมียดละไมเลยก็ว่าได้

“มยุราภิรมย์” เป็นอีกหนึ่งเพลงบรรเลงจากละครชื่อดังเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ที่ได้รับความนิยมทางจอโทรทัศน์เป็นอย่างมาก ซึ่งในเรื่องได้ใช้เพลงนี้ประกอบหลายฉาก แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความศิวิไลย์ของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดท่ามกลางสมัยรัชกาลที่ 5 หรือสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง โดยในตัวเพลงเราจะได้ยินเสียงของไวโอลิน เชลโล่ชัดเจน ผสมผสานกับเสียงตีฉิ่งและเสียงซอ ที่ทำให้เพลงมีความเป็นสากลปนความเป็นไทยอย่างพอดี คล้ายกับสมัยของรัชกาลที่ 5 เราที่ไทยกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศ ซึ่งรับวัฒนธรรมมาจากชาติตะวันตก

“รัตนโกสินทร์” เพลงประกอบละครเรื่อง “รัตนโกสินทร์” เวอร์ชั่นปีพ.ศ. 2539 เพลงเปิดละครที่เขียนความหมายโดยย่อของเกาะ รัตนโกสินทร์ ไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นผู้คน ประเพณี หรือการเป็นอยู่ ที่สะท้อนออกมาในตัวเพลง ซึ่งในบทละครถือเป็นสมัยของรัชกาลที่ 3 เข้ารัชกาลที่ 4 ที่คนจีนนั่งเรือสำเภาเข้ามาค้าขายในประเทศไทย ดนตรีที่ใช้ประกอบในเพลงจึงมีทั้งไทยและสากล ซึ่งแทนความเป็นจีนโดยใช้เสียงขิม ที่ลักษณะเสียงคล้ายกู่เจิ้ง และมีความไทยผสมคือเสียงของขลุ่ย 

และเพลงสุดท้ายอย่าง “ทวิภพ” ที่ประกอบละครชื่อดังเช่นกัน โดยเป็นทวิภาพเวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ในปีพ.ศ. 2537 นำแสดงโดยสิเรียมและศรัณยู ซึ่งเป็นอีกหนึ่งละครและหนึ่งบทเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในยุคสมัยนั้น ตัวเรื่องกล่าวถึงการข้ามเวลาไปยังยุคสมัยรัชกาล 5 ยุคที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศมากมาย จึงส่งผ่านเพลงประกอบมาด้วย เรียกได้ว่าตัวนวนิยายก็ได้รับการถ่ายทอดอย่างพิถีพิถันแล้ว เพลงประกอบก็ยังพลอยพิถีพิถันไปด้วย

ต้นยุครัตนโกสินทร์เป็นยุคที่มีเสน่ห์ เพราะประเทศไทยได้รับการพัฒนาไปอย่างก้าวไกล มีการเปิดรับความหลากหลายมาจากชนต่างชาตินานาประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านศิลปวัฒนธรรม การคมนาคม หรือแม้แต่สถาปัตยกรรม และสิ่งเหล่านี้เองล้วนสะท้อนออกมาผ่านเสียงเพลงและบทประพันธ์อันทรงคุณค่า ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยังก็มิอาจจะทำลายล้างความสวยงามและความศิวิไลย์เหล่านี้ได้เลย

เพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชั่น เพลงที่ให้คุณค่ามากกว่าการเป็นเพลง

หากพูดถึงภาพยนตร์อนิเมชั่น หลายคนอาจนึกถึงภาพสวย ๆ และเนื้อเรื่องที่ทำให้เราเพลิดเพลินได้ตลอดระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ ที่อยู่หน้าจอ แต่หลังจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณได้เก็บอนิเมชั่นเรื่องนั้นมาอมยิ้มต่อ นั่นก็คือ เพลงในเรื่องที่ให้คุณค่ามากกว่าการเป็นเพลงประกอบอนิเมชั่นเฉย ๆ บางคนเติบโตมาพร้อมกับเพลงนั้น ๆ เลยก็มี โดยในบทความนี้เราจะมาแนะนำเพลงจากภาพยนตร์อนิเมชั่นที่เป็นมากกว่าเพลงให้ทุกท่านได้ลองทบทวนไปพร้อม ๆ กัน ว่าติดในหนึ่งความทรงจำของคุณหรือไม่

1. Sparkle – Radwimp

เพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชั่นขวัญใจใครหลายคนตลอดกาลอย่าง “Your Name” ก็มีเพลงเพราะติดเป็นภาพประทับใจความทรงจำของผู้ชมไม่เคยจาง ได้ยินเพลงนี้ขึ้นทีไรถึงกับน้ำตาเอ่อ นึกถึงฉากความรักระหว่างพระเอก-นางเอกอยู่เสมอ ถือว่าเป็นเพลงที่มีเมโลดีที่เพราะมาก ๆ แถมยังได้การขับร้องที่ปลดปล่อยทุกพลังจิตวิญญาณจนเราเข้าใจตัวละครอย่างแจ่มแจ้ง ด้วยผลงานการร้องจากวง Radwimp ที่กลายเป็นวงดังขวัญใจชาวญี่ปุ่นไปแล้ว ณ ขณะนี้

2. Go to the distance – Michel Bolton

หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องดังอย่าง “Hercules” ที่ออกฉายเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผ่านการเล่าเรื่องตำนานเทพเจ้ากรีกสมัยก่อน ที่สามารถจับใจเด็กทุกคนในยุคนั้นด้วยเพลง “Go to the distance” ที่ถูกนำมาแปลและร้องในเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วยก็มี บอกเลยว่าเพราะไม่แพ้กัน

3. Reflection – Christina Aguilera

มู่หลาน คงเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเพลง “Reflection” ในช่วงที่เรื่องนี้เพิ่งออกฉายกลายเป็นเพลงดังที่ไม่ว่าใครก็ต้องฟัง แน่นอนว่าเพลงนี้ก็มีแปลและร้องเสียงภาษาไทยด้วยเช่นกัน โดยเพลงนี้มีความหมายที่คมคายลึกซึ้ง ที่ต้องการจะรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวตนข้างในของตัวเองเป็นใครกันแน่ ไม่เหมือนกับเงาที่สะท้อนในภาพกระจกเลยสักนิดเดียว เฉกเช่นเดียวกับชื่อเพลงว่า “Reflection” นั่นเอง

4. Country Road – Yoko Honno

ภาพยนตร์อนิเมชั่นจากค่าย “สตูดิโอจิบลิ” เป็นอีกหนึ่งค่ายที่ใครหลายคนต่างก็รู้จัก ซึ่งมีหนึ่งเรื่องที่ได้นำเพลง “Country Road” ของ “จอห์น เดนเวอร์” มาแปลงให้เป็นภาษาญี่ปุ่นและขับร้องโดย “Yoko Honno” นั่นก็คือเรื่อง “Whisper of the heart” ซึ่งเป็นเรื่องราวของความฝัน ความรัก และการค้นหาตัวเอง เสมือนเพลง “Country Road” ที่ไม่ว่าเราจะออกไปค้นไกลเท่าไหร่ ถนนสายเดิมที่เราจากมาก็ยังเป็นทางกลับบ้านอยู่ดีนั่นเอง

ภาพยนตร์อนิเมชั่น แม้จะไม่ได้แสดงโดยคนจริง ๆ แต่ก็ถูกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านประสบการณ์และมุมมองของมนุษย์ได้อย่างไหลลื่น เป็นทั้งคติสอนใจและเป็นทั้งแรงบันดาลใจให้ชีวิตในวัยเด็กของใครหลายคน ต้องขอขอบคุณเพลงประกอบที่น่าจดจำเหล่านี้ ที่หล่อหลอมให้ช่วงเยาว์วัยของเรามีความหมาย และเต็มไปด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ

เพลงประกอบภาพยนตร์สุดโรแมนติกที่ติดอยู่ในความทรงจำ นานเท่าไหร่ก็ฟังได้ไม่เบื่อ

คงมีหนังรักโรแมนติกหลายเรื่องที่คงอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คน แม้ว่าจะเป็นจากปีค.ศ.เก่าหรือใหม่ เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าการดูหนังรักนั้นทำให้เราอิ่มเอมใจได้เสมอ ไม่ว่าตอนจบของหนังเรื่องนั้นจะเป็นเช่นไรก็ตาม และในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปย้อนรอยเพลงรักที่ประกอบภาพยนตร์สุดโรแมนติก ที่หลายคนต่างก็คุ้นหูและยกให้เป็นเพลงเพราะตลอดกาล ถึงเวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ฟังไม่เคยเบื่อเลย

1. There you’ll be

เชื่อว่าคอดูหนังรักต้องเคยฟังเพลงนี้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Pearl Harbor” ร้องโดย Faith Hill นักร้องสาวเสียงทรงพลัง ในปัจจุบันเราอาจไม่ได้เห็นเพลงของเธอมากนัก แต่เพลงนี้เรียกได้ว่าทำให้เธอเป็นที่จดจำของใครหลาย ๆ คนไปอีกนาน เช่นเดียวกันกับเรื่อง Pearl Harbor ซึ่งเป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกที่ใครหลายคนไม่ควรพลาด

2. How long will I love you

“About time” หนังรักที่ทำให้หลายคนประทับใจและแฝงไว้ด้วยข้อคิดดี ๆ มากมาย ซึ่งได้ถ่ายทอดความหมายลึกซึ้งเอาไว้ในเพลง “How long will I love you” นั่นเอง เพลงนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองเวอร์ชั่น คือ เวอร์ชั่นของ Ellie Goulding และ Jon Boden, Sam Sweeney & Ben Coleman ต่างสไตล์จากสองเวอร์ชั่นให้เลือกฟังตามอารมณ์เลย

3. I have nothing

หนึ่งเพลงอมตะจาก Whitney Houston ที่หลายคนอาจรู้จักกันอยู่แล้วถ้าหากเป็นแฟนของนักร้องหญิง Diva คนนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเพลง “I have nothing” มาจากเพลงประกอบภาพยนตร์รักอย่าง “The Bodyguard” ที่เธอได้ลงจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรกคู่กับ Kevin Costner เรียกได้ว่าเป็นหนังรักโรแมนติกอีกเรื่องที่ประสบความสำเร็จ และทำให้เราได้เห็นศักยภาพในนักร้องสาวคนนี้ที่มีมากกว่าการร้องเพลงอีกด้วย

4. When you say nothing at all

เชื่อเลยว่าเพลงนี้คงเป็นเพลงโปรดของใครหลาย ๆ คนและคงไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเป็นผลงานการร้องจาก Ronan Keating ที่ประกอบภาพยนตร์รักสุดคลาสสิคแห่งยุคอย่าง “Notting Hill” และด้วยเสียงร้องที่นุ่มลุ่มลึก ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ฟัง จึงทำให้เพลง “When you say nothing at all” กลายเป็นเพลงเอกลักษณ์ประจำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปโดยปริยาย

5. Falling Slowly

เพลง Falling Slowly มาจากหนังรักโรแมนติกที่ไม่ได้เป็นหนังรักฟอร์มใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์รักอินดี้ที่เกาะกินอยู่ในใจใครหลายคน เพราะมีเนื้อเรื่องที่ดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเพลงรักที่ซึ้งกินใจอย่าง Falling Slowly เป็นจุดเด่น แม้ว่าเรื่องนี้จะฉายไปนานหลายปีแล้ว แต่เพลงซึ้ง ๆ จังหวะช้า ๆ เพลงนี้ก็ยังเป็นเพลงโปรดของใครหลายคนไปอีกนาน

เพลงเพราะที่ประกอบภาพยนตร์สุดโรแมนติกยังมีให้เราได้ตามฟังกันอีกมากมาย หวังว่าเพลงเพราะ ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะช่วยทำให้ใครหลาย ๆ คนคลายความคิดถึงหนังรักในความทรงจำกันได้บ้างไม่มากก็น้อย

เพลงรักจากละครย้อนยุคความหมายดี Easy Listening

“คุณชาย-คุณหญิง” คือหนึ่งในแนวละครย้อนยุคที่ถูกใจใครหลายคนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะนำมาทำสักกี่เรื่อง รีเมคสักกี่หน แนวละครนี้ก็ยังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามอย่างปฏิเสธไม่ได้ อาจเพราะด้วยแนวเพลงที่ฟังง่ายมีจังหวะเบา ๆ ความหมายเน้นความหวานซึ้งเช่นคนสมัยเก่า ที่แม้เนิ่นนานก็ยังขอรักมั่นคง ที่เปรียบเสมือนนิยามรักฉบับสมบูรณ์ที่ใครหลายคนเฝ้าใฝ่หาในปัจจุบัน 

 เริ่มต้นกันด้วยเพลงรักเพลงแรกในเรื่อง “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” ที่มีเพลงความหมายดี ๆ อย่าง “รักแท้อยู่เหนือกาลเวลา” ประกอบอยู่ในละครด้วยกันหลายตอน ซึ่งขับร้องโดยนักร้องซุปเปอร์สตาร์แถวหน้าของเมืองไทยหลายท่าน อาทิ ป็อบ ปองกูล, กัน นภัทร, ที Jetset’er, โรส ศิรินทิพย์ ด้วยลีลาการร้องและดนตรีที่ต่างสไตล์กันไป โดยเนื้อเพลงกล่าวถึงความรัก ที่แม้ผ่านวันเวลาเนิ่นนานแค่ไหนก็จะไม่มีวันที่จะคลายความรักให้ลดน้อยลง เป็นเพลงความหมายดี ๆ อีกหนึ่งเพลงที่ควรค่าแก่การฟัง

“เพลงรักจากฉัน” เพลงความหมายลึกซึ้งที่ปนไว้ด้วยความหวาน ขับร้องโดยนักร้องสาวเสียงดีอย่าง “โบว์ สุนิตา” ประกอบละครเรื่อง “ปดิวรัดา” จากช่องสาม เนื้อเพลงกล่าวถึง ความรู้สึกของคน ๆ หนึ่งที่ไม่ว่าข้างหน้าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็ยังยืนยันที่จะปักหลัก รักมั่นคงกับคน ๆ เดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป แทนความในใจของนางเอกภายในเรื่องที่มีต่อพระเอก ซึ่งถ้าหากใครได้ดูละครเรื่องนี้ก็จะทราบได้ว่า “ปดิวรัดา” มีความหมายว่า “ภรรยาที่ดีของสามี” นั่นเอง

“หนึ่งเดียวคือเธอ” ประกอบละครเรื่อง “หนึ่งในทรวง” นำแสดงโดยญาญ่า อุรัสยาและเจมส์จิ อีกทั้งเพลงนี้เจ้าตัวยังออกโรงร้องเองอีกด้วย เนื้อเพลงมีความน่ารักเหมือนกับละครที่เต็มไปด้วยลูกแหย่ลูกเล่นของพระ-นาง โดยกล่าวถึงความรู้สึกรักหนึ่งเดียวไม่เปลี่ยนใจไปรักคนอื่น เฉกเช่นชื่อเดียวกันกับละคร “หนึ่งในทรวง” 

เมื่อพูดถึงเรื่อง “วนิดา” คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นผลงานการแสดงชิ้นโบว์แดงของคุณแม่ลูกหนึ่งที่หน้ายังหวานอย่าง “แอฟ ทักษอร” แน่นอน จุดเด่นของเรื่อง “วนิดา” นอกจากคนแสดงสวย-หล่อเหมาะสมแล้ว ยังเต็มไปด้วยเพลงรักเพราะ ๆ ความหมายดีตรงกับเรื่องอย่างเพลง “พรหมลิขิต” ที่ร้องหนุ่มเสียงนุ่มอย่าง “ที Jetset’er” ที่ความหมายของเพลงกล่าวถึงคนสองคนที่หากจะได้มาเป็นคู่กัน ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยกันอยู่ดี นอกจากนี้เพลงในเรื่อง “วนิดา” ยังมีอีกหนึ่งเพลงอย่าง “บุพเพสันนิวาส” ที่เป็นเพลงขับร้องไว้ฟังเบา ๆ ฟังได้ตลอดอีกด้วย

นอกเหนือจากเพลงรักที่ประกอบละครยังมีความหมายดีมาก ๆ แล้วนั้น บางเพลงก็ยังแฝงไว้ด้วยคำเปรียบเปรยและข้อคิดสอนใจต่าง ๆ มากมาย ที่ทำให้คนฟังได้นำไปคิดเป็นคติสอนใจอีกด้วย และนี่คือทั้งหมดของเพลง Easy Listening จากละครย้อนยุคที่เรานำมาฝากในวันนี้ หากใครพลาดเพลงไหนไปก็อย่าลืมไปตามหามาฟังกันล่ะ

กุมหัวใจคนดูให้อยู่หมัด ด้วยเพลงที่ขับร้องโดยดารานำแสดงในเรื่อง

มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่กุมหัวใจคนดูได้อยู่หมัด ด้วยการให้นำแสดงนำในเรื่องขับร้องเพลงเอง เพื่อจะได้ Feeling ที่ตรงกับตอนแสดงนั่นเอง ถือเป็นการตลาดที่ฉลาดและไม่เลวเลยจริงไหม? ถึงเวลามาดูกันแล้วว่าภาพยนตร์เรื่องใดบ้างที่ใช้นักแสดงในเรื่องมาร้องเพลง เรียกทั้งยอดคนดูและเรียกทั้งยอดโหลดเพลงกันเลยทีเดียว

ใครจะไปเชื่อว่าเจ้าพ่อหนังรักโรแมนติกอย่าง “Hugh Grant” ก็ถูกส่งให้ไปร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ตัวเองแสดงเหมือนกัน อย่างในเรื่อง “Music and Lyric” ที่แสดงและร้องประกบคู่กับ “Drew Barrymore” ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ร้องออกมาได้ดีทีเดียว ถึงแม้จะมีเวอร์ชั่นอื่นออกมาโคเวอร์ได้ดีกว่า แต่เราก็ยังคิดถึงเสียงร้องแบบใสซื่อของนักร้องต้นฉบับจากทั้งคู่อยู่ดี เป็นเสน่ห์ดึงดูดที่น่ากลัวจริง ๆ

“Mandy Moore” หนึ่งนางเอกสาวที่ถูกให้ร้องเพลงประกอบในเรื่องบ่อย ๆ และใคร ๆ ต่างก็รู้จักเธอดีในฐานะผู้ขับร้องเพลง “Stupid Cupid” ในเรื่อง “Princess Diary” ได้ออกมาน่ารักที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ต่อมาเธอก็ได้สร้างปรากฏการณ์อันน่าจดจำด้วยการเป็นนางเอกนำเรื่องแรกในภาพยนตร์รักชื่อว่า “A Walk to remember” ที่เธอเล่นเองและร้องเพลงประกอบเองหลายเพลง โดยในแต่ละเพลงถือว่าเป็นเพลงติดหูทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “Only Hope” “Cry” และ “Someday we’ll know” ด้วยลีลาการร้องที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำเสียงใสและหวาน “Mandy  Moore” จึงกลายเป็นนักร้องและนักแสดงที่มากความสามารถ เพราะเธอได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าเธอทำมันได้ดีทั้งสองอย่างจริง ๆ

“Will Smith” คืออีกหนึ่งหนุ่มนักแสดงมากความสามารถ ที่เคยมีเพลงเป็นของตัวเองและรับงานภาพยนตร์ท้าทายฝีมือตัวเองอย่างหลากหลาย และแน่นอนว่าเขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เป็นผู้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ตนเองนำแสดงอย่างเรื่อง “Man in black” นั่นเอง ซึ่งเป็นเพลงจังหวะสนุก ผสมผสานกับการแร็ปไปในตัว ที่แสดงให้เห็นถึงความขรึมเข้มและความขี้เล่นของหนุ่มคนนี้นั่นเอง นอกเหนือไปจากนี้เขายังมีผลงานเพลงประกอบอีกหลายรายการไม่ว่าจะเป็น ”Black Suit Comin” “Friend like me” และ “Live it up” ที่แม้ไม่ใช้การประกอบภาพยนตร์แต่เพลงนี้ก็ได้นำไปประกอบพิธีการเปิด FIFA 2018 ด้วยนะ

เรียกได้ว่าคนจากวงการบันเทิงฮอลลีวูดนั้นเต็มไปด้วยความสามารถหลากหลายที่แท้จริง ซึ่งในบ้านเราเองก็มีหลายกรณีที่เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่วันนี้เรายังไม่ได้หยิบยกมารวมเอาไว้เกรงว่าจะต้องยกยอดเอาไว้ในบทความหน้า ส่วนใครคนไหนที่เป็นแฟนผลงานเพลงหรือผลงานการแสดงของท่านใดอยู่แล้ว หากพลาดเพลงใดไปก็รีบตามกันไปฟัง แม้จะเป็นเสียงของนักแสดงแต่ขอบอกเลยว่าไม่แพ้ลีลานักร้องระดับมือโปรอย่างแน่นอน

รวมเพลงหลากเวอร์ชั่นกับซีรีส์วัยรุ่นเรื่อง “Glee”

เมื่อพูดถึงซีรีส์เพลงคงไม่มีใครไม่นึกถึงเรื่อง “Glee” ซีรีส์วัยรุ่นที่ผสมผสานการร้องเพลงไปตลอดทั้งเรื่อง โดยนำเพลงที่กำลังเป็นกระแสไม่ว่าจะเพลงใหม่หรือเก่านำมารีเมคใหม่ให้แปลกและแตกต่าง โดยมีจุดเด่นตรงที่ว่าแต่ละคนที่หยิบเพลงนั้นขึ้นมาร้องต่างก็ต้องการสะท้อนความรู้สึกของตัวเองออกมา จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ใครหลายคนรักซีรีส์เรื่องนี้ และชอบเพลงที่มาจากเวอร์ชั่นของ Glee มากกว่าเวอร์ชั่น Original ก็มี

และเพลงที่หลายคนโปรดปรานในเรื่อง Glee คงหนีไม่พ้นเพลงนี้ นั่นก็คือ “Cannon Ball” ขับร้องโดย Lea Michele ที่แม้ไม่ใช่เพลงโคเวอร์แต่เป็นเพลงออริจินอลของเจ้าตัวเองก็ได้รับความนิยมอย่างล้มหลาม ด้วยเสียงร้องทรงพลังที่เป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนยังจดจำภาพเธอในบทบาทของนางเอกในเรื่อง Glee ได้เป็นอย่างดีจึงทำให้เพลงนี้ยิ่งกลายเป็นเพลงในดวงใจของใครหลาย ๆ คนไปอย่างง่ายดาย

“Fix You” เพลงในดวงใจของใครหลายคนที่ต้นฉบับเป็นของ Coldplay แต่ในเรื่อง Glee ถูกนำมาร้องโคเวอร์ใหม่โดย Matthew Morrison ซึ่งเป็นฉากที่ตัวเอกในเรื่องกำลังจะเลิกกับแฟนสาวที่คบหากันมานาน แทนความหมายด้วยเพลงความหมายเศร้า ๆ ซึ้ง ๆ อย่างเพลง “Fix You” เข้าไปนั่นเอง จึงทำให้ใครหลายคนไม่อาจจะลืมเพลงนี้ในซีรีส์เรื่อง Glee ไปได้เลย

“Listen” เคยเป็นหนึ่งเพลงที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Dream girl นำแสดงโดยนักร้องสาวผิวสีอย่าง “Beyonce” แต่ถูกนำมาโคเวอร์ใหม่ซีรีส์เรื่อง Glee อีกเช่นกันด้วยฝีมือการร้องที่ไม่แพ้ต้นฉบับอย่าง “Sunshine Corozon” สาววัยรุ่นหน้าเอเชีย ที่ในเรื่องเธอเพิ่งเข้ามาออดิชั่นการร้องเพลงเพื่อให้ผ่านเข้าชมรม ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าทึ่งที่ทำให้ผู้รักซีรีส์เรื่อง Glee ทุกคนต้องหวนกลับมาฟังเพลง “Listen” เวอร์ชั่นของสาวหน้าหมวยคนนี้บ่อย ๆ

“I will always love you” ต้นฉบับจากนักร้องทรงคุณค่าตลอดกาลอย่าง “Whitney Houston” ที่ในเวอร์ชั่นของ Glee ก็นำมาขับร้องใหม่โดย “Amber Riley” ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นแต่บอกเลยว่าฝีมือการร้องไม่ธรรมดา ใกล้เคียงกับต้นฉบับได้เลยทีเดียว ถึงแม้หลายคนจะรักการฟังต้นฉบับของเพลงนี้ แต่รับประกันว่าถ้าหากคุณได้ฟังเวอร์ชั่นที่สาว “Amber” ร้อง เธอจะทำให้คุณเก็บเพลง “I will always love you” เวอร์ชั่นนี้ไว้อีกซีกหนึ่งของหัวใจแน่นอน

ซีรีส์เรื่อง Glee เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ของซีรีส์วัยรุ่นที่สร้างความทรงจำอันอันหลากหลายให้แก่คนดูทุกช่วงวัย ด้วยอุปสรรคของความรัก ความสามารถ ครอบครัว ที่สามารถถ่ายทอดผ่านบทเพลงโด่งดังหลายเพลง จากนักร้องทรงคุณภาพหลายท่านให้เราได้รับฟังกันมาจนถึงตอนนี้ หากใครยังไม่มีโอกาสได้ดูหรือยังไม่ได้เปิดใจฟังเพลงเวอร์ชั่นเหล่านี้จาก Glee ล่ะก็ถือว่าพลาดมากเชียวล่ะ

โศกนาฎกรรมแห่งความรัก กับเพลงสุดประทับใจที่คุณไม่มีวันลืมเลือนจาก Romeo & Juliet

บทละครเรื่อง “โรมิโอและจูเลียต” ถูกประพันธ์ขึ้นโดยวิลเลียม เชคสเปียร์ ซึ่งถือเป็นละครบทโศกที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเมื่อถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยเวอร์ชั่นที่คุ้นเคยและติดตรึงในความทรงจำ ก็คงหนีไม่พ้นเวอร์ชั่นของนักแสดงหนุ่มลีโอนาร์โด ดิ คาร์ปริโอที่ออกฉายในปีค.ศ.1996 อย่างแน่นอน หลายคนไม่ติดใจที่จะยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งภาพยนตร์ที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ นั่นก็เพราะตัวบทที่เต็มไปด้วยความสะเทือนอารมณ์ของความรักของคนสองตระกูลที่ไม่ลงเอยด้วยความสมหวัง และเพลงไพเราะที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย แม้นานแค่ไหนก็ยากที่จะลืมเลือนไปจากใจจริง ๆ

โดยบทเพลงที่เรามักนึกถึงโรมิโอและจูเลียตในเวอร์ชั่นนี้คงหนีไม่พ้นเพลง “I’m Kissing you” ที่ร้องโดยนักร้อง Diva Des’ree ซึ่งให้เสียงอ่อนนุ่มแต่ทรงพลัง จุดเด่นของเพลงนี้อยู่ที่ดนตรีอินโทรที่โผล่ขึ้นมาในฉากแรกที่พระเอก-นางเอกรู้ว่าตนเองไม่อาจที่จะรักกันได้และฉากที่ทั้งสองคนกำลังจะได้แต่งงาน โดยความหมายของเพลงแฝงไว้ด้วยความหวานซึ้งและเจ็บปวด ที่ต้องการจะบอกให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าแม้วิญญาณจะยังคงอยู่ แต่หากปราศจากความรักของอีกคนก็ไร้ความหมาย เป็นอีกหนึ่งเพลงที่กลับมาฟังเมื่อไหร่ก็ยังบาดลึกในใจอยู่เสมอ

“Love Fool” เป็นอีกหนึ่งเพลงจังหวะสนุกที่เรามักคิดถึงอยู่บ่อย ๆ จนต้องหวนกลับมาฟัง ผลงานการร้องจาก The Cardigans ถือเป็นเพลงจังหวะสนุกที่แทรกมาอยู่ในเรื่องเพียงเพลงเดียว ต้องยกความดีนี้ให้กับผู้กำกับและทีมตัดต่อที่ยังอุตส่าห์ใส่เพลงประกอบที่ทำนองน่ารักและมีความหมายหวาน ๆ มาให้เข้ากับพระ-นางที่ยังดูวัยรุ่นสมวัย จนกลายเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ทำให้โรมิโอ-จูเลียตเวอร์ชั่นนี้ไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นอื่น ๆ นั่นเอง

มาต่อกันที่เพลงสุดท้ายอย่าง “Radiohead” เป็นเพลงที่โผล่ขึ้นมาในฉากแรกที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักกับโรมิโอ แห่งมอนตะคิว เพลงนี้มีจังหวะติดหูตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน จึงทำให้ใครหลายคนยังติดตรึงเพลงนี้อยู่ในความทรงจำ เชื่อว่าหากได้ยินท่อนแรกของเพลงเมื่อไหร่ ก็จะทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงฉากเปิดของหนังที่ทุกคนจะได้เห็นดวงตาเหงา ๆ ของลีโอนาร์โดเป็นครั้งแรกแน่นอน

 และนี่คือทั้งหมดของเพลงโศกนาฏกรรมแห่งความรัก ที่ถ่ายทอดความรู้สึกอันหลากหลายให้เราได้สะเทือนอารมณ์อยู่แทบตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความเหงา ความซึ้ง ความรักของตัวละครทั้งสองที่มีให้กัน แม้สุดท้ายเรื่องไม่ได้ลงเอยอย่าง Happy End แต่บทเพลงในโรมิโอ-จูเลียตเวอร์ชั่นปี 1996 จะอยู่ในใจของพวกเราไปตราบนานเท่านาน

เพลงรักจากละครฮิตแดนกิมจิ ฟังครั้งแรกไม่เคยถูกใจ แต่ดูซีรีส์เข้าไปเคลิ้มทันที

คงไม่มีใครที่ไม่เคยดูซีรีส์เกาหลีชนิดหามรุ่งหามค่ำ เพราะเนื้อเรื่องที่เข้มข้นดูแล้วไม่สามารถหยุดได้ มอมเมาเราให้โงหัวไม่ขึ้นด้วยการส่งพระเอกหล่อ ๆ มาอยู่หน้าจอให้ใจละลาย ตบท้ายด้วยเพลงเพราะ ๆ ที่ฟังครั้งแรกก็เฉย ๆ อยู่หรอก แต่โดนกล่อมไปทั้งเรื่องจู่ ๆ มันมีเสน่ห์ขึ้นมาซะงั้น ถ้าสามองค์ประกอบนี้ไม่ครบคงเรียกไม่ได้ว่าเป็น “ซีรีส์แห่งแดนกิมจิ”  แน่นอน

สไตล์เพลงช้ำ ๆ ในพล็อตละครซ้ำ ๆ แต่ฟังแล้วมันเข้าที

ส่วนใหญ่เพลงประกอบละครเกาหลีจะแบ่งออกเป็น 3 โซน คือโซนที่บ่งบอกถึงความสุขของคู่พระ-นาง โซนที่บ่งบอกว่าพระ-นางกำลังเจ็บปวด และโซนที่พระ-นางกำลังคิดถึงกัน โดยทั้ง 3 โซน 3 แบบนั้นจะมีสไตล์การออกแบบทำนองและบีทในเนื้อเพลงที่ค่อนข้างคล้าย ๆ กันแทบทุกเรื่อง ถ้าเป็นเพลงเศร้าก็จะเน้นใส่เสียงเปียโนเข้ามาหนักหน่อย แต่ถ้าเป็นเพลงรักก็จะเน้นใส่ Pop เข้ามา และถ้าหากเป็นโซนซึ้ง ๆ ก็จะเน้นเสียงร้อง ซึ่งทั้งหมดนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของเพลงประกอบซีรีส์แห่งแดนกิมจิ ที่แม้เราจะพอจับทางได้ แต่เริ่มฟังทีไรแล้วหยุดยากทุกที

เพลงประกอบซีรีส์ที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องนั้น

มีเพลงประกอบมากมายที่ทำให้ใครหลายคนจดจำละครเรื่องนั้นได้ในทันทีเพียงแค่ได้ยินดนตรีขึ้น ซึ่งถือเป็นการตลาดที่แฝงทั้งการโฆษณาและจุดขายไว้ในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง..

“Beautiful” จากละครเรื่อง “Goblin” ถือเป็นหนึ่งเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น เพราะเปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้ใครหลายคนสงสัยว่าเพลงนี้ประกอบเรื่องอะไรกันแน่ และต้องจบลงด้วยการตามไปดูซีรีส์เรื่องนี้เข้าจนได้ โดยเรื่องนี้ยังมีเพลงประกอบที่เพราะ ๆ อีกหลายเพลงอย่าง “Stay with me”  “My eyes” และ “You are so beautiful”

“My destiny” หนึ่งเพลงโชว์พลังเสียงจาก “Lyn” ที่ทำให้เธอได้กลับขึ้นมาโบยบินในชาร์จเพลงของเกาหลีหลายชาร์จด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Melon หรือ Mnet ซึ่งเพลงนี้ก็กลายเป็นหนึ่งเพลงมาสคอตประจำซีรีส์เกาหลีเรื่องดังอย่าง “Who you came from the star” นั่นเอง

“Everytime” เพลงประกอบละครสุดฮอตที่เราคงรู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อเรื่อง “Descendent of the sun” ผลงานการแสดงจากนางเอกหน้าสวย ซองฮเยเคียว ที่ประกอบคู่กับ ซองจุงกิ ที่ทำให้ละครเรื่องนี้ได้รับกระแสความนิยมไปอย่างท่วมท้น ประกอบกับเพลงเพราะ ๆ ที่ใส่ในทุกฉากอย่างมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง “Say it” และ “This love”

เชื่อว่าใครหลายคนคงจะมีเพลงประกอบละครเกาหลีในดวงใจอีกหลายเพลง และที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ก็เป็นเพียงบางส่วนที่คอละครชื่นชอบเท่านั้น เพราะนี่คือเสน่ห์อันร้ายกาจของเพลงจากแดนกิมจิ ที่เราไม่ควรมองข้ามเลยจริง ๆ

“Frank Sinatra” บทเพลงนิรันดร์ที่ฟังกี่ครั้งก็ยังกินใจ

“Frank Sinatra” เจ้าพ่อเพลงป็อบยุค 40s ที่ครองหัวใจใครหลาย ๆ คน และเชื่อว่าแม้จนปัจจุบันนี้เพลงของเขาก็ยังเข้าไปยึดครองพื้นที่หัวใจใครหลายคนโดยอยู่เสมอ ด้วยเพลงเพราะอมตะนิรันดร์กาลหลายเพลงที่ในปัจจุบันยังมีภาพยนตร์และละครหลายเรื่องนำมาใช้ประกอบอยู่เสมอ ด้วยความหมายที่น่ารัก ทำนองที่ฟังง่าย และความมีเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากยุคไหน ๆ จนใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้

“I Love You Baby” เพลงที่แค่ได้ยินแค่ชื่อเราก็พร้อมจะร้องว่า “อ๋อ” เพราะถือเป็นเพลงฮิตติดหูที่สุดเท่าที่เราเคยรู้จักกันมา และด้วยเพลงนี้เองที่ทำให้ใครหลายคนรู้จัก Frank Sinatra ด้วยเจ้าของเพลงทะเล้นเพลงนี้ โดยเพลง “I Love You Baby” นอกจากจะเป็นเพลงประกอบอัลบั้ม Motel Music แล้วก็ยังถูกใช้ประกอบในหนังเรื่อง “10 Things I Hate About You” อีกด้วย และยังมีใช้ประกอบประปรายในอีกหนังหลายเรื่องเลยก็ว่าได้ 

“L-O-V-E” เป็นอีกหนึ่งเพลงประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง “Parent Trap” นำแสดงโดยนักร้องสาว Lindsy Lohan ออกฉายเมื่อปีค.ศ. 1995 แต่เพลง “L-O-V-E” ในเวอร์ชั่นนี้ไม่ได้ขับร้องจาก Frank Sinatra แต่เป็นเวอร์ชั่นของ Nat King Cole เจ้าพ่อเพลงคลาสสิคอีกคนที่ร้องได้เพราะไม่แพ้กัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี บทเพลง “L-O-V-E” ก็มีเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายคนลืมไม่ลง ด้วยการอธิบายท่อนสั้น ๆ ของคำว่า LOVE ออกมาง่าย ๆ อย่าง “L is for the way you look at me, O is for the only one I see, V is very very extraordinary, E is even more than anyone that you adore” ฟังแล้วหวานจับใจ เหมาะจะเป็นเพลงอธิบายความหมายว่า รัก จริง ๆ

“Just The Way You Look Tonight” เพลงเพราะจังหวะนุ่ม ๆ ที่หลายคนอาจจะเคยฟังผ่านหู ในขณะที่ใครหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน ถูกนำไปประกอบภาพยนตร์รักโรแมนติกชื่อดังอย่าง “My Best Friend’s Wedding” ที่มีสาวจ้าวเสน่ห์อย่าง Julia Robert นำแสดง และอีกเรื่องนึงคือ “Father of the Bride” ที่ถูกขับร้องโดย Steve Tyrell และยังประกอบอยู่ในอัลบั้มชื่อ I’ll Take Romantic ของเขาอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่ไม่ว่าใครได้ยินต่างก็ต้องตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรก ด้วยความโรแมนติกและเสน่ห์ในเนื้อเพลงที่ไว้ใช้แทนความหมายดี ๆ ที่คนรักมีให้กันตามชื่อเพลง

นอกเหนือจากนี้บทเพลงอีกมากมายจาก “Frank Sinatra” แม้จะไม่ได้นำมาประกอบภาพยนตร์แต่ก็ยังคงความไพเราะเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลงดังอย่าง “Fly me to the Moon”  “Love You for Sentimental” หรือ “You make me feel so young”  ที่ทำให้ Frank Sinatra เป็นเจ้าพ่อเพลง Pop ในยุคเก่าอย่างแท้จริง และยังคงเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าบทเพลงอันเต็มไปด้วยความหมายและความอบอุ่นของผู้ชายคนนี้จะทำให้คนจากทุกยุค ทุกสมัยหลงรักเขาได้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

บทเพลงหลากสไตล์จากนักร้องผิวสีในภาพยนตร์เรื่อง “Black Panther”

“Black Panther” ภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์อันน่าจดจำให้กับจักรวาล Marvel และสร้างความทรงจำอันแสนตื่นเต้นให้กับแฟน MCU ทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยฝีมือการแสดงที่เรียกได้ว่าชกคนดูจนอยู่หมัด ประกอบกับเรื่องเล่าที่ดึงหัวใจให้หล่นวูบเป็นพัก ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเหล่าแฟนคลับของ “ฝ่าบาท” ที่รวมตัวกันอยู่ตรงนี้ ยังมีเรื่องอีกมากที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับเพลงเพราะ ๆ ของเรื่อง “Black Panther”

ทราบหรือไม่ว่าภาพยนตร์เรื่อง “Black Panther” ได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเชียวล่ะ ต้องยกความดีความชอบนี้ให้กับหลากเพลง หลากอารมณ์ที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์ Marvel เรื่องนี้ ที่ใครได้ฟังแล้วก็ต้องติดหูแน่นอน ถึงกับขนาดจำท่อนร้องออกมาเสิร์ชหากันนอกโรงเลยทีเดียว

เริ่มต้นกันด้วยบทเพลงแรกอย่าง “Pray for me” ที่พอเป็นกระแสปลุกความมันส์ให้หนังเรื่องนี้ในช่วงต้น เพราะเป็นตอนที่พระเอกของเราออกโรงบู้เป็นฉากแรกนั่นเอง โดยเพลงนี้ร้องโดยนักร้องหนุ่มผิวสีมากผลงานอย่าง “The weeked” ที่มีผลงานเพลงดัง ๆ หลายเพลงไม่ว่าจะ “Can’t feel my face” “Star Boy” และเพลงอื่น ๆ อีกมากมาย ในครั้งแรกที่ได้ฟังหลายคนจึงสามารถเชื่อมั่นได้ในทันทีเลยว่า เพลง “Pray for me” จากนักร้องหนุ่มคนนี้จะทำให้ใครหลายคนจดจำเรื่อง “Black Panther” ได้เป็นอย่างดีแน่นอน

ต่อกันด้วยเพลงแร็ปที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเพลง “Respect my throne” ผลงานการร้องจาก “Carliber Beat” ซึ่งโผล่มาในฉากที่ตัวร้ายสามารถยึดบัลลังก์จากพระเอกมาได้ เรียกได้ว่าเป็นเพลงเอกลักษณ์ที่ใครได้ยินแค่ดนตรีขึ้นต้นก็ต้องติดหู เพราะมีบีทที่เฉพาะตัว แถมความหมายของชื่อเพลงและตัวเพลงก็ยังคมคาย เป็นการบอกให้ไม่ว่าใครก็ตามต้องก้มหัวให้กับบัลลังก์ของตน หนึ่งผลงานแร็ปที่ถ้าหากใครชอบฟังแร็ปก็ต้องชอบเพลงนี้ ขอเอาหัวเป็นประกันเลย

ปิดท้ายกันด้วยเพลงโปรดของใครหลายคนเพราะขึ้นตอน End Credit ของเรื่องพอดี นั่นก็คือเพลง “All the stars” ร้องโดย Kendrick Lamar, SZA ที่เป็นได้ทั้งเพลง Pop และแร็ปในเวลาเดียวกัน ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวมาก ๆ ยิ่งขึ้นตอน End Credit ทำให้ใครหลายคนไม่อยากลุกเนื่องจากเพลงนี้เพราะจนอยากจะฟังต่อให้จบนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเพลงนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมคือการให้นักร้องผิวสีมาร้อง แถมยังใส่ความดิบเถื่อนโดยการแร็ปที่มีท่อนพูดสบถลงไป เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวผิวดำที่ทั้งเท่ห์และมีสไตล์จริง ๆ

เรียกได้ว่าเพลงประกอบ “Black Panther” กุมหัวใจใครหลายคนไว้ได้อย่างอยู่หมัด เพราะคงไว้ซึ่งสไตล์ทั้งคนเล่น คนร้องไม่ฉีกออกจากเรื่องเลย แถมยังเห็นเอกลักษณ์แบบคนผิวสีอย่างชัดเจน ที่สำคัญนี่ถือเป็นก้าวใหญ่ของการให้เกียรติชนชาวผิวสีได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ทีนี้ก็ไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมเรื่อง “Black Panther” จึงได้ออสการ์ในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ของเขาดีจริง