เวลากับใจคนนั้นเป็น “สิ่งสำคัญ”

เวลาเป็นสิ่งเดียวที่โลกนี้มอบให้เราทุก ๆ คน อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้มากกว่า หรือได้น้อยกว่ากัน ทุกคนต่างก็มีเวลา เพียง 24 ชั่วโมงใน 1 วันเท่า ๆ กัน และสิ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนเราแตกต่างกัน ก็คือ ความสามารถในการจัดสรรเวลาที่มีอยู่ ให้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและผู้อื่นนั่นเอง

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเราท่านทั้งหลายให้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเวลาว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพียงใด โดยเฉพาะเวลาในปัจจุบันขณะ มนุษย์เราไม่ควรเอาใจไปฝักใฝ่ถึงเวลาในห้วงอดีตที่ได้ผ่านพ้นล่วงเลยมาแล้ว หรือเอาจิตไปคิดฟุ้งซ่านกังวลอยู่กับกาลเวลาที่ยังมาไม่ถึง เพราะปัจจุบันนั้นสำคัญที่สุด

ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏอยู่ในบทเพลง “สิ่งสำคัญ” ที่ขับร้องโดย ธนิดา ธรรมวิมล หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ดา เอ็นโดฟิน” นักร้องสาวมากความสามารถที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการเพลงไทยตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ด้วยซ้ำ เนื้อหาเพลงสิ่งสำคัญ กล่าวถึงความรักระหว่างคนสองคนที่ถึงแม้จะไม่มีสิ่งใดมาการันตีได้ว่าความรักของคนทั้งคู่จะคงเดิมตลอดไป หรือจะเปลี่ยนแปลงไปในวันใดวันหนึ่งหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้แน่ ๆ ก็คือการทำความรักในปัจจุบันให้ดีที่สุด ใส่ใจกัน ไว้ใจกัน ซื่อสัตย์ต่อกันให้มากที่สุด พ้นจากนี้อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิดวกวนให้เปล่าประโยชน์

ข้อคิดที่ว่าให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด นอกจากเรื่องความรักแล้วเรายังสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้กับวิถีการดำเนินชีวิตของเราเองในแต่ละวันได้อีกด้วย และไม่เพียงแต่การนั่งกังวลถึงอนาคตมากจนเกินไปเท่านั้นที่จะทำให้คนเราสูญเสียเวลาในปัจจุบันไปอย่างน่าเสียดาย แต่ยังรวมถึงการนั่งครุ่นคิดนึกถึงแต่เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตอีกด้วยที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ขึ้นมาเลย เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอดีตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้แม้จะอยากทำมากเพียงใดก็ตาม ดังบทสัมภาษณ์หนึ่งของดา เอ็นโดฟิน ที่จับใจความสำคัญหลักได้ว่า “อดีตแก้ไขไม่ได้ คิดเยอะไปก็เท่านั้น เราทำได้แค่เพียงนำเอาความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนสอนใจเราว่าอย่าทำแบบนั้นอีกก็พอ” และเธอยังทิ้งท้ายไว้อีกด้วยว่า “การอยู่กับปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ”

เมื่อใดที่เราละการคิดถึงอดีตและปล่อยวางความกังวลในเรื่องของอนาคตลงได้แล้ว เราก็จะมีเวลาในการพิจารณาใจเราเองเพิ่มมากขึ้น สิ่งใดที่เห็นว่ายังไม่ดีก็ให้เร่งปรับปรุงแก้ไข เพราะการอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ เราไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจหรือนิสัยใครได้เลย และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นด้วย เพราะสิ่งที่จะทำให้เรามีความสงบสุขในชีวิตได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใจใครคนอื่น แต่ใจของตัวเราเองต่างหากที่เป็น “สิ่งสำคัญ”

เครดิตภาพ: https://tinylink.net/eir4m

เพราะความรักไม่ได้ได้มาง่าย ๆ อย่าง “รถของเล่น”

บทเพลงกับความรักนั้นมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งเพลงที่ต้องการสื่อถึงความรู้สึกแอบรักข้างเดียว ความสุขสมหวังที่เกิดจากการได้รักและการได้เป็นที่รัก กระทั่งความรู้สึกเศร้าเสียใจอกหักจากความรักที่ไม่สมหวัง นอกจากนี้บทเพลงแห่งความรักก็มีอีกหลายประเภทเช่นกัน คือมีทั้งความรักของคู่รัก ความรักความหวังดีที่มีให้กันในหมู่เพื่อนฝูง ตลอดจนความรักของครอบครัวพ่อแม่ที่มีต่อลูก อย่างไรก็ตามน้อยเพลงนักที่จะสามารถเล่าถึงความรักในเกือบทุกแง่มุมและสามารถนำเสนอออกมาให้อยู่ในรูปแบบของเพลงเพียงแค่หนึ่งบทเพลงได้ แต่เพลง “รถของเล่น” ของนักร้อง Duo อย่างวง “เสือโคร่ง” สามารถทำได้

เนื้อหาเพลงรถของเล่น ขึ้นต้นด้วยเรื่องราวระหว่างเด็กชายกับพ่อของเขา โดยเหตุการณ์นั้นเล่าว่าแม้เด็กชายจะมีความสุขและสนุกดีกับการเล่นรถของเล่นคันโปรดของตนเองอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนมีรถของเล่นคันใหม่ที่ดีกว่า เขาก็ร้องไห้อยากได้บ้างด้วยรู้ดีว่าพ่อของเขาทนไม่ได้แน่ ๆ ที่จะต้องเห็นเขาเสียใจ แต่อย่างไรก็ตามวิธีการนั้นของเขากลับใช้ไม่ผลเมื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นมามากพอจนเริ่มมีความรัก แต่ดันไปหลงรักแฟนของเพื่อน เมื่อนั้นเขาจึงได้เรียนรู้ว่าน้ำตาของเขาไม่ได้มีผลกับชีวิตของคนอื่นอย่างที่คนในครอบครัวของเขาให้ความสนใจ และให้ความสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้เขาทุ่มเทและพยายามกับความรักในครั้งนี้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วคนที่ไม่รักอย่างไรก็คือไม่รัก มันไม่มีวิธีการหรือสูตรสำเร็จตายตัวในเรื่องของความรัก เพราะความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก อาจมีเรื่องเหตุผลมาเกี่ยวข้องบ้างแต่หลัก ๆ แล้วความรักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับใจกันได้

หากเราพิจารณาเนื้อหาของเพลงให้ดี นอกจากแง่มุมในเรื่องของความรักแล้วนั้น ข้อคิดแรกที่เราจะได้ ก็คือ เมื่อเราใช้ชีวิตของเราไปตามแบบที่ควรจะเป็น พอใจในสิ่งที่มีโดยไม่เปรียบเทียบชีวิตตนเองกับชีวิตของคนอื่น เราจะพบกับความสุขง่าย ๆ ที่จับต้องได้ เพราะเปรียบเทียบไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เนื่องด้วยต้นทุนชีวิตของคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันนั่นเอง ข้อคิดที่สอง ก็คือ สุดท้ายคนที่รักในสิ่งที่เราเป็นมากที่สุด ไม่ว่าเราจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรนั่นคือพ่อแม่และคนในครอบครัวของเราเอง ดังนั้นไม่มีใครที่สมควรจะเป็นคนที่เราควรห่วงใยและใส่ใจมากไปกว่าคนในครอบครัวของเราอีกแล้ว

สุดท้ายแล้วความรักเป็นสิ่งที่ดี ที่สวยงาม เพราะความรักจะทำให้เรามีแรงและพลังใจในการที่จะทำสิ่งดีดีต่าง ๆ เพื่อคนที่เรารักต่อไป แต่เมื่อใดก็ตามหากความรักอย่างคู่รักของเราไม่ประสบความสำเร็จในซักวันหนึ่ง ก็ขอจงอย่าลืมที่จะหันกลับมามองดูความรักดีดีในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีมากมายรอบตัวเรา ที่พร้อมจะโอบกอดเราให้กลับมามีความสุขในหัวใจอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นกี่ครั้งแล้วในชีวิตคุณ

มนุษย์กับความพลัดพรากเป็นของคู่กัน ผู้คนในชีวิตเราทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือแม้แต่ตัวเราเอง เมื่อมีวันพบก็ต้องมีวันจากเป็นเรื่องธรรมดา แต่เรื่องราวระหว่างนั้นต่างหากที่สำคัญ บางคนทั้งที่มีโอกาสได้ใช้เวลากับคนรัก ครอบครัว มากมายเพียงใดแต่กลับไม่เห็นถึงคุณค่าความสำคัญนั้น ปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนกระทั่งถึงวันหนึ่ง วันที่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีโอกาสอยู่ให้เราได้ชื่นชม ได้มีช่วงเวลาดีดีร่วมกันอีกแล้ว

หากใครเคยได้มีโอกาสฟังเพลง “ครั้งสุดท้าย” ที่แต่งและขับร้องโดยนักร้องนักแต่งเพลงคุณภาพคนหนึ่งของวงการเพลงไทยบ้านเราอย่าง แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข แล้ว ก็คงพอจะเข้าใจกันดีถึงคุณค่าและความสำคัญของการทำสิ่งดีดี และการใช้เวลาร่วมกันกับคนที่เรารักให้มีคุณภาพมากที่สุด บทเพลงนี้เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจชั้นเยี่ยมให้แก่จิตใจที่อ่อนไหวไปกับเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวมากเกินไป จนในบางครั้งอาจหลงลืมคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราไปอย่างน่าเสียดาย บทเพลงคอยบอกและย้ำเตือนเราให้คิดใคร่ครวญอยู่เสมอว่าสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในชีวิตของเรานั้นคืออะไรกันแน่

“ในดินแดนแห่งความจริง ทุกอย่างเปลี่ยนผัน และโชคชะตากับคนเรา ไม่เคยได้คุยกัน มันไม่ยอมบอกให้ใครรู้ก่อน ว่าจะเสียอะไรไปเมื่อไร”

เชื่อเหลือเกินว่าเนื้อหาเพลงข้างต้น อาจจะเข้าไปกระแทกใจใครหลาย ๆ คนให้หยุดตั้งสติ และคิดได้จริง ๆ สักทีว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เพราะเราไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าวันที่เราก้าวเท้าออกจากบ้านไปนั้น เราจะต้องพบต้องเจอกับอะไรบ้าง ทุกครั้งที่ต้องบอกลาใครสักคนหนึ่ง เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นจะไม่ใช่การพบกันครั้งสุดท้าย จริงอยู่ที่เราควรมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากกว่าการกังวลถึงอนาคตหรือเรื่องที่ยังมาไม่ถึงมากจนเกินไป แต่กับเรื่องบางเรื่องอย่างเช่นเรื่องชีวิตของคนที่เรารักนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คิดเลยคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากทุกครั้งที่เรามีโอกาสได้ดูแล ได้ใช้เวลาร่วมกันกับคนเหล่านั้น เราจะใส่ใจเขาให้มากขึ้น เราจะทำให้มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่ไม่ว่าต่อให้มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราจะไม่มีทางกลับมานั่งนึกเสียใจหรือนั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราได้ทำสิ่งดีดีให้กับคนที่เรารักมากพอแล้วหรือยัง

และในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกรักและหวังดีต่อคนรอบข้างให้มากที่สุด อะไรที่เป็นสิ่งที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองและคนรอบข้าง ก็ขอจงอย่าลังเลที่จะทำมันให้ดีที่สุด เพราะไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เรามีโอกาสได้ทำเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็เป็นได้ใครจะรู้

ให้บทเพลงเป็นดั่งครูสอนใจ ว่าต้องมีซักวันในชีวิตเราที่เป็น “Brighter Day”

เป็นธรรมดาของชีวิต มนุษย์ทุกคนต่างก็มีความหลัง มีอดีตทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่ดีและเลวร้าย ผ่านเข้ามาให้เป็นรสชาติของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น โดยต่างคนก็ต่างมีวิธีรับมือกับความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ความรู้สึกยึดติดกับปัญหาที่ผ่านไปแล้วเหล่านั้นในวิธีที่แตกต่างกันไป สำหรับใครที่มีจิตใจเข้มแข็งเขาก็อาจจะสามารถผ่านเรื่องราวไม่ดีเหล่านั้นมาได้แบบสบาย ๆ และไม่คิดวกวนซ้ำ ๆ เพื่อให้ความคิดย้อนกลับมาทำร้ายตัวตนของเขาได้อีก แต่ก็มีอีกไม่น้อยเช่นกันที่ยังคงจมกับความทุกข์ ไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้สักที ผู้เขียนจึงอยากจะแนะนำเพลงดีดี เพลงหนึ่งที่มีความหมายให้กำลังใจแก่ผู้ฟังให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข แม้ว่าในอดีตจะต้องเจอกับความทุกข์มาหนักหนาสาหัสเพียงไหนก็ตาม ซึ่งเพลงเพลงนั้นก็คือเพลง “Brighter Day” ของวงดนตรีร็อกที่มีนักร้องนำเป็นผู้หญิงอย่างวง “Klear”

Klear เป็นศิลปินกลุ่มอันมีสมาชิกประกอบด้วย แพท (นักร้องนำ) ณัฐ (มือกีต้าร์) คี (มือเบส) และนัฐ (มือกลอง) แจ้งเกิดจากการประกวดวงดนตรีในระดับมหาวิทยาลัย จนได้มีโอกาสเซ็นต์สัญญาทำเพลงกับค่ายดังอย่างจีนี่ เรคคอร์ด ซึ่งเป็นค่ายในเครือของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลงส่วนใหญ่ของวงถูกแต่งเนื้อร้องขึ้นโดยแพทนักร้องนำ และเพลง Brighter Day ก็เป็นหนึ่งในนั้น

Brighter Day ถูกปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2553 และนอกจากจะถูกขับร้องโดยแพท รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย ที่เป็นนักร้องนำแล้ว ก็ยังได้ กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล อดีตนักร้องหนึ่งในสมาชิกคู่หู Duo พี่น้องอย่าง กอล์ฟ-ไมค์ ที่เคยเป็นขวัญใจวัยรุ่นในยุคสมัยหนึ่งมาร่วมร้องท่อนแร็พให้ด้วย เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงว่าความทุกข์หรือเรื่องราวที่เคยทำให้เสียใจในอดีตนั้น จะอย่างไรเสียมันก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราจะย้อนกลับไปคิดถึง หรือเสียใจอย่างไรเรื่องราวเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้อีก สู้อยู่กับปัจจุบันแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่กับวันดีดีที่กำลังจะมาถึงไม่ดีกว่าหรือ เพลงสอนว่าสุดท้ายแล้วเรื่องร้ายต่าง ๆ ในอดีตมันก็ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่เราต้องพบเจอเสียหน่อย ยังมีวันแห่งความสุขอีกมากที่รอให้เราได้สัมผัส เพียงแค่เราไม่ปล่อยให้ตัวเองจมไปกับความรู้สึกแย่ ๆ ในอดีตเหล่านั้นก็พอ

มนต์เสน่ห์ของบทเพลงนอกจากมีหน้าที่ให้ความบันเทิง ความผ่อนคลายต่อผู้ฟังเพลงแล้ว ในเนื้อหาของเพลงบางเพลงยังสอดแทรกแง่คิดต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต อย่างเช่นเพลง Brighter Day ของวง Klear ข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีเพลงอีกมากมายที่ดีต่อความรู้สึก และสามารถช่วยสร้างความสงบในจิตใจให้กับเราได้เป็นอย่างดี อย่างน้อย ๆ เมื่อวันหนึ่งที่ท่านผู้อ่านไม่รู้จะเอาความทุกข์ใจไประบายไว้ที่ใด ก็ขอให้นึกถึงเพลงดีดีซักเพลง เพราะบางครั้งเพลงก็เป็นครูที่สอนความธรรมดาของชีวิตให้แก่จิตใจของมนุษย์ได้ดีทีเดียว

เล่าเรื่องรักผ่านเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน ดิสนีย์

เราทุกคนก่อนที่จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ต่างก็ผ่านวัยเด็กน้อยไร้เดียงสากันมาแล้วทั้งนั้น และสิ่งที่เป็นของคู่กันกับเด็ก ๆ ในสมัยที่เทคโนโลยียังไม่เฟื่องฟูหรือเข้าถึงง่ายอย่างในทุกวันนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของตัวการ์ตูนที่ถูกถ่ายทอดให้ออกมาโลดแล่นบนหน้าจอโทรทัศน์ เรียกได้ว่าเด็ก ๆ ในยุคนั้นโตมาพร้อมกับจินตนาการที่ได้จากเรื่องราวของตัวการ์ตูนเหล่านั้นเลยก็ว่าได้ แล้วถ้าหากให้นึกถึงการ์ตูนเรื่องโปรดในวัยเด็กซักเรื่องแล้วล่ะก็ เชื่อว่าหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องที่ใครหลายคนนึกถึงจะต้องมีซักเรื่องที่มาจากค่ายการ์ตูนแอนิเมชันชื่อดังอย่าง “ดิสนีย์”

ซึ่งมนต์เสน่ห์ที่อยู่คู่กันมากับการ์ตูนของค่ายนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นสิ่งที่แฟน ๆ ตัวยงของดิสนีย์ มักจะต้องรู้จักกันดีหรือเคยฟังผ่านหูกันมาแล้วแทบทุกเพลง บทความนี้ผู้เขียนจึงได้คัดเลือกเอาเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์ที่มีเนื้อหาใจความหลักเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของตัวการ์ตูนมาให้ผู้อ่านได้ซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ ในวัยเด็กกันอีกครั้งหนึ่ง

เพลงแรก คือเพลง Youll be in my heartขับร้องโดยPhil Collinsเพลงนี้ถูกใช้ประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่อง “ทาร์ซาน” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เล่าถึงเด็กกำพร้าเพศชายคนหนึ่งที่เติบโตมาในป่าใหญ่ด้วยการเลี้ยงดูจาก
กอลิล่า เนื่องด้วยพ่อแม่ของเขาได้เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง โดยการดำเนินเนื้อเรื่องตอนต้นจะเน้นไปที่เรื่องราวการผจญภัยของทาร์ซาน ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่มเต็มตัว  กระทั่งต่อมาเขาได้พบกับเจน พอร์เตอร์ หญิงสาวที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนป่าอย่างเขาไปตลอดกาล เนื้อหาเพลง You’ll be in my heart แสดงมุมมองความรักที่ทาร์ซานมีต่อเจน ว่าไม่ว่าใครจะคิด จะพูดอย่างไร เจนจะมีพื้นที่อยู่ในหัวใจของเขาเสมอไป แล้วในท้ายที่สุดคนเหล่านั้นก็จะรู้ซึ้งถึงความรักระหว่างเขาและเธอเอง เพลงนี้เป็นเพลงรักที่มีเนื้อหาฟังแล้วอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก การันตีความไพเราะของบทเพลงได้จากรางวัล Oscars, Grammy และ Golden

เพลงต่อมา คือเพลง I see the lightขับร้องโดย Many Moore และ Zachary Levi” เพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่อง “ราพันเซล” เป็นเรื่องราวของเจ้าหญิงน้อยราพันเซลที่ถูกแม่มดกอเทลลัก พาตัวไปไว้ที่หอคอยสูง ในป่าลึกตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะต้องการใช้ความวิเศษจากผมของราพันเซลคงความอ่อนเยาว์ของตนเองไว้ตลอดกาล แต่เรื่องราวการผจญภัยเริ่มขึ้นเมื่อจอมโจรหน้าหล่อนามว่า ฟลินน์ ได้หลงมาพบกับราพันเซลโดยบังเอิญ ด้วยความที่ราพันเซลไม่เคยออกไปจากหอคอยมาก่อน เธอจึงขอให้ฟลินน์พาเธอออกไปท่องเที่ยวในโลกกว้างเพื่อไปดูโคมไฟในเมืองที่เธออยากเห็นกับตาใกล้ ๆ มานานแล้ว ซึ่งฉากในภาพยนตร์ช่วงที่ราพันเซลและฟลินน์นั่งดูโคมไฟด้วยกันบนเรือกลางทะเล อาจเพราะบรรยากาศเป็นใจและการได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตลอดระยะเวลาของการเดินทางที่ผ่านมาทำให้ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดีดีร่วมกันจนก่อเกิดเป็นความรัก และทั้งคู่ก็ได้กลั่นความรู้สึกรักนั้นออกมาเป็นบทเพลง I see the light ได้อย่างไพเราะงดงามเหลือเกิน เชื่อว่าฉากนี้น่าจะเป็นฉากประทับใจของใครหลาย ๆ คน ไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ตาม

สุดท้ายแล้วไม่ว่าผู้อ่านจะชอบเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องใดของดิสนีย์ แต่การได้มีโอกาสชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันนั้นก็สามารถช่วยให้เรารักษาความไร้เดียงสา ความเป็นเด็กในหัวใจของเราเอาไว้ได้ไม่มากก็น้อย เพราะคงต้องยอมรับว่าเมื่อเราเติบโตขึ้น บางทีความเป็นเด็กในตัวเราก็อาจจะเลือนหายไปตามกาลเวลา ดังนั้น การได้หัวเราะ หรือร้องเพลงไปตามเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนที่เราคิดถึงเหมือนในสมัยเด็ก ก็คงเป็นสิ่งที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกของเราได้ไม่น้อย เพราะอย่างที่หลายคนพูดกันว่า การ์ตูนดิสนีย์นั้นเด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี หากดูแล้วคิดตามรับรองเกิดประโยชน์แน่นอน

นักร้องที่ไม่ได้มีดีแค่เสียงร้อง

ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทำให้ศิลปินทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นต่างก็มีช่องทางอันหลากหลายในการเผยแพร่ผลงานเพลงของตนเอง ทำให้มีศิลปินหน้าใหม่ ๆ ตบเท้าเข้ามาสู่วงการเพลงบ้านเรากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่จะมีซักกี่คนที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแนวหน้าและเป็นที่จดจำของแฟนเพลงได้อย่างแท้จริง บ้างก็เป็นกระแสแค่ในช่วงแรก ๆ  หลังจากนั้นก็มักจะถูกกลืนหายไปพร้อมกับกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน นอกเสียจากว่าศิลปินเหล่านั้นจะพกเอาพรสวรรค์และความสามารถทางด้านดนตรีอื่น ๆ ติดตัวมาด้วย

เห็นได้จากในยุคนี้ศิลปินที่เป็นที่รู้จักหลาย ๆ คนไม่ได้มีดีแค่เสียงร้องเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความสามารถในการเล่นดนตรี หรือการแต่งเพลงด้วย โดยบทความนี้จะนำเราท่านไปทำความรู้จักกับศิลปินที่แฟนเพลงจดจำพวกเขาในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงในยุคเทคโนโลยี 4.0 นี้กัน

แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

แสตมป์เริ่มเส้นทางการเป็นนักร้องของเขาจากการแต่งเพลงประกอบละครถาปัด ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเป็นทั้งนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพลงดังหลายต่อหลายเพลง เช่นเพลงประกอบภาพยนตร์ อย่างเพลงฝันหวานอายจูบ เพลงลืมไปก่อน ของบุดดา เบลส  เพลงราตรีสวัสดิ์ ของกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ และโดยเฉพาะเพลงที่ทำให้เขาได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดส์ สาขาเพลงยอดเยี่ยม รางวัลแรกในชีวิตนักแต่งเพลงของเขา อย่างเพลง น้ำตา ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ และไม่เพียงแต่แต่งเพลงให้ศิลปินคนอื่นร้องเพียงอย่างเดียว เพลงที่เขาแต่งเองร้องเองอย่างเพลงความคิด ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลมากมายในฐานะนักร้องคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จของวงการเพลงไทยบ้านเรา

โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ

โอมเริ่มเป็นที่รู้จักจากการเป็นนักร้องนำวง Cocktail วงดนตรีร็อกชื่อดัง ที่มีบทเพลงแนวคลาสสิกร็อกที่ไพเราะทั้งท่วงทำนองและเนื้อหาเพลง และนอกจากน้ำเสียงที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของเขาแล้ว หลายคนคงจะพอทราบกันดีว่าเพลงของวงส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้นโดยตัวเขาเอง ยกตัวอย่างเพลงที่เป็นหนึ่งในผลงานสร้างชื่อให้กับวง Cocktail อย่างเพลง คู่ชีวิต ก็เป็นผลงานการประพันธ์ของเขาที่เขียนขึ้นเพื่อใช้ในงานแต่งงานของเขากับภรรยา นอกจากแต่งเพลงให้วงตัวเองแล้ว โอมยังแต่งเพลงดี ๆ ดัง ๆ ให้กับนักร้องอีกหลาย ๆ คน เช่น เพลงเจ็บที่ต้องรู้ ของ The Mousses และเพลงล่าสุดของ แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น อย่างเพลงไม่มีเธอไม่ตาย เรียกได้ว่าเขาเป็นนักร้องที่ความสามารถเหลือล้นจริง ๆ

แพท รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย

แพท นักร้องนำหญิงหนึ่งเดียวของวง Klear ผู้ที่มีน้ำเสียงอันไพเราะน่าหลงใหล และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เพียงมีอาชีพเป็นนักร้องและสถาปนิกเท่านั้น แต่อีกหนึ่งความสามารถของเธอที่น้อยคนนักจะรู้ ก็คือ ความสามารถในการแต่งเพลงนั่นเอง โดยพิสูจน์ได้จากบทเพลงเกือบทุกเพลงที่ปรากฏอยู่ในอัลบั้มของวง Klear ไม่ว่าจะเป็นเพลงอกหักระดับประเทศอย่างเพลง “คำยินดี” หรือเพลงรักโลกสวยอย่างเพลง “รักไม่ต้องการเวลา” หรือจะเป็นบทเพลงแนวให้ข้อคิดกำลังใจ เช่นเพลง “Brighter Day” และอื่น ๆ อีกมากมายนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากปลายปากกาของสาวเก่งผู้นี้แทบทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเธอเป็นตัวแทนผู้หญิงสมัยใหม่ที่มีความสามารถทางด้านดนตรีโดดเด่นไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอกทั่วไปเลย

และนอกจากนักร้องที่กล่าวมาแล้ว ในวงการเพลงไทยบ้านเราก็ยังมีศิลปินที่มากไปด้วยความสามารถ คือเป็นทั้งนักร้องนักแต่งเพลงอีกมากมาย เรียกได้ว่าความสามารถของนักร้องไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงอยากฝากให้แฟน ๆ เพลง ช่วยกันสนับสนุนผลงานของศิลปินไทย เพื่อให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาศักยภาพทางด้านดนตรีและทำผลงานเพลงดีดีออกมาให้เราท่านได้ชื่นชมกันอีกอย่างต่อเนื่อง

อย่าปล่อยให้ชีวิตต้องอยู่อย่างอยาก เพราะชีวิตนั้นสั้นจะตาย

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ใครหลาย ๆ คนได้มีโอกาสใช้วันหยุดพักผ่อนอย่างคุ้มค่าไปกับครอบครัว คนรัก เพื่อนพ้องน้องพี่ หรือการได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ หรือการได้ไปปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการชาร์จพลังใจให้พร้อมกลับมาลุยงานกันต่อ และกิจกรรมหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับช่วงเวลาต้นปีที่เหมาะแก่การเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ก็คือ การทำ “New Year’s Resolution” หรือที่เรียกกันว่า “ปณิธานปีใหม่” นั่นเอง

ปณิธานปีใหม่ คือ การตั้งใจทำอะไรบางอย่างเพื่อทำให้ชีวิตของตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรืออาจเป็นการที่ใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาเริ่มต้นลงมือทำตามความใฝ่ฝันที่มีมาเนิ่นนานของตนเองก็เป็นได้้าหมายเพื่อให้ชีวิตมีหลักในการดำเนินไปในแต่ละปี บางคนก็สามารถทได้ตามที่ตัวเองตั้งใจ บางการตั้งเป้าหมายต่าง โดยในแต่ละปีก็จะมีทั้งคนที่ทำได้และทำไม่ได้อย่างที่ตนเองตั้งใจไว้ แต่อย่างน้อยเขาเหล่านั้นก็ยังขึ้นชื่อว่าครั้งหนึ่งได้เคยพยายามทำในสิ่งที่อยากทำ คงคล้ายกันกับความหมายในบทเพลงของวง “P2WARSHIP” (ชื่อวงย่อมาจากคำว่า Pestle to Warship ที่แปลว่า “สากกะเบือยันเรือรบ”) ที่ชื่อว่าอย่า อยู่ อย่าง อยาก

เพลง “อย่า อยู่ อย่าง อยาก” เล่าถึงคนที่มีความฝัน และคอยบอกกับตัวเองเสมอมาว่าคนเราควรทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ คือ ทำในสิ่งที่ใจอยากทำ ถึงแม้ต่อให้รู้ว่าอาจต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมายเพียงใด หรือต่อให้สิ่งที่ตั้งใจไว้จะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คิดที่หวังไว้ก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็จะสามารถตอบตัวเองได้ว่า ครั้งหนึ่งเขาได้พยายามทำมันแล้วอย่างเต็มที่ เพราะว่ากันว่ามนุษย์เราเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านพ้นมาแล้ว สิ่งที่นึกเสียใจที่สุด ไม่ใช่การที่เขาตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่กลับเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เขาอยากทำแต่ไม่มีโอกาสได้ลงมือทำตามความตั้งใจนั้นต่างหาก

เพราะอย่างที่ใคร ๆ ก็คงรู้กันดีว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนบนโลกนี้อย่างมากทั่วไปก็ไม่เกิน 30,000-36,500 วัน ยังไม่นับรวมอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คงเป็นจริงอย่างเพลงที่ “ดา เอ็นโดฟิน” ร้องว่า “ชีวิตนี้สั้นจะตาย” ดังนั้นอยากทำอะไร ก็ขออย่าได้ลังเล ขอให้ลงมือทำทันที เพราะเวลานั้นผ่านแล้วผ่านเลยไม่หมุนกลับ เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า ดังนั้นเป้าหมายในชีวิตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น

และในเมื่อทุกคนต่างก็เกิดมามีเพียงชีวิตเดียว ดังนั้นจงอย่าปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่อย่างอยาก ไม่ว่าจะเป็นอยากรู้ อยากลอง หรือว่าอยากทำเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่เมื่อทำแล้วจะทำให้ชีวิตของเราพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นก็ขอให้เริ่มลงมือทำมันซะตั้งแต่ตอนที่เรายังมีโอกาส เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อย่างน้อยเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจถึงสิ่งที่เราอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ กว่าจะคิดได้ก็สายเสียแล้ว เพราะก็อย่างที่บทเพลงได้สอนใจเรานั่นแหล่ะว่า “ชีวิตนี้สั้นจะตาย”

เพลงรักความหมายแทนใจที่มาคู่กันกับงานแต่งงาน

งานแต่งงานเป็นงานที่น่ายินดีและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรัก ไม่เฉพาะแต่ความรักระหว่างเจ้าบ่าวเจ้าสาว แต่ยังหมายรวมถึงความรักของครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหายและแขกรับเชิญ ที่มีต่อเจ้าของงานที่ต่างก็พร้อมใจกันมาเพื่อร่วมแสดงความชื่นชมยินดีให้แก่ความรักของคนทั้งคู่ และสิ่งที่จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับงานแต่งงานมากยิ่งขึ้นก็คงหนีไม่พ้นบทเพลงรักความหมายดีดีที่แทนความรู้สึกของคู่บ่าวสาว ว่าแล้วเราก็มีเพลงรักความหมายกินใจมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่าน และเชื่อเหลือเกินว่าบทเพลงต่อไปนี้ อาจจะเป็นเพลงที่อยู่ในใจใครหลาย ๆ คนอยู่ก่อนแล้วก็เป็นได้

แค่คุณ – Musketeers

“รู้ไหมว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน ความทรงจำเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ที่ทำให้เราสองคนเริ่มหวั่นไหว” ด้วยเนื้อหาของเพลงในท่อนนี้ เชื่อว่าหากคู่บ่าวสาวได้ฟังก็คงจะทำให้อดคิดถึงวันเก่า ๆ หรือวันแรก ๆ ที่เริ่มปลูกต้นรักด้วยกันไม่ได้

ที่รัก ปราโมทย์ ปาทาน (Feat.แพทตี้ อังศุมาลิน)

เพลงนี้เป็นแนวเพลงฟังสบาย ๆ ฟังไปอมยิ้มไป ถ้าหากเปรียบเทียบเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของความรัก ก็คงจะเป็นช่วงที่คู่บ่าวสาวเพิ่งจะตกลงคบหาดูใจกันใหม่ ๆ ยิ่งได้น้ำเสียงน่ารักสดใสของแพทตี้ อังศุมาลิน มาร้องร่วมด้วยแล้ว ความรู้สึกของคนที่กำลังมีความรักเมื่อได้ยินเพลงนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับโลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพูไปเลยทีเดียว

คู่ชีวิต Cocktail

แนวดนตรีของเพลงนี้เป็นแบบกึ่งอาร์แอนด์บี บัลลาด แล้วยิ่งได้น้ำเสียงนุ่มลุ่มลึกของโอม นักร้องนำวง Cocktail ประกอบกับเนื้อหาเพลงที่ลึกซึ้งกินใจ เช่น ท่อนที่บอกว่า “นั่นคือฉันจะรักเธอ ไม่ว่าเป็นเมื่อไร สถานใด ทั้งหัวใจฉันมีเธอเพียงคนเดียว” ด้วยแล้ว ส่งให้เพลงนี้เป็นเพลงอันดับต้น ๆ ที่จะมีอยู่ใน Playlists งานแต่งงานแทบทุกงานเลยก็ว่าได้

คู่แท้ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์

แล้วถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นงานแต่งงาน เพลงที่เราท่านมักจะได้ยินกันจนชินหูก็คงหนีไม่พ้นเพลงอมตะอย่างเพลง “คู่แท้” ของนักร้องเหนือกาลเวลาฆ่าไม่ตายอย่างเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ โดยเพลงนี้ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2544 เรียกได้ว่าเป็นเพลงรักที่ฟังกี่ทีก็ให้ความรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจทุกครั้งไป

เราถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน นิวจิ๋ว

เพลงนี้ถูกถ่ายทอดโดยคู่เพื่อนสนิทที่แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาในเกือบทุกช่วงชีวิตของกันและกัน อย่างนิวกับจิ๋ว สองสาวมากความสามารถจากเวทีประกวดร้องเพลงชื่อดังอย่าง “The Star ค้นฟ้าคว้าดาว” นัยของเพลงนี้ไม่เพียงใช้แทนความรู้สึกระหว่างคนรักกันได้ดีเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้แทนความรู้สึกดี ๆ ระหว่างเพื่อนพ้องน้องพี่ได้อีกด้วย

มีกันตลอดไป Amary

เนื้อหาเพลงนี้แต่งขึ้นโดยใช้ทั้งเนื้อร้องภาษาอังกฤษและภาษาไทย แต่อย่างไรก็ตาม ใจความสำคัญของเพลงนี้กล่าวถึงความรัก ว่าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเราทุกคน ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะอยู่ห่างกันไกลเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วความรักจะนำพาให้เรามาพบมาเจอ มารักกันในซักวันหนึ่ง แล้วเมื่อใดที่ความรักเดินทางมาถึง เราทุกคนเพียงมีหน้าที่แค่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อให้รักครั้งนี้เป็นความรักครั้งสุดท้าย เป็นความรักที่จากวันนี้ไปถึงทุกวัน “จะมีกันตลอดไป”

สุดท้ายแล้วเพลงรักทุกเพลงที่นำมาใช้ในงานแต่งงาน ก็คงมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ เป็นตัวแทนของความรัก ความทรงจำระหว่างกันของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว เพลงบางเพลงกับคนบางคู่มันช่างมีความหมายเหลือเกิน เหมือนเป็นถ้อยคำสัญญากันระหว่างเขาและเธอว่า “แค่คุณที่รักที่จะมาเป็นคู่ชีวิต มาเป็นคู่แท้ ที่ถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน เพื่อให้มีกันตลอดไป”

ฤดูกาลกับวันที่ผันเปลี่ยน แต่ไม่ว่ายังไง “ชีวิตยังคงสวยงาม”

วงการเพลงไทยบ้านเราผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุค 90s หรือยุคเด็ก Gen Y อย่างยุคมิลเลนเนียม แต่ละยุคสมัยก็มีเนื้อหาของเพลงที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละช่วงเวลา แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบทเพลงอยู่ประเภทหนึ่ง ที่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปนานเท่าใด ความหมายของเนื้อเพลงก็ยังคงเป็นความจริงอยู่เสมอ บทเพลงเหล่านั้นมักเล่าถึงปรัชญาการใช้ชีวิต และมีเนื้อหาให้กำลังใจแก่ผู้ฟัง ในบทความนี้จะนำพาผู้อ่านไปพบกับสองบทเพลงที่อยู่กันคนละช่วงเวลาแต่ให้ความรู้สึกถึงความเหมือนที่แตกต่างในความหมายของเนื้อเพลงได้อย่างลงตัว

เพลงแรก ฤดูที่แตกต่าง” เป็นเพลงที่ถูกแต่งขึ้นโดย “บอย โกสิยพงษ์” เจ้าพ่อเพลงรักนักแต่งเพลง ซึ่งวัยรุ่น หรือวัยกลางคนในยุค 90s (ค.ศ.1990-1999)  ที่ชอบฟังเพลงรักเป็นพิเศษหลายคนต้องรู้จัก เพลงนี้เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำพูดให้กำลังใจจากคุณแม่ของเขาเอง ในวันที่ชีวิตของเขาต้องพบกับปัญหาที่หนักหนา ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็คิดว่ายากที่จะก้าวข้ามผ่านมันไปได้

เนื้อหาของเพลงเปรียบช่วงชีวิตเราทุกคนเป็นดั่งฤดูกาล คือมีทั้งช่วงเวลาแห่งความสุขและความทุกข์ แต่ไม่ว่าฤดูกาลที่เรากำลังเผชิญอยู่จะเป็นอย่างไร ไม่มีฤดูกาลใดที่คงอยู่ได้ตลอดไป ทุกอย่างย่อมสับเปลี่ยนหมุนเวียนผ่านเข้ามาและผ่านออก
ไปในที่สุด บทเพลงให้กำลังใจแก่เราว่า หากวันใดที่เราต้องเจอกับความทุกข์ยากแสนสาหัส ขอเพียงให้เรามีใจอดทนรอ
รอจนกว่าพายุฝนแห่งความทุกข์นั้นจะผ่านพ้นไป เพื่อให้เราได้เห็นเองว่าฟ้าหลังฝนนั้นงดงามเพียงใด

ในขณะที่ ชีวิตยังคงสวยงาม” ที่ขับร้องโดยวงร็อกชื่อดังในยุคมิลเลนเนียม (ค.ศ.2000) อย่างวง “Bodyslam” ซึ่งมีนักร้องนำเป็นที่รู้จักกันดีอย่าง “ตูน อทิวราห์ คงมาลัย” มีเนื้อหาเพลงมุ่งเน้นให้ยอมรับความเป็นไปของชีวิต ชี้ให้เห็นว่าเราทุกคนต้องมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีผ่านเข้ามาในชีวิตไม่มากก็น้อย แต่เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตต้องพานพบกับเรื่องที่ทุกข์ใจ ก็ขอให้โอบกอดมันไว้ด้วยความเต็มใจ เรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่กับความเป็นจริงให้ได้ ความผันเปลี่ยนทั้งความสุขและความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่มีอะไรที่คงทนถาวร และด้วยเหตุนี้เองต่อให้ชีวิตมันจะดีหรือร้ายเพียงใด ชีวิตนั้นก็ยังคงมีความสวยงามเสมอ เพราะนั่นคือชีวิตของเรา

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ผู้อ่านบางท่านก็อาจจะอดเถียงขึ้นมาในใจไม่ได้ว่า ชีวิตที่ทุกข์ยากนั้นจะเป็นชีวิตที่สวยงามไปได้อย่างไร หากคิดเพียงผิวเผินก็คงเป็นดั่งที่ท่านผู้อ่านสงสัย แต่หากพิจารณากันให้ดีแล้ว เพลงนี้ได้แฝงกุศโลบายอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตเอาไว้ นั่นคือ ต่อให้ชีวิตจะต้องพบเจอกับเรื่องที่ดีหรือร้ายมากแค่ไหน ขอเพียงเรามีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อการใช้ชีวิต เราทุกคนจะสามารถมองเห็นโลกได้ในแบบที่ควรจะเป็น และสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาร้าย ๆ ไปได้ด้วยดีไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว บทเพลงทั้งสองเพลงนั้นถึงแม้จะเกิดต่างช่วงเวลากัน แต่ต่างก็ถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจชีวิตเพิ่มมากขึ้น สอนให้มีมุมมองที่ดีในการใช้ชีวิต และมุ่งเน้นให้ผู้ฟังมีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปบนทางเดินชีวิต ที่ถึงแม้อาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดเส้นทาง แต่เชื่อเหลือเกินว่าทัศนคติที่ดี และการมองชีวิตในแง่มุมที่เป็นบวกจะสามารถช่วยให้ชีวิตเราทุกคนเป็นชีวิตที่สวยงามได้ไม่ยาก

โลกนี้คงจริงอย่างเฉลียงว่า อื่น ๆ อีกมากมาย

ในวงการเพลงไทยบ้านเราหากมองย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ในช่วงที่โลกอินเทอร์เน็ตยังไม่เป็นที่นิยมและสามารถเข้าถึงง่ายเท่าในสมัยนี้ คงมีนักฟังเพลงน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักวงดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีชื่อว่า “เฉลียง” เป็นที่ยอมรับกันดีว่าในยุคสมัยนั้น ทั้งแนวดนตรี ท่วงทำนอง และเนื้อเพลงที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในวงการเพลงไทย ส่งให้วงเฉลียงเป็นวงดนตรีที่มีความแตกต่างสร้างความประทับใจให้แก่หมู่คนวัยรุ่น และโดยเฉพาะคนวัยทำงาน ด้วยท่วงทำนองและคำร้องเพลงส่วนใหญ่ของเฉลียงไม่ได้มีดีแค่เนื้อหาเกี่ยวกับความรัก แต่บางเพลงยังสอดแทรกคติการใช้ชีวิต แง่งามของการเดินทาง รวมไปจนถึงเรื่องราวของการตามหาความฝันอีกด้วย

เพลง “อื่น ๆ อีกมากมาย” เป็นหนึ่งในบทเพลงแรก ๆ ที่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมผู้ฟังเพลงเป็นอย่างดีอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เฉลียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างในหมู่นักฟังเพลงมากขึ้น เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงการหาคำตอบของเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องการปลูกต้นไม้ ไปจนถึงกระทั่งเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนของจิตใจอย่างเรื่องราวของความรัก โดยใจความหลักที่เป็นคำร้องวรรคทองของเพลงนี้กล่าวว่า “อาจจะจริงเราเห็นอยู่ เผื่อใจไว้ที่ยังไม่เห็น” เนื้อหาของเพลงมุ่งเน้นให้เรารู้จักคำว่าใจเขาใจเรา ทุกคนต่างก็มีเหตุผลในทุก ๆ การกระทำเป็นของตนเอง

เพราะหากพิจารณากันให้ดีแล้วในสังคมทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ต่างก็ตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก จากการกระทำที่เห็นเพียงฉาบฉวย โดยที่ไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนว่าเบื้องหลังการกระทำบางอย่างของคนบางคนนั้นมีที่มาหรือมีที่ไป เป็นมาอย่างไร เราทุกคนทราบดีว่าเรื่องราวในแต่ละวัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เราต้องพบประสบอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวันนั้นคืออะไร สิ่งใดเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เราตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เรามีโอกาสเวียนไปได้พบได้เจอ เราทุกคนมีเหตุผลมากพอที่จะให้อภัยในความผิดพลั้งและผิดพลาดของตนเอง แต่กับคนอื่น ๆ เรากลับไม่พยายามที่จะพิจารณาให้ดีก่อนที่จะด่วนตัดสินว่าเขาเป็นคนอย่างไร บ้างก็แค่ได้ยินเขาเล่าว่า ได้ฟังเขาบอกมาอีกที เพียงเท่านี้เราก็สามารถตัดสินคนคนหนึ่งได้แล้วหรือ

ในทุก ๆ การกระทำของใครบางคน บางทีเราอาจไม่สามารถรู้เหตุผลได้ในทุกมุมมอง แต่ขอเพียงเราไม่ตัดสินใครจากมุมมองของเราเพียงด้านเดียว สังคมนี้ก็คงจะน่าอยู่มากขึ้นอีกไม่ใช่น้อย คงมีเหตุผลอีกมากมายหลายหลากที่ทำให้ คนคนหนึ่งแสดงออกมาดังที่เขากระทำ และหากเราพิจารณากันให้ลึกลงไป โลกนี้คงจะจริงดั่งคำที่เฉลียงว่า “อื่น ๆ อีกมากมาย”