เปิดวาร์ป! ศิลปินหล่อขั้นเทพ ยอด Follow ทะลุหกหลัก

ศิลปินย่อมมาพร้อมกับรูปร่างหน้าตาอันเป๊ะปัง ดังเทพบุตรมาเกิด จนเหล่าติ่งทั้งหลายแทบจะต้องขายวิญญาณให้ ติดสอยห้อยตามไปเป็นแรงเชียร์ในทุกที่ที่ศิลปินไป ณ ปัจจุบันในประเทศไทยมีศิลปินชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาชนิดวัวตายควายล้มอยู่นับไม่น้อย มันคงจะดีสำหรับสาวเล็กสาวใหญ่ไม่น้อยถ้ามีวาร์ปเข้าสู่ Instagram ของพวกเขา เพื่อไปชื่นชมผลงานและกิจกรรมต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ลงให้อัพเดตกัน

  1. The Toy (ig : thetoysthetoysthetoys)

อันดับแรกไม่ใช่ใครที่ไหน ลูกชายของอดีตนักร้องสาว นิตยา บุญสูงเนิน หนุ่มฮอตสุด ๆ สำหรับสาวไทยตอนนี้ สำหรับศิลปินเพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานนัก จากการชนะแข่งขันการเล่นกีต้าร์ของรายการ Overdrive Guitar Contest 9 เท่านั้นยังไม่พอ ยังมากด้วยความสามารถ ทั้งทางด้านร้องเพลง รวมไปถึงการแต่งเพลงด้วยตัวเองอีกด้วย เพลงดังมากมายอย่าง หน้าหนาวที่แล้ว, นอนได้แล้ว อีกทั้งสไตล์การแต่งตัวของเขาที่ยังกลายเป็นกระแสให้วัยรุ่นพากันแต่งตัวตามเขากันทั่วบ้านทั่วเมือง ถือว่าครบเครื่องมาก ๆ ทั้งหน้าตาและความสามารถที่เรียกได้ว่าระดับเทพ

  1. แมกซ์ ณัฐวุฒิ เจนมานะ (ig : maxjenmana)

แจ้งเกิดมากับการประกวดร้องเพลงรายการเดอะ ว้อยซ์ ปีที่ 1 ถึงจะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ก็มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ด้วยหน้าตาที่เป็นอาวุธระดับพรีเมี่ยมไว้ปลิดหัวใจสาว ๆ ให้แตกกระเจิง แต่เขามาแจ้งเกิดเต็มตัวได้อีกครั้งในผลงานเพลงที่ร้องตามทั้งทั้งบ้านทั้งเมือง ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ ทำให้เขาขึ้นสู่ทำเนียบศิลปินที่หล่อเหลาในปัจจุบันนี้ ใครที่อยากชื่นชมหรือติดตามผลงานของเขาก็เขาไปกดติดตามในไอจีของเขาได้เลย

  1. ภูมิ วิภูริศ ศิริทิพย์ (ig : phumviphurit)

หนุ่มน้อยดีกรีนักเรียนนอกที่มากด้วยพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์เพลง ถึงอายุยังน้อย แต่เขาสามารถเรียบเรียงทำนองและเนื้อร้องในเพลงของเขาเองได้อย่างสบาย แถมยังได้รับกระแสชื่นชมอย่างล้นหลามอีกด้วย ด้วยหน้าตาที่ดูเป็นมิตร ขี้เล่น กับเสียงร้องอันมีเสน่ห์ของเขาแล้วนั้น สาวไหนก็คงต้องตกอยู่ในเวทมนตร์ของเขาคนนี้ทั้งนั้น

  1. เจ้านาย จินเจษฎ์ วรรธนะสิน (ig : jaonaay)

ลูกชายสุดที่รักของพ่อเจ เจตริน นักร้องขวัญใจชาวไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คราวนี้ส่งต่อให้รุ่นลูกอย่าง น้องเจ้านาย ที่ชาวไทยเราเห็นความน่ารักมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จนกระทั่งโตขึ้นมาเป็นหนุ่มหล่อชนิดที่เรียกได้ว่าเพอร์เฟค บรรดาแฟนคลับเป็นต้องหลงหัวปักหัวปำ ผลงานเพลงอาจจะยังมีไม่มาก คนละชั้น คือชื่อเพลงที่นับได้ว่าเพิ่มความหล่อให้น้องเจ้านายขึ้นไปอีกร้อยเท่า อย่ารอช้า ไปติดตามเป็นกำลังใจน้องเจ้านายได้ในไอจีของเขาเลย รับประกันด้วยยอดผู้ติดตามเกือบสองล้านคนเข้าไปแล้ว

4 หนุ่ม 4 สไตล์ ของศิลปินหน้าตาดีในยุคนี้ อันที่จริงผลงานของพวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหน้าตาเลย ทุกคนล้วนมีสามารถที่นับได้ว่าเป็นศิลปินคุณภาพคนหนึ่งเช่นกัน

ยุค 80 กับ 90 แตกต่างกันยังไงนะ

ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ทั้งแฟชั่น สไตล์ดนตรี คนที่โตมากับยุคไหนก็มักจะอินกับยุคนั้นเป็นพิเศษ รสนิยมการแต่งตัวหรือการฟังเพลงก็จะไม่เหมือนกัน ช่วงนี้กระแสยุค 90 ในไทยค่อนข้างกลับมาฟีเวอร์อีกครั้ง กับความพิเศษทั้งหลายในยุคนี้ แต่หลายคนคงสงสัยว่าแล้วถ้าเป็นยุค 80 ล่ะจะเป็นยังไง ฟังเพลงเหมือนกันหรือเปล่า ศิลปินแต่งตัวแบบไหน เราจะมาไขข้อข้องใจกัน

ดนตรีของทั้งสองยุค

ในช่วงยุค 80 นั้นรสนิยมดนตรีจะเป็นยุคที่เพิ่งจางหายจากดิสโก้เข้าสู่ดนตรีที่มีความปรุงแต่งจากซาวน์ดค่อนข้างมาก เรียกว่า Synth Pop ถ้ายังนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไรให้นึกถึง ไมเคิล แจ๊คสัน ราชาเพลงป๊อปที่กลายเป็นตำนานของโลกไปแล้ว ขยับมาเป็นดนตรีร็อคก็จะมีขาใหญ่อย่าง เมทัลลิก้า ผู้บุกเบิกแทรชเมทัลอันดับแรก ๆ รวมไปถึงวงร็อคขวัญใจมหาชนอย่าง บอนโจวี่ กับเพลงฮิตมากมายในยุคนั้นฮิพฮอพก็ถือกำเนิดในยุค 80 นี้เช่นกัน ทีนี้ลองมาดูดนตรีของยุค 90 กันบ้าง ความเป็นเครื่องสังเคราะห์หรือ Synth จะเริ่มลดน้อยลง และมีแนวดนตรีแจ้งเกิดใหม่ในยุคนี้ที่เปลี่ยนโฉมหน้าดนตรีของโลกนี้ไปคือ อัลเทอร์เนทีฟ หรือดนตรีทางเลือกใหม่ นำโดยวงสุดเซอร์อย่าง เนอวาน่า ที่ทำเอานักดนตรียุคต่อ ๆ มายกเขาเป็นแบบอย่างกันไปหมด กระแสดนตรีฮาร์ดร็อคผมยาวเริ่มค่อย ๆ ตกลงไป กำเนิดเป็นยุคที่นำเอาแร็พของฮิพฮอพไปใส่ในดนตรีร็อค เกิดเป็นแนวใหม่ที่เรียกว่า นูเมทัล ศิลปินที่โดดเด่นคือ ลิมพ์บิสกิต, P.O.D. เป็นต้น

แฟชั่นต่างกันยังไง

การแต่งกายของทั้งสองยุคนี้ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยในยุค 80 นั้นความโดดเด่นอยู่ที่ Shoulder Pad ของเพศหญิงที่ทำให้ไหล่ตั้งขึ้นมา ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีในยุคนี้จริง ๆ รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ใช้ตามดีไซเนอร์ชื่อดัง ประมาณว่าเขาฮิตอะไรกันก็ต้องใส่กันทั้งบาง ยึดมั่นในแบรนด์ที่ชื่นชอบอย่างที่สุด กางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบสีขาวถือได้ว่าเป็นตัวชูโรงของยุคนี้เลยก็ว่าได้ ทางด้านยุค 90 ก็ไม่แพ้กัน ความเรียบง่ายเริ่มเข้ามา รสนิยมความเป็นตัวเอง ไม่ยึดเกาะกับกระแสเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้าแบบมัธยมปลายหรือไฮสคูล ที่เป็นยูนีคสำหรับยุคนี้ เสื้อคลุมกีฬาก็ดี หรือเสื้อแบบจั๊มเปอร์ที่ได้รับความนิยมก็ดี ล้วนโดดเด่นในยุค 90 ทั้งนั้น

ไม่ว่าจะยุคไหนก็ล้วนแต่ดูดีมีรสนิยมด้วยกันทั้งนั้น ใครชอบเพลงในยุคโน้น ชอบแต่งตัวในยุคนี้ก็ไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด ทุกอย่างหมุนไปตามเวลา ได้รับความนิยมแล้วก็ค่อย ๆ เลือนหายไป ก่อนที่จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แล้วคุณล่ะ…สำรวจตัวเองหรือยังว่าเป็นคนยุคไหนกันแน่

เป็นปลากระป๋อง…มาดูคอนเสิร์ตที่มีคนดูเยอะที่สุดกัน

การแสดงสดของเหล่าศิลปินนั้น หากมีจำนวนผู้เข้าชมมากก็จะส่งผลดีต่อตัวศิลปิน เป็นแรงและกำลังใจให้พวกเขาทำการแสดงอย่างเต็มที่เพื่อความสุขของเหล่าแฟนเพลง แต่บางคอนเสิร์ตนั้นผู้เข้ามาชมมีเยอะมากระดับที่ว่าที่นั่งตั้งแต่กลางไปจนถึงที่นั่งท้าย ๆ มองเห็นเวทีเป็นแค่จุดเล็ก ๆ เท่านั้น ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังอยากไปสัมผัสบรรยากาศและไปร่วมชมการแสดงสดของศิลปินที่ชื่นชอบอยู่ดี มาดูกันว่ามีคอนเสิร์ตใดที่มีคนดูเยอะมากที่สุดกันบ้าง

เทศกาลดนตรีของสตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak)

ในปีค.ศ.1983 เหล่าผู้ชมกว่า 670,000 คน ได้หลั่งไหลเข้าสู่เทศกาลดนตรีที่ว่านี้ ทางด้านสตีฟ วอซเนียก ผู้จัดเทศกาลนี้ เขาเป็นผู้ร่วมก่อนตั้ง แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ในยุคแรกอีกด้วย เขาทุ่มทุนมหาศาลเพื่อจัดเทศกาลดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ โดยมีศิลปินระดับโลกคับคั่งอาทิเช่น U2 เจ้าของเพลง One ที่สุดแสนอมตะ, Ozzy Osbourne วงร็อกตำนานค้างฟ้ากับเพลงดัง Crazy Train, Goodbye Romance เป็นต้น

Garth Brooks in Central Park ในปีค.ศ.1997

การ์ธ บรู๊คส์ เจ้าของเพลงยอดฮิตมากมายในสไตล์คันทรี่อเมริกันขนานแท้ การันตีด้วยยอดขายถล่มทลายเกือบ 150 ล้านแผ่นทั่วโลก และมียอดขายเป็นอันดับสองในอเมริกาเป็นรองแค่วงระดับตำนานตัวพ่ออย่าง เดอะบีทเทิล เท่านั้น คอนเสิร์ตใหญ่ของเขาใน เซ็นทรัล พาร์ค ของกรุงนิวยอร์กนี้สามารถดึงผู้ชมมาชมได้ถึง 750,000 คนเลยทีเดียว

นิวยอร์ก ฟิลฮาร์โมนิค ออเคสตรา (New York Philharmonic) ที่เซ็นทรัล พาร์ค

ในปีค.ศ.1986 ได้เกิดประวัติศาสตร์สำหรับวงดนตรีออเคสตราอย่างนิวยอร์ก ฟิลฮาร์โมนิค กับจำนวนคนดูมากมายถึง 800,000 คนอัดแน่นบริเวณเซ็นทรัล พาร์ค เลยทีเดียว ในคอนเสิร์ตครั้งนี้จัดแสดงเพลงคลาสสิกยอดฮิตมากมาย ทั้งของบีโธเฟ่นอย่างเพลง Ninth Symphony หรือเพลงอย่าง Concerto No.5 โดยวงนี้มีการจัดคอนเสิร์ตเป็นประจำและสมาชิกของวงจะหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปทุกปี

ร็อด สจ๊วร์ต เจ้าของเสียงแหบเสน่ห์ กับคอนเสิร์ตเคาน์ดาวน์ในปีค.ศ.1994

ณ หาดโคปาคาบาน่า ของกรุงริโอ เดอ จาเนโรประเทศบราซิล ในปีค.ศ.1994 กับการจารึกไว้ในกินเนสส์บุ๊คว่าเป็นคอนเสิร์ตที่มีผู้เข้าชมเยอะที่สุดในโลก จำนวนถึง 3,500,000 คนเลยทีเดียว นับว่าเป็นสิ่งที่น่าประทับใจและเหลือเชื่อจริง ๆ สำหรับแฟนเพลงของเขาคนนี้ แถมเกินกว่าครึ่งของคนดูยังเป็นผู้หญิงอีกด้วย โดยในคอนเสิร์ตแสนอลังการนี้เต็มไปด้วยเพลงดังมากมายชนิดที่ว่าร้องตามกันดังสนั่นเมืองเลยทีเดียว

น่าทึ่งมากทีเดียวสำหรับจำนวนคนดูที่หลั่งไหลเข้าไปชมศิลปินที่ชื่นชอบกันมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะอันดับที่หนึ่ง ลองนึกภาพว่าถ้าเราเป็นศิลปินแล้วได้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ต มองลงมาจากเวทีเห็นคนดูมากมายหลักล้านที่ยาวสุดลูกหูลูกตาแบบนี้ คงจะเป็นสิ่งที่ตื้นตันใจไม่น้อยเลย

เสื้อกันหนาวพร้อม…รวมบทเพลงเพิ่มความหนาวสะท้านทรวง

อุณหภูมิที่กำลังจะลดต่ำลง พระอาทิตย์ที่กำลังจะเปลี่ยนเวลาขึ้นช้าและลงเร็วกว่าเดิม และชุดกันหนาวอุ่น ๆ สักตัวเป็นสัญลักษณ์ของฤดูหนาวที่หลายคนรอคอย ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีฤดูหนาวที่สั้นถึงสั้นมาก ชนิดที่ต้องตื่นมาต้องงงว่าหน้าหนาวหมดแล้วเหรอเนี่ย ถ้าความหนาวของอากาศมันยังทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำไม่พอนั้น ยังมีบทเพลงอีกหลายบทเพลงที่จะมาช่วยให้อุณหภูมิหัวใจของคุณต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกัน

หนาว – แคลช (Clash)

เพลงเก่าที่ดังเปรี้ยงปร้างในช่วงปี 2000 ต้น ๆ กับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของแบงค์ นักร้องนำของวง กับทรงผมกระชากใจสาว ๆ ในยุคนั้น และดนตรีที่แน่น ทรงพลัง เป็นเพลงที่อารมณ์เพลงจะสื่อถึงความเหงา อ้างว้าง หนาวหัวใจเมื่อต้องเสียคนรักไป เสียงของแบงค์นั้นบอกเลยว่าทำให้เพลงนี้หนาวจับใจเสียจริง

ลมหนาว – ทีฟอร์ทรี (Tea for Three)

วงดนตรีสามหนุ่มกับเพลงฟังสบายที่แสนไพเราะชวนเหงาเพลงนี้ ทำให้หลายคนต้องเริ่มรู้สึกหนาวใจกันบ้างสำหรับเนื้อเพลงที่ไปโดนใจใครหลายคน ดนตรีนิ่ม ๆ กับเสียงร้องนุ่ม ๆ ยิ่งจะพาให้คุณต้องไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อกันหนาวมาสวมใส่เลยทีเดียว

อยากให้รู้ว่าเหงา – เจ เจตริน

เพลงแสนเหงาตัวพ่อที่จะพาคุณจมดิ่งสู่ความหนาวเหน็บหัวใจ ยิ่งชีวิตใครตรงกับในเพลงแล้วด้วยนั้น ยากที่จะปฏิเสธได้เลยว่าฟังเพลงนี้แล้วจะไม่หนาวใจ ถึงจะเป็นเพลงเก่ามากแล้ว แต่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีศิลปินท่านอื่นนำมาร้องใหม่อีกด้วย

อากาศดี ๆ – เนอร์สเซอรี่ ซาวด์ (Nursery Sound)

เพลงที่สื่อถึงบรรยากาศดี ๆ แต่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกหนาวในใจ หากใครยังไม่มีคู่ เพลงนี้น่าจะทำให้อินได้โดยง่ายทีเดียว เพลงมีความหมายที่ว่า เวลาที่ทุกอย่างเป็นใจ อากาศ แสงแดด ลมหนาวมา แต่ไม่มีใครอยู่ข้างกาย จนหนาวสั่นไปถึงหัวใจ เป็นเพลงเก่าอีกหนึ่งเพลงที่ควรหามาฟังในหน้าหนาวนี้

Let It Go – Idina Menzel

ลำดับสุดท้ายต้องขอยกให้กับเพลงที่หนาวทั้งในเพลงและในภาพยนตร์อนิเมชั่นระดับ 0 องศาอย่าง โฟรเซ่น ที่เพลงได้สื่อถึงการที่มีเรื่องทุกข์ร้อนใจ ต้องอยู่คนเดียวกับความเหน็บหนาวราวกับพายุหิมะถล่มใส่ แต่เราก็แค่ปล่อยวาง เพื่อที่เดินก้าวต่อไปได้ เป็นเพลงความหมายดีที่ให้ความรู้สึกหนาวสะท้านได้ทั้งเพลงเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับลิสเพลงสุดหนาวเอาไว้ฟังแบบเหงา ๆ กับหน้าหนาวที่จะถึงนี้ น่าจะช่วยเพิ่มเพลงในคลังเพลงหนาวของหลายคนได้ไม่มากก็น้อย อีกไม่นานก็ได้เวลาของความหนาวเหงาหัวใจกันแล้ว ไปหาฟังกันได้ตามอัธยาศัย ใครอยากหนาวมากก็ฟังมาก ใครขี้หนาวก็ฟังน้อยหน่อย

ช็อปปิ้งด่วน! มาเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับแนวดนตรีกันเถอะ

เป็นเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมนักดนตรีแนวนั้น ต้องแต่งตัวแบบนั้น คงเพราะทำตามต่อ ๆ กันมาตั้งแต่ผู้บุกเบิกแรก ๆ เพื่อให้เข้าใกล้ต้นฉบับออริจินัลมากขึ้นนั่นเอง ว่าแต่ในโลกใบนี้มีแนวดนตรีเยอะแยะมากมาย เราควรจะแต่งตัวแบบไหนเพื่อไม่ให้ผิดแนวดีล่ะ ลองมาดูแฟชั่นของแต่ละสไตล์ดนตรีเพื่อเป็นไอเดีย และแรงบันดาลใจกันได้เลย

ดนตรีแจ๊ส สไตล์ที่มาพร้อมกับความหรูหราไฮโซ

โดยส่วนมากคนที่เล่นดนตรีแจ๊สนั้น จะเป็นคนที่ค่อนข้างสุขุม นอบน้อม สไตล์การแต่งตัวก็จะเน้นเป็นที่เสื้อเชิ้ตที่รีดมาอย่างดี กางเกงสแล็ค รองเท้าหนัง หรือกระทั่งใส่สูทเต็มยศก็มี หรือเรียกได้ว่าแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย เพราะส่วนใหญ่นักดนตรีแนวนี้มักทำการแสดงอยู่ตามโรงแรม คลับหรู หรืองานที่เน้นความไฮโซของผู้ร่วมงาน

ฮิพฮอพ กับเครื่องแต่งกายที่โอเวอร์ไซส์ทุกอย่าง

แค่ลองนึกภาพว่าหากมีคนทำตัวค่อม ๆ เดินโยกซ้ายทีขวาทีแบบชาวฮิพฮอพ แต่ว่าใส่กางเกงขาเดฟสวมเสื้อพอดีตัว นึกภาพยังไงก็คงนึกไม่ออก เพราะวัฒนธรรมของสไตล์นี้มาพร้อมกับเสื้อตัวโคร่งเท่าที่จะโคร่งได้ กางเกงก็เช่นกัน แต่อย่าลืมว่าต้องดึงให้ต่ำกว่าเอวลงมามาก ๆ ด้วยล่ะ หากจะให้ดีจำเป็นต้องใส่หมวกและสร้อยเส้นใหญ่ ๆ สักเส้น แค่นี้คุณก็พร้อมจะออกไปโย่ว วอทส์อัพกับชาวแก๊งค์ได้แล้ว

เคป๊อป สไตล์ที่ต้องเป๊ะตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงร่างกายและทรงผม

แม้ว่าเป็นสไตล์ที่เพิ่งมีได้ไม่นานนัก แต่การแต่งตัวของศิลปินสไตล์นี้นั้นจัดได้ว่าเท่ระเบิดกระชากใจเพศตรงข้ามได้เป็นอย่างดี เอกลักษณ์อย่างที่สุดของแนวนี้คือ ทรงผมที่ต้องดูแลจัดทรงมาเป็นอย่างดี เซ็ตได้เซ็ต ย้อมสีได้ย้อม ไถได้ไถ พร็อพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สร้อย ข้อมือ ผ้าโพกหัว โซ่คล้องหูกางเกง ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ที่เสียบในกระเป๋ากางเกง ดูแล้วเยอะเกินไป แต่กลับเข้ากันและทำให้ดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ

                ชาวร็อค ชุดหนังสุดคลาสสิก

กางเกงยีนส์ขาด ๆ กับเสื้อยืดปอน ๆ แล้วคลุมด้วยแจ๊คเก็ตหนังสีดำ และแว่นกันแดดกับหน้าขรึม ๆ คือสูตรสำเร็จที่คลาสสิกตลอดกาล อาจจะปรับเป็นกางเกงหนังบ้าง รองเท้าผ้าใบบ้าง หุ้มข้อบ้าง ล้วนสื่อถึงความเป็นชาวร็อคได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อแม้ว่าคนในลุกนี้เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วจะต้องดูโหดหรือดูเซอร์ บวกกับสกปรกหน่อย ๆ ด้วยนะ

การแต่งตัวตามสไตล์นั้นเพียงแค่เสริมความมั่นใจให้กับเราเท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นนักดนตรีหรือศิลปินที่ดีแต่อย่างใด ไม่ว่าจะแนวไหนสไตล์ใดจำเป็นที่จะต้องมีผลงาน และการกระทำที่ดีต่อเพื่อนและคนรอบข้างต่างหาก ที่จะทำให้ดูดีอย่างที่ไม่ต้องคำนึงถึงชุดที่สวมใส่อยู่เลยแม้แต่น้อย

อัพเกรดมาแล้ว! เหล่าศิลปินที่เปลี่ยนทั้งสไตล์เพลงและบุคลิกจนแฟนคลับยังจำแทบไม่ได้

แนวเพลงที่ชัดเจนหรือสไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นเป็นสิ่งที่ศิลปินทุกคนควรจะมี เพื่อที่จะประกาศจุดยืนให้โลกรู้ว่า ได้เห็นหรือได้ฟังดนตรีแบบนี้ที่ไหนคือฉันเองไง แต่ยังมีศิลปินอีกจำนวนไม่น้อยเลยที่ออกผลงานมาช่วงหนึ่ง พอเวลาผ่านไปมีผลงานใหม่มากลับไม่ใกล้เคียงคนเดิมเลยสักนิด ทำเอาต้องกลับไปดูสมัยก่อนวนไปวนมาว่าใช่คนหรือวงเดียวกันจริงหรือ

  1. สิงโต นำโชค

มีน้อยคนจะรู้ว่าหนุ่มร่างเล็กเสียงดีกับกีต้าร์อูคูเลเล่คู่กายเจ้าของบทเพลงดังระดับต้น ๆ อย่าง อยู่ต่อเลยได้ไหม, อาย, อยู่อย่างเหงา ๆ คืออดีตนักร้องและมือกีต้าร์ของวงโมโนมาก่อน กับเพลงที่เขาได้รับเป็นคนร้องนำที่ชื่อว่า กลัวความสูง ซึ่งหลังจากที่สมาชิกของวงโมโนได้หมดสัญญาและแยกย้ายกันไปนั้น สิงโตได้ไปหลงรักดนตรีสบาย ๆ เคล้าเสียงคลื่นริมทั้งทะเล เวลาผ่านไปเขาได้กลับมาอีกครั้งในดนตรีแนวใหม่ที่โด่งดังไปทั่วประเทศชนิดที่แทบไม่มีใครจำอดีตได้

  1. เรดิโอเฮด (RadioHead)

วงอัลเตอร์เนทีฟจากอังกฤษในตำนาน ที่ครองใจคนทั่วโลกโดยมีเพลงเด็ดอย่าง Creep ที่ติดหูเหล่าสาวกเด็กอัลเตอร์ได้เป็นอย่างดี แต่หลังจากอัลบั้มที่สาม OK Computer ออกมาในปี ค.ศ.1997 นี่เอง วงนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วโดยนำเอาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในเพลง และมีการทดลองสิ่งใหม่ในเพลงของพวกเขาต่อมาอีกหลายเพลงหลายอัลบั้มจนไม่เหลือเค้าของวงร็อคที่เคยเป็นในสองอัลบั้มแรกอีกแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ถึงจะมีแฟนคลับคัดค้านไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ความสำเร็จที่พวกเขาได้รับเกินความคาดหมาย พวกเขาได้ข้ามทวีปไปขึ้นชาร์ตถึงอเมริกา และยังได้รับรางวัลแกรมมี่อวอร์ดอีกด้วย

  1. บ๊อบ ดีแลน (Bob Dylan)

ศิลปินระดับโลกเรียกได้ว่าเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ว่าได้ กับแนวดนตรีโฟล์กในช่วงยุค 60 จนได้รับฉายา “ราชาแห่งโฟล์ก” แต่แล้วในปีค.ศ.1965 นั้นประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้เนื่องจากเขาถูกแฟนเพลงโห่ไล่ลงจากเวทีคอนเสิร์ตทั้งที่เพิ่งเล่นไปได้แค่ 3 เพลง สาเหตุเพราะเขาทิ้งแนวดนตรีโฟล์ก ที่ใช้กีต้าร์โปร่งเป็นเครื่องดนตรีหลัก แล้วหยิบกีต้าร์ไฟฟ้าขึ้นเล่นพร้อมกับวงแบบฟูลแบนด์ ทำให้แฟนเพลงรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง แต่ผลสุดท้ายในเวลาต่อมาเขาก็ปรับเพลงของเขาสู่แนวร็อกแอนด์โรล นั่นกลับทำให้เขามีแฟนคลับมากขึ้นกว่าเดิม จนทุกวันนี้เขาได้กลายเป็นตำนานไปเรียบร้อยแล้ว

  1. แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

คงไม่มีใครไม่รู้คนคนนี้ ซึ่งโด่งดังมาจากเพลงรักเนื้อหาโดนใจที่แสนไพเราะอย่าง ความคิด จนไปถึงได้เป็นกรรมการในรายการประกวดร้องเพลงดัง แต่หารู้ไม่ว่า ก่อนหน้าที่เขาจะเป็นแบบทุกวันนี้ เขาคืออดีตมือกีต้าร์ของวงเมทัลสุดดิบอย่างวงกล้วยไทยมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าหน้ายิ้ม ๆ ที่ดูอ่อนโยนของเขาแบบที่เห็นกันนี้จะจับกีต้าร์ไฟฟ้าโยกหัวกับเพลงเมทัลออกมาเป็นแบบไหนกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีศิลปินอีกมากที่ปรับเปลี่ยนตัวเองหรือผลงาน บ้างก็ตามกระแส บ้างก็อยากทดลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง สำหรับผู้ฟังก็ชื่นชมหรือติเตียนไปตามรสนิยมของแต่ละคน ดนตรีมันเป็นศิลปะ ไม่มีใครถูกผิด ดีที่สุดสำหรับเราอาจแย่ที่สุดสำหรับเขาก็ได้

การถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง

คนเราสามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกถึงความสุข สนุกสนาน หรือความทุกข์เศร้าโศก ผ่านทางคำพูด สีหน้าแววตาหรือท่าทาง เพื่อให้ผู้อื่นรับรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไร เช่นเดียวกันกับบทเพลงที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของคนแต่ง ออกมาได้อย่างละมุนละไม นักแต่งเพลงจึงต้องทำผลงานเพลงให้ดี สามารถแสดงถึงความต้องการทางอารมณ์ ที่อยากสื่อสารให้ผู้ฟังได้รับรู้อย่างชัดเจน ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิง แต่ก็ต้องมีความจริงใจในเนื้อหาด้วย เพื่อที่ผู้ฟังจะได้รู้สึกว่า เพลงนี้สามารถสัมผัสถึงหัวใจของเขาได้อย่างแท้จริง

เราลองมาฟังผลงานเพลงกันแบบตั้งใจ และเก็บรายละเอียดของเนื้อเพลง เพื่อดูว่าผู้แต่งต้องการจะสื่ออะไรถึงคนฟังกันบ้าง

เริ่มกันที่เพลงแรก อารมณ์สีเทา (โปเตโต้) ที่มาในแนวเพลงเศร้าดนตรีจังหวะเบา ๆ กับอารมณ์เว้าวอนของคนคนหนึ่ง ที่มีต่อคนรักของเขา อารมณ์ของเพลงสามารถแสดงถึงความรู้สึกว่างเปล่าได้อย่างชัดเจน ปนด้วยความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนไปของใครอีกคน ซึ่งเป็นเพลงแทนความรู้สึกได้ดีสำหรับคนที่ผ่านเลิกรากับคนรัก โดยที่เรายังเป็นฝ่ายรักเขาอยู่ และหวังว่าจะได้คนรักกลับคืนมา ถือว่าเป็นเพลงถ่ายทอดความเศร้าออกมาได้ดีทีเดียว

มาต่อกันที่เพลงแนวแอบรักกันบ้างกับเพลง ไม่สนิท (นนท์ ธนนท์) ที่เป็นเรื่องราวของการแอบรักเพื่อนสนิท อารมณ์ของเพลงแสดงถึงความอึดอัดในการที่จะต้องเก็บความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายเอาไว้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสังคม เพราะบางกับการเก็บความรักไว้กับตัวเองอาจจะต่อความสัมพันธ์ของเรามากกว่าการบอกออกไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นความเจ็บปวดอีกรูปแบบหนึ่ง ฟังแล้วไม่ได้เศร้าจนถึงขั้นต้องหลั่งน้ำตา แต่ก็ดึงอารมณ์หน่วง ๆไปได้ทั้งวันเลยล่ะ

สุดท้ายกับแนวเพลงรักซึ้ง ๆ ที่มีการนำมาทำใหม่ในหลายเวอร์ชัน อย่างเพลง รักไม่ต้องการเวลา (เวอร์ชันหนูนา หนึ่งธิดา) ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่องกวนมึนโฮ ซึ่งเรื่องราวของบทเพลงเกี่ยวกับความรักที่มีความหมาย เกินกว่าจะหาเหตุผลมาบรรยาย ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อแม้ใด ๆ อารมณ์แบบรักบริสุทธิ์ นับว่าเป็นเพลงรักฟังสบาย ๆอีกเพลง ที่ใช้เป็นสื่อบอกความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจมากเลยล่ะ

ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงแนวไหนก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยความหมาย ที่ผู้แต่งนั้นกลั่นกรองออกมาอย่างดีเพื่อให้เราได้ฟังกัน ดังนั้นเวลาฟังเพลงควรฟังให้ลึกซึ้ง เพื่อที่จะได้สัมผัสกับสิ่งที่ผู้แต่งต้องการสื่อเราได้มากที่สุด และอาจจะได้ข้อคิดที่น่าสนใจไปเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในชีวิตได้อีกด้วยนะ

 

เพลงเพราะจากหนังดัง ฟังกี่ทีก็เรียกน้ำตา

เมื่อพูดถึงเพลงเพราะ ๆ ส่วนใหญ่เรามักจะนึกถึงเพลงที่ติดท็อปชาร์ตอันดับต้น ๆ เพราะถือว่าได้รับการการันตีโดยผู้ฟังส่วนมากแล้วว่าเพลงนี้ไพเราะจับใจ แต่ก็ยังมีผลงานเพลงอีกส่วนหนึ่งที่สามารถสื่ออารมณ์และความหมายออกมาได้ดีมากๆอย่างเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งบางเพลงก็ได้รับกระแสตอบรับดีจนศิลปินและผู้แต่งนั้นโด่งดังเลยทีเดียว วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักว่าบทเพลงเหล่านี้กัน

ลอสสตาร์ (Lost Stars -Adam Levine) เพลงประกอบภาพยนตร์แนวมิวสิกเคิลโรแมนติกปนดราม่า ชีวิตที่ลึกซึ้งกินใจ เรื่อง บีกินอะเกน เนื้อหาของเพลงเรื่องราวของความรักและการตามหาความหมายในชีวิต เพลงเริ่มบรรเลงด้วยความต้องให้คนมองเห็นตัวตนของเราจากเนื้อข้างใน ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันจะเป็น และพูดถึงการกล้าที่จะทำในบางสิ่งด้วยความคิดในแง่บวกที่ว่า มันจะต้องมีสิ่งดี ๆ รออยู่ อารมณ์ของเพลงสื่อสารออกมาให้คนฟังสัมผัสได้ทั้งความสุข และความเจ็บปวดเบาๆ ถือว่าเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว

My heart will go on (Celine Dion) เพลงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นตำนานของความรัก กับโศกนาฏกรรมบนท้องทะเลอย่างภาพยนตร์เรื่อง ไทเทนิก  ที่เข้าฉายในปีพ.ศ.2540 อีกทั้งยังได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากในฐานะที่เป็นเพลงที่มีนักร้องหญิงร้องนำ และสามารถขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งได้ในหลายประเทศ โดยที่มีการบันทึกเสียงที่ปราศจากดนตรีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จที่น่าภูมิใจจริง ๆ ในส่วนของเนื้อเพลงนั้นเป็นการพรรณนาถึงความรักที่ดูหนักแน่นและลึกซึ้ง เปรียบได้กับความรักนิรันดร์ที่ไม่มีวันสูญสลายไป เป็นบทเพลงที่ควรค่าแก่การเป็นตำนานมากจริง ๆ

See you Again (Wiz Khalid ft. Charlie Put) เพลงแนวฮิปฮอปของแร็พเปอร์ชาวอเมริกัน ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์สายรถแข่งอย่าง ฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส เร็วแรงทะลุนรกเจ็ด เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น นั่นคือการจากไปของนักแสดงหนุ่มมากความสามารถอย่าง พอล วอคเกอร์ ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเนื้อเพลงสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของการจากลาได้อย่างสวยงามและน่าประทับใจเป็นอย่างมาก จนเพลงนี้ได้ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ตของบิลบอร์ดนานถึง 12 สัปดาห์ และมียอดวิวในยูทูปสูงที่สุดในประวัติกาลของเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งในปัจจุบันมียอดวิวเกือบถึงสี่พันล้านวิวเรียบร้อยแล้ว

เพลงประกอบนั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญของภาพยนตร์เลยทีเดียว เพราะบทเพลงสามารถขับเคลื่อนทิศทางอารมณ์ของภาพยนตร์ให้ไหลลื่นไปได้ โดยที่คนดูนั้นจะไม่รู้สึกสะดุด และอินไปกับเรื่องราวที่ได้รับชม และยังมีเพลงประกอบภาพยนตร์อีกหลายเพลง ที่มีความหมายที่ดี ลองไปหาฟังกันดูนะ

 

แร็พเปอร์คืออะไร พูดเร็ว ๆ หรือพูดไม่หายใจใช่หรือเปล่า

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้วงการเพลงแร็พของเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่กระแสซบเซาไปพักใหญ่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เห็นแร็พเปอร์หน้าใหม่ จากรายการโชว์หลายรายการที่กำลังออนแอร์อยู่ในขณะนี้ มาฟาดฟันกันด้วยความคิดสร้างสรรค์ ได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ที่มาประชันความสามารถกันอย่างดุเดือดแบบไม่มีใครยอมใคร แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าแร็พคืออะไร เป็นหนึ่งในแนวเพลงด้วยหรือ ซึ่งวันนี้เราจะมาอธิบายกันแบบคร่าว ๆ จะได้ไม่เอาท์จากกระแสกันนะ

แร็พเปอร์คือชื่อเรียกกลุ่มศิลปิน ที่ร้องเพลงในลักษณะของการแต่งคำกลอนให้คล้องจองกัน ร่วมกับจังหวะดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งเป็นสำเนียงคำพูดเลย และแบบที่ใส่เมโลดี้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และเทคนิคของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเล่นกับจังหวะ หยิบยกเอาสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมาแสดงความคิดเห็น  ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการแร็พเพื่อโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น การแร็พโจมตีการเมือง ระบบการศึกษา หรือระบบการบริหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะออกแนวเสียดสี ประชดประชัน เป็นต้น หรือบางส่วนก็มักจะถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เคยทำ เรื่องราวของครอบครัว หรือแม้แต่ประสบการณ์ความรัก เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้นจะถูกเรียบเรียงเป็นถ้อยคำที่สอดคล้องกัน ฟังแล้วลื่นหู แต่อารมณ์กระชากใจ

ศิลปินอันเดอร์กราวน์ คือสิ่งที่เราได้ยินกันบ่อยมากสำหรับวงการนี้ เรียกง่าย ๆ ก็คือศิลปินใต้ดิน ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนผิดกฎหมายหรือมีเรื่องราวอะไรที่ไม่น่ายอมรับ แต่อาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ออกสื่อมากมาย ผลงานอาจจะมีคำพูดที่รุนแรงเกินเรตที่สื่อตั้งเกณฑ์ไว้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผลงานของพวกเขาไม่ดี เพราะเพลงส่วนใหญ่ของศิลปินเหล่านี้ เรียกได้ว่ามีคุณภาพและสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันวงการเพลงแร็พได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น และศิลปินเองก็มีทั้งชายและหญิง วัดกันจากฝีมือไม่ใช่ที่เพศ ซึ่งถือว่าเป็นอีกแนวเพลงหนึ่งในวงการเพลงที่น่าจับตามองว่าจะก้าวไปในทิศทางใด แถมยังมีคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอีกด้วยเช่น เอเคเอ หรือฉายาที่ใช้เรียกแทนตัวเองของเหล่าแร็พเปอร์, โฟลว์ คือการแร็พได้ไหลลื่น ฟังแล้วไม่รู้สึกสะดุด มีจังหวะที่ดีในการแร็พ เป็นต้น

ยังคงมีหลายคนที่มองการแร็พและแร็พเปอร์ไปในทางลบ ซึ่งนั้นเป็นความคิดที่ล้าสมัยไปแล้ว ทุกวันนี้เราจะวัดคนจากไลฟ์สไตล์หรือแนวเพลงที่เขาชอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นลองเปิดใจฟังบทเพลงใหม่ๆดูบ้าง แล้วคุณจะค้นพบว่าโลกนี้ยังมีสิ่งหน้าสนใจอีกมากมายเลยล่ะ

 

ภาษาอังกฤษพิชิตได้ด้วยการฟังเพลง

สมัยนี้ใคร ๆ ก็อยากสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างฉะฉาน แต่คนส่วนใหญ่ชอบมีอาการเขินอายเวลาที่ต้องสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ หรือหนักไปกว่านั้นคือไม่เข้าใจในคำศัพท์ภาษาอังกฤษเลยแม่แต่คำเดียว วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณคุณเคยกับภากลางของโลกได้อย่างรวดเร็ว แหล่งความรู้ส่วนใหญ่มักจะบอกว่าให้ฟังเพลง แล้วดูเนื้อไปด้วย พยายามแกะเนื้อให้ออก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านภาษาเลยไม่มีทางทำได้แน่นอน ดังนั้นเราควรเริ่มจากส่วนที่ง่ายที่สุดก่อน  นั่นคือ การเลือกเพลงที่เพราะ และมีคำศัพท์เดี่ยวง่าย ๆ อยู่ในเนื้อเพลงเยอะพอสมควร ถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มจากเพลงอะไร เราขอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเพลงเหล่านี้

Christina Perri – A Thousand Years เพลงนี้หลายคนน่าจะเคยคุ้นหูกันมาบ้าง เพราะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง ทไวไลท์ ในส่วนของเนื้อหาเพลงนี้เป็นเรื่องราวความรักที่โรแมนติก ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเลือกมาฝึกสกิลภาษา เริ่มจากการเปิดเนื้อเพลง และดูความหมายของแต่ละคำศัพท์ ให้พอผ่านตาซักเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มฟังเพลงพร้อมกับอ่านเนื้อร้องไปด้วย เนื่องจากเพลงนี้มีคำศัพท์พื้นฐานเยอะมาก และจังหวะของคำก็ชัดเจนทำให้คุณสามารถจับสำเนียงและการออกเสียงได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

Charlie Puth – One Call Away หลังจากที่คุณเริ่มจับใจความได้บ้างแล้ว เพลงนี้จะช่วยให้คุณรู้จักคำศัพท์เพิ่มมากขึ้น และยังมีประโยคภาษาอังกฤษที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันเยอะมาก ซึ่งถ้าคุณแยกออกมาทีละท่อน ก็จะสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเพลงนี้ก็จะพูดถึงความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นมุมมองของชายหนุ่มที่พร้อมจะทำเพื่อคนที่เขารัก ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่น่ารัก และเหมาะกับการใช้ฝึกทักษะทางด้านการฟังมากทีเดียว หรือใครที่ไม่ชอบเพลงแนวนี้ก็สามารถเป็นแนวอื่นที่มีจังหวะใกล้เคียงกัน จังหวะที่พูดถึงในที่นี้นั้นหมายถึง จังหวะของการใส่คำศัพท์ลงในแต่ละประโยค คนที่ทักษะทางด้านการฟังยังไม่แข็งแรง ไม่ควรเลือกเพลงที่มีการรัวคำศัพท์เยอะมากจนเกินไป เพราะนอกจากจะฟังไม่รู้เรื่องแล้ว ยังทำให้เราจับใจความอะไรไม่ได้อีกด้วย

และบทเพลงสุดท้ายที่เราอยากจะแนะนำในวันนี้นั่นก็คือ Ed Sheeran – Photograph เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมสูงมาก ๆ เพราะทำนองเพลงเพราะเสนาะหู เนื้อหาก็กินใจ แถมร้องตามได้ง่ายอีกด้วย เมื่อคุณเริ่มคุ้นชินกับคำศัพท์มากขึ้นแล้ว ก็ค่อยเลื่อนไปฟังเพลงที่มีระดับความเร็ว และความถี่ในการใส่คำมากขึ้น หรืออาจจะเปลี่ยนไปดูภาพยนตร์แบบเสียงซาวน์แทร็ก ก็ช่วยได้เยอะมากทีเดียว

เชื่อว่าหลายคนคงจะพอจับทางได้บ้างแล้ว ว่าควรจะเริ่มฝึกจากตรงไหน ขอแค่มีความพยายามและความเสมอต้นเสมอปลายที่จะฝึกฝน เลือกเพลงได้เหมาะสมกับทักษะของตัวเอง ไม่นานคุณก็จะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างแน่นอน