เสื้อกันหนาวพร้อม…รวมบทเพลงเพิ่มความหนาวสะท้านทรวง

อุณหภูมิที่กำลังจะลดต่ำลง พระอาทิตย์ที่กำลังจะเปลี่ยนเวลาขึ้นช้าและลงเร็วกว่าเดิม และชุดกันหนาวอุ่น ๆ สักตัวเป็นสัญลักษณ์ของฤดูหนาวที่หลายคนรอคอย ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีฤดูหนาวที่สั้นถึงสั้นมาก ชนิดที่ต้องตื่นมาต้องงงว่าหน้าหนาวหมดแล้วเหรอเนี่ย ถ้าความหนาวของอากาศมันยังทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำไม่พอนั้น ยังมีบทเพลงอีกหลายบทเพลงที่จะมาช่วยให้อุณหภูมิหัวใจของคุณต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกัน

หนาว – แคลช (Clash)

เพลงเก่าที่ดังเปรี้ยงปร้างในช่วงปี 2000 ต้น ๆ กับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของแบงค์ นักร้องนำของวง กับทรงผมกระชากใจสาว ๆ ในยุคนั้น และดนตรีที่แน่น ทรงพลัง เป็นเพลงที่อารมณ์เพลงจะสื่อถึงความเหงา อ้างว้าง หนาวหัวใจเมื่อต้องเสียคนรักไป เสียงของแบงค์นั้นบอกเลยว่าทำให้เพลงนี้หนาวจับใจเสียจริง

ลมหนาว – ทีฟอร์ทรี (Tea for Three)

วงดนตรีสามหนุ่มกับเพลงฟังสบายที่แสนไพเราะชวนเหงาเพลงนี้ ทำให้หลายคนต้องเริ่มรู้สึกหนาวใจกันบ้างสำหรับเนื้อเพลงที่ไปโดนใจใครหลายคน ดนตรีนิ่ม ๆ กับเสียงร้องนุ่ม ๆ ยิ่งจะพาให้คุณต้องไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อกันหนาวมาสวมใส่เลยทีเดียว

อยากให้รู้ว่าเหงา – เจ เจตริน

เพลงแสนเหงาตัวพ่อที่จะพาคุณจมดิ่งสู่ความหนาวเหน็บหัวใจ ยิ่งชีวิตใครตรงกับในเพลงแล้วด้วยนั้น ยากที่จะปฏิเสธได้เลยว่าฟังเพลงนี้แล้วจะไม่หนาวใจ ถึงจะเป็นเพลงเก่ามากแล้ว แต่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีศิลปินท่านอื่นนำมาร้องใหม่อีกด้วย

อากาศดี ๆ – เนอร์สเซอรี่ ซาวด์ (Nursery Sound)

เพลงที่สื่อถึงบรรยากาศดี ๆ แต่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกหนาวในใจ หากใครยังไม่มีคู่ เพลงนี้น่าจะทำให้อินได้โดยง่ายทีเดียว เพลงมีความหมายที่ว่า เวลาที่ทุกอย่างเป็นใจ อากาศ แสงแดด ลมหนาวมา แต่ไม่มีใครอยู่ข้างกาย จนหนาวสั่นไปถึงหัวใจ เป็นเพลงเก่าอีกหนึ่งเพลงที่ควรหามาฟังในหน้าหนาวนี้

Let It Go – Idina Menzel

ลำดับสุดท้ายต้องขอยกให้กับเพลงที่หนาวทั้งในเพลงและในภาพยนตร์อนิเมชั่นระดับ 0 องศาอย่าง โฟรเซ่น ที่เพลงได้สื่อถึงการที่มีเรื่องทุกข์ร้อนใจ ต้องอยู่คนเดียวกับความเหน็บหนาวราวกับพายุหิมะถล่มใส่ แต่เราก็แค่ปล่อยวาง เพื่อที่เดินก้าวต่อไปได้ เป็นเพลงความหมายดีที่ให้ความรู้สึกหนาวสะท้านได้ทั้งเพลงเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับลิสเพลงสุดหนาวเอาไว้ฟังแบบเหงา ๆ กับหน้าหนาวที่จะถึงนี้ น่าจะช่วยเพิ่มเพลงในคลังเพลงหนาวของหลายคนได้ไม่มากก็น้อย อีกไม่นานก็ได้เวลาของความหนาวเหงาหัวใจกันแล้ว ไปหาฟังกันได้ตามอัธยาศัย ใครอยากหนาวมากก็ฟังมาก ใครขี้หนาวก็ฟังน้อยหน่อย

ช็อปปิ้งด่วน! มาเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับแนวดนตรีกันเถอะ

เป็นเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมนักดนตรีแนวนั้น ต้องแต่งตัวแบบนั้น คงเพราะทำตามต่อ ๆ กันมาตั้งแต่ผู้บุกเบิกแรก ๆ เพื่อให้เข้าใกล้ต้นฉบับออริจินัลมากขึ้นนั่นเอง ว่าแต่ในโลกใบนี้มีแนวดนตรีเยอะแยะมากมาย เราควรจะแต่งตัวแบบไหนเพื่อไม่ให้ผิดแนวดีล่ะ ลองมาดูแฟชั่นของแต่ละสไตล์ดนตรีเพื่อเป็นไอเดีย และแรงบันดาลใจกันได้เลย

ดนตรีแจ๊ส สไตล์ที่มาพร้อมกับความหรูหราไฮโซ

โดยส่วนมากคนที่เล่นดนตรีแจ๊สนั้น จะเป็นคนที่ค่อนข้างสุขุม นอบน้อม สไตล์การแต่งตัวก็จะเน้นเป็นที่เสื้อเชิ้ตที่รีดมาอย่างดี กางเกงสแล็ค รองเท้าหนัง หรือกระทั่งใส่สูทเต็มยศก็มี หรือเรียกได้ว่าแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย เพราะส่วนใหญ่นักดนตรีแนวนี้มักทำการแสดงอยู่ตามโรงแรม คลับหรู หรืองานที่เน้นความไฮโซของผู้ร่วมงาน

ฮิพฮอพ กับเครื่องแต่งกายที่โอเวอร์ไซส์ทุกอย่าง

แค่ลองนึกภาพว่าหากมีคนทำตัวค่อม ๆ เดินโยกซ้ายทีขวาทีแบบชาวฮิพฮอพ แต่ว่าใส่กางเกงขาเดฟสวมเสื้อพอดีตัว นึกภาพยังไงก็คงนึกไม่ออก เพราะวัฒนธรรมของสไตล์นี้มาพร้อมกับเสื้อตัวโคร่งเท่าที่จะโคร่งได้ กางเกงก็เช่นกัน แต่อย่าลืมว่าต้องดึงให้ต่ำกว่าเอวลงมามาก ๆ ด้วยล่ะ หากจะให้ดีจำเป็นต้องใส่หมวกและสร้อยเส้นใหญ่ ๆ สักเส้น แค่นี้คุณก็พร้อมจะออกไปโย่ว วอทส์อัพกับชาวแก๊งค์ได้แล้ว

เคป๊อป สไตล์ที่ต้องเป๊ะตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงร่างกายและทรงผม

แม้ว่าเป็นสไตล์ที่เพิ่งมีได้ไม่นานนัก แต่การแต่งตัวของศิลปินสไตล์นี้นั้นจัดได้ว่าเท่ระเบิดกระชากใจเพศตรงข้ามได้เป็นอย่างดี เอกลักษณ์อย่างที่สุดของแนวนี้คือ ทรงผมที่ต้องดูแลจัดทรงมาเป็นอย่างดี เซ็ตได้เซ็ต ย้อมสีได้ย้อม ไถได้ไถ พร็อพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สร้อย ข้อมือ ผ้าโพกหัว โซ่คล้องหูกางเกง ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ที่เสียบในกระเป๋ากางเกง ดูแล้วเยอะเกินไป แต่กลับเข้ากันและทำให้ดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ

                ชาวร็อค ชุดหนังสุดคลาสสิก

กางเกงยีนส์ขาด ๆ กับเสื้อยืดปอน ๆ แล้วคลุมด้วยแจ๊คเก็ตหนังสีดำ และแว่นกันแดดกับหน้าขรึม ๆ คือสูตรสำเร็จที่คลาสสิกตลอดกาล อาจจะปรับเป็นกางเกงหนังบ้าง รองเท้าผ้าใบบ้าง หุ้มข้อบ้าง ล้วนสื่อถึงความเป็นชาวร็อคได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อแม้ว่าคนในลุกนี้เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วจะต้องดูโหดหรือดูเซอร์ บวกกับสกปรกหน่อย ๆ ด้วยนะ

การแต่งตัวตามสไตล์นั้นเพียงแค่เสริมความมั่นใจให้กับเราเท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นนักดนตรีหรือศิลปินที่ดีแต่อย่างใด ไม่ว่าจะแนวไหนสไตล์ใดจำเป็นที่จะต้องมีผลงาน และการกระทำที่ดีต่อเพื่อนและคนรอบข้างต่างหาก ที่จะทำให้ดูดีอย่างที่ไม่ต้องคำนึงถึงชุดที่สวมใส่อยู่เลยแม้แต่น้อย

อัพเกรดมาแล้ว! เหล่าศิลปินที่เปลี่ยนทั้งสไตล์เพลงและบุคลิกจนแฟนคลับยังจำแทบไม่ได้

แนวเพลงที่ชัดเจนหรือสไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นเป็นสิ่งที่ศิลปินทุกคนควรจะมี เพื่อที่จะประกาศจุดยืนให้โลกรู้ว่า ได้เห็นหรือได้ฟังดนตรีแบบนี้ที่ไหนคือฉันเองไง แต่ยังมีศิลปินอีกจำนวนไม่น้อยเลยที่ออกผลงานมาช่วงหนึ่ง พอเวลาผ่านไปมีผลงานใหม่มากลับไม่ใกล้เคียงคนเดิมเลยสักนิด ทำเอาต้องกลับไปดูสมัยก่อนวนไปวนมาว่าใช่คนหรือวงเดียวกันจริงหรือ

  1. สิงโต นำโชค

มีน้อยคนจะรู้ว่าหนุ่มร่างเล็กเสียงดีกับกีต้าร์อูคูเลเล่คู่กายเจ้าของบทเพลงดังระดับต้น ๆ อย่าง อยู่ต่อเลยได้ไหม, อาย, อยู่อย่างเหงา ๆ คืออดีตนักร้องและมือกีต้าร์ของวงโมโนมาก่อน กับเพลงที่เขาได้รับเป็นคนร้องนำที่ชื่อว่า กลัวความสูง ซึ่งหลังจากที่สมาชิกของวงโมโนได้หมดสัญญาและแยกย้ายกันไปนั้น สิงโตได้ไปหลงรักดนตรีสบาย ๆ เคล้าเสียงคลื่นริมทั้งทะเล เวลาผ่านไปเขาได้กลับมาอีกครั้งในดนตรีแนวใหม่ที่โด่งดังไปทั่วประเทศชนิดที่แทบไม่มีใครจำอดีตได้

  1. เรดิโอเฮด (RadioHead)

วงอัลเตอร์เนทีฟจากอังกฤษในตำนาน ที่ครองใจคนทั่วโลกโดยมีเพลงเด็ดอย่าง Creep ที่ติดหูเหล่าสาวกเด็กอัลเตอร์ได้เป็นอย่างดี แต่หลังจากอัลบั้มที่สาม OK Computer ออกมาในปี ค.ศ.1997 นี่เอง วงนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วโดยนำเอาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในเพลง และมีการทดลองสิ่งใหม่ในเพลงของพวกเขาต่อมาอีกหลายเพลงหลายอัลบั้มจนไม่เหลือเค้าของวงร็อคที่เคยเป็นในสองอัลบั้มแรกอีกแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ถึงจะมีแฟนคลับคัดค้านไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ความสำเร็จที่พวกเขาได้รับเกินความคาดหมาย พวกเขาได้ข้ามทวีปไปขึ้นชาร์ตถึงอเมริกา และยังได้รับรางวัลแกรมมี่อวอร์ดอีกด้วย

  1. บ๊อบ ดีแลน (Bob Dylan)

ศิลปินระดับโลกเรียกได้ว่าเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ว่าได้ กับแนวดนตรีโฟล์กในช่วงยุค 60 จนได้รับฉายา “ราชาแห่งโฟล์ก” แต่แล้วในปีค.ศ.1965 นั้นประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้เนื่องจากเขาถูกแฟนเพลงโห่ไล่ลงจากเวทีคอนเสิร์ตทั้งที่เพิ่งเล่นไปได้แค่ 3 เพลง สาเหตุเพราะเขาทิ้งแนวดนตรีโฟล์ก ที่ใช้กีต้าร์โปร่งเป็นเครื่องดนตรีหลัก แล้วหยิบกีต้าร์ไฟฟ้าขึ้นเล่นพร้อมกับวงแบบฟูลแบนด์ ทำให้แฟนเพลงรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง แต่ผลสุดท้ายในเวลาต่อมาเขาก็ปรับเพลงของเขาสู่แนวร็อกแอนด์โรล นั่นกลับทำให้เขามีแฟนคลับมากขึ้นกว่าเดิม จนทุกวันนี้เขาได้กลายเป็นตำนานไปเรียบร้อยแล้ว

  1. แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

คงไม่มีใครไม่รู้คนคนนี้ ซึ่งโด่งดังมาจากเพลงรักเนื้อหาโดนใจที่แสนไพเราะอย่าง ความคิด จนไปถึงได้เป็นกรรมการในรายการประกวดร้องเพลงดัง แต่หารู้ไม่ว่า ก่อนหน้าที่เขาจะเป็นแบบทุกวันนี้ เขาคืออดีตมือกีต้าร์ของวงเมทัลสุดดิบอย่างวงกล้วยไทยมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าหน้ายิ้ม ๆ ที่ดูอ่อนโยนของเขาแบบที่เห็นกันนี้จะจับกีต้าร์ไฟฟ้าโยกหัวกับเพลงเมทัลออกมาเป็นแบบไหนกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีศิลปินอีกมากที่ปรับเปลี่ยนตัวเองหรือผลงาน บ้างก็ตามกระแส บ้างก็อยากทดลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง สำหรับผู้ฟังก็ชื่นชมหรือติเตียนไปตามรสนิยมของแต่ละคน ดนตรีมันเป็นศิลปะ ไม่มีใครถูกผิด ดีที่สุดสำหรับเราอาจแย่ที่สุดสำหรับเขาก็ได้

การถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง

คนเราสามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกถึงความสุข สนุกสนาน หรือความทุกข์เศร้าโศก ผ่านทางคำพูด สีหน้าแววตาหรือท่าทาง เพื่อให้ผู้อื่นรับรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไร เช่นเดียวกันกับบทเพลงที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของคนแต่ง ออกมาได้อย่างละมุนละไม นักแต่งเพลงจึงต้องทำผลงานเพลงให้ดี สามารถแสดงถึงความต้องการทางอารมณ์ ที่อยากสื่อสารให้ผู้ฟังได้รับรู้อย่างชัดเจน ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิง แต่ก็ต้องมีความจริงใจในเนื้อหาด้วย เพื่อที่ผู้ฟังจะได้รู้สึกว่า เพลงนี้สามารถสัมผัสถึงหัวใจของเขาได้อย่างแท้จริง

เราลองมาฟังผลงานเพลงกันแบบตั้งใจ และเก็บรายละเอียดของเนื้อเพลง เพื่อดูว่าผู้แต่งต้องการจะสื่ออะไรถึงคนฟังกันบ้าง

เริ่มกันที่เพลงแรก อารมณ์สีเทา (โปเตโต้) ที่มาในแนวเพลงเศร้าดนตรีจังหวะเบา ๆ กับอารมณ์เว้าวอนของคนคนหนึ่ง ที่มีต่อคนรักของเขา อารมณ์ของเพลงสามารถแสดงถึงความรู้สึกว่างเปล่าได้อย่างชัดเจน ปนด้วยความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนไปของใครอีกคน ซึ่งเป็นเพลงแทนความรู้สึกได้ดีสำหรับคนที่ผ่านเลิกรากับคนรัก โดยที่เรายังเป็นฝ่ายรักเขาอยู่ และหวังว่าจะได้คนรักกลับคืนมา ถือว่าเป็นเพลงถ่ายทอดความเศร้าออกมาได้ดีทีเดียว

มาต่อกันที่เพลงแนวแอบรักกันบ้างกับเพลง ไม่สนิท (นนท์ ธนนท์) ที่เป็นเรื่องราวของการแอบรักเพื่อนสนิท อารมณ์ของเพลงแสดงถึงความอึดอัดในการที่จะต้องเก็บความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายเอาไว้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสังคม เพราะบางกับการเก็บความรักไว้กับตัวเองอาจจะต่อความสัมพันธ์ของเรามากกว่าการบอกออกไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นความเจ็บปวดอีกรูปแบบหนึ่ง ฟังแล้วไม่ได้เศร้าจนถึงขั้นต้องหลั่งน้ำตา แต่ก็ดึงอารมณ์หน่วง ๆไปได้ทั้งวันเลยล่ะ

สุดท้ายกับแนวเพลงรักซึ้ง ๆ ที่มีการนำมาทำใหม่ในหลายเวอร์ชัน อย่างเพลง รักไม่ต้องการเวลา (เวอร์ชันหนูนา หนึ่งธิดา) ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่องกวนมึนโฮ ซึ่งเรื่องราวของบทเพลงเกี่ยวกับความรักที่มีความหมาย เกินกว่าจะหาเหตุผลมาบรรยาย ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อแม้ใด ๆ อารมณ์แบบรักบริสุทธิ์ นับว่าเป็นเพลงรักฟังสบาย ๆอีกเพลง ที่ใช้เป็นสื่อบอกความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจมากเลยล่ะ

ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงแนวไหนก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยความหมาย ที่ผู้แต่งนั้นกลั่นกรองออกมาอย่างดีเพื่อให้เราได้ฟังกัน ดังนั้นเวลาฟังเพลงควรฟังให้ลึกซึ้ง เพื่อที่จะได้สัมผัสกับสิ่งที่ผู้แต่งต้องการสื่อเราได้มากที่สุด และอาจจะได้ข้อคิดที่น่าสนใจไปเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในชีวิตได้อีกด้วยนะ

 

เพลงเพราะจากหนังดัง ฟังกี่ทีก็เรียกน้ำตา

เมื่อพูดถึงเพลงเพราะ ๆ ส่วนใหญ่เรามักจะนึกถึงเพลงที่ติดท็อปชาร์ตอันดับต้น ๆ เพราะถือว่าได้รับการการันตีโดยผู้ฟังส่วนมากแล้วว่าเพลงนี้ไพเราะจับใจ แต่ก็ยังมีผลงานเพลงอีกส่วนหนึ่งที่สามารถสื่ออารมณ์และความหมายออกมาได้ดีมากๆอย่างเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งบางเพลงก็ได้รับกระแสตอบรับดีจนศิลปินและผู้แต่งนั้นโด่งดังเลยทีเดียว วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักว่าบทเพลงเหล่านี้กัน

ลอสสตาร์ (Lost Stars -Adam Levine) เพลงประกอบภาพยนตร์แนวมิวสิกเคิลโรแมนติกปนดราม่า ชีวิตที่ลึกซึ้งกินใจ เรื่อง บีกินอะเกน เนื้อหาของเพลงเรื่องราวของความรักและการตามหาความหมายในชีวิต เพลงเริ่มบรรเลงด้วยความต้องให้คนมองเห็นตัวตนของเราจากเนื้อข้างใน ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันจะเป็น และพูดถึงการกล้าที่จะทำในบางสิ่งด้วยความคิดในแง่บวกที่ว่า มันจะต้องมีสิ่งดี ๆ รออยู่ อารมณ์ของเพลงสื่อสารออกมาให้คนฟังสัมผัสได้ทั้งความสุข และความเจ็บปวดเบาๆ ถือว่าเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว

My heart will go on (Celine Dion) เพลงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นตำนานของความรัก กับโศกนาฏกรรมบนท้องทะเลอย่างภาพยนตร์เรื่อง ไทเทนิก  ที่เข้าฉายในปีพ.ศ.2540 อีกทั้งยังได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากในฐานะที่เป็นเพลงที่มีนักร้องหญิงร้องนำ และสามารถขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งได้ในหลายประเทศ โดยที่มีการบันทึกเสียงที่ปราศจากดนตรีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จที่น่าภูมิใจจริง ๆ ในส่วนของเนื้อเพลงนั้นเป็นการพรรณนาถึงความรักที่ดูหนักแน่นและลึกซึ้ง เปรียบได้กับความรักนิรันดร์ที่ไม่มีวันสูญสลายไป เป็นบทเพลงที่ควรค่าแก่การเป็นตำนานมากจริง ๆ

See you Again (Wiz Khalid ft. Charlie Put) เพลงแนวฮิปฮอปของแร็พเปอร์ชาวอเมริกัน ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์สายรถแข่งอย่าง ฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส เร็วแรงทะลุนรกเจ็ด เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น นั่นคือการจากไปของนักแสดงหนุ่มมากความสามารถอย่าง พอล วอคเกอร์ ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเนื้อเพลงสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของการจากลาได้อย่างสวยงามและน่าประทับใจเป็นอย่างมาก จนเพลงนี้ได้ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ตของบิลบอร์ดนานถึง 12 สัปดาห์ และมียอดวิวในยูทูปสูงที่สุดในประวัติกาลของเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งในปัจจุบันมียอดวิวเกือบถึงสี่พันล้านวิวเรียบร้อยแล้ว

เพลงประกอบนั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญของภาพยนตร์เลยทีเดียว เพราะบทเพลงสามารถขับเคลื่อนทิศทางอารมณ์ของภาพยนตร์ให้ไหลลื่นไปได้ โดยที่คนดูนั้นจะไม่รู้สึกสะดุด และอินไปกับเรื่องราวที่ได้รับชม และยังมีเพลงประกอบภาพยนตร์อีกหลายเพลง ที่มีความหมายที่ดี ลองไปหาฟังกันดูนะ

 

แร็พเปอร์คืออะไร พูดเร็ว ๆ หรือพูดไม่หายใจใช่หรือเปล่า

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้วงการเพลงแร็พของเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่กระแสซบเซาไปพักใหญ่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เห็นแร็พเปอร์หน้าใหม่ จากรายการโชว์หลายรายการที่กำลังออนแอร์อยู่ในขณะนี้ มาฟาดฟันกันด้วยความคิดสร้างสรรค์ ได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ที่มาประชันความสามารถกันอย่างดุเดือดแบบไม่มีใครยอมใคร แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าแร็พคืออะไร เป็นหนึ่งในแนวเพลงด้วยหรือ ซึ่งวันนี้เราจะมาอธิบายกันแบบคร่าว ๆ จะได้ไม่เอาท์จากกระแสกันนะ

แร็พเปอร์คือชื่อเรียกกลุ่มศิลปิน ที่ร้องเพลงในลักษณะของการแต่งคำกลอนให้คล้องจองกัน ร่วมกับจังหวะดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งเป็นสำเนียงคำพูดเลย และแบบที่ใส่เมโลดี้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และเทคนิคของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเล่นกับจังหวะ หยิบยกเอาสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมาแสดงความคิดเห็น  ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการแร็พเพื่อโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น การแร็พโจมตีการเมือง ระบบการศึกษา หรือระบบการบริหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะออกแนวเสียดสี ประชดประชัน เป็นต้น หรือบางส่วนก็มักจะถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เคยทำ เรื่องราวของครอบครัว หรือแม้แต่ประสบการณ์ความรัก เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้นจะถูกเรียบเรียงเป็นถ้อยคำที่สอดคล้องกัน ฟังแล้วลื่นหู แต่อารมณ์กระชากใจ

ศิลปินอันเดอร์กราวน์ คือสิ่งที่เราได้ยินกันบ่อยมากสำหรับวงการนี้ เรียกง่าย ๆ ก็คือศิลปินใต้ดิน ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนผิดกฎหมายหรือมีเรื่องราวอะไรที่ไม่น่ายอมรับ แต่อาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ออกสื่อมากมาย ผลงานอาจจะมีคำพูดที่รุนแรงเกินเรตที่สื่อตั้งเกณฑ์ไว้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผลงานของพวกเขาไม่ดี เพราะเพลงส่วนใหญ่ของศิลปินเหล่านี้ เรียกได้ว่ามีคุณภาพและสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันวงการเพลงแร็พได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น และศิลปินเองก็มีทั้งชายและหญิง วัดกันจากฝีมือไม่ใช่ที่เพศ ซึ่งถือว่าเป็นอีกแนวเพลงหนึ่งในวงการเพลงที่น่าจับตามองว่าจะก้าวไปในทิศทางใด แถมยังมีคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอีกด้วยเช่น เอเคเอ หรือฉายาที่ใช้เรียกแทนตัวเองของเหล่าแร็พเปอร์, โฟลว์ คือการแร็พได้ไหลลื่น ฟังแล้วไม่รู้สึกสะดุด มีจังหวะที่ดีในการแร็พ เป็นต้น

ยังคงมีหลายคนที่มองการแร็พและแร็พเปอร์ไปในทางลบ ซึ่งนั้นเป็นความคิดที่ล้าสมัยไปแล้ว ทุกวันนี้เราจะวัดคนจากไลฟ์สไตล์หรือแนวเพลงที่เขาชอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นลองเปิดใจฟังบทเพลงใหม่ๆดูบ้าง แล้วคุณจะค้นพบว่าโลกนี้ยังมีสิ่งหน้าสนใจอีกมากมายเลยล่ะ

 

ภาษาอังกฤษพิชิตได้ด้วยการฟังเพลง

สมัยนี้ใคร ๆ ก็อยากสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างฉะฉาน แต่คนส่วนใหญ่ชอบมีอาการเขินอายเวลาที่ต้องสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ หรือหนักไปกว่านั้นคือไม่เข้าใจในคำศัพท์ภาษาอังกฤษเลยแม่แต่คำเดียว วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณคุณเคยกับภากลางของโลกได้อย่างรวดเร็ว แหล่งความรู้ส่วนใหญ่มักจะบอกว่าให้ฟังเพลง แล้วดูเนื้อไปด้วย พยายามแกะเนื้อให้ออก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านภาษาเลยไม่มีทางทำได้แน่นอน ดังนั้นเราควรเริ่มจากส่วนที่ง่ายที่สุดก่อน  นั่นคือ การเลือกเพลงที่เพราะ และมีคำศัพท์เดี่ยวง่าย ๆ อยู่ในเนื้อเพลงเยอะพอสมควร ถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มจากเพลงอะไร เราขอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเพลงเหล่านี้

Christina Perri – A Thousand Years เพลงนี้หลายคนน่าจะเคยคุ้นหูกันมาบ้าง เพราะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง ทไวไลท์ ในส่วนของเนื้อหาเพลงนี้เป็นเรื่องราวความรักที่โรแมนติก ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเลือกมาฝึกสกิลภาษา เริ่มจากการเปิดเนื้อเพลง และดูความหมายของแต่ละคำศัพท์ ให้พอผ่านตาซักเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มฟังเพลงพร้อมกับอ่านเนื้อร้องไปด้วย เนื่องจากเพลงนี้มีคำศัพท์พื้นฐานเยอะมาก และจังหวะของคำก็ชัดเจนทำให้คุณสามารถจับสำเนียงและการออกเสียงได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

Charlie Puth – One Call Away หลังจากที่คุณเริ่มจับใจความได้บ้างแล้ว เพลงนี้จะช่วยให้คุณรู้จักคำศัพท์เพิ่มมากขึ้น และยังมีประโยคภาษาอังกฤษที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันเยอะมาก ซึ่งถ้าคุณแยกออกมาทีละท่อน ก็จะสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเพลงนี้ก็จะพูดถึงความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นมุมมองของชายหนุ่มที่พร้อมจะทำเพื่อคนที่เขารัก ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่น่ารัก และเหมาะกับการใช้ฝึกทักษะทางด้านการฟังมากทีเดียว หรือใครที่ไม่ชอบเพลงแนวนี้ก็สามารถเป็นแนวอื่นที่มีจังหวะใกล้เคียงกัน จังหวะที่พูดถึงในที่นี้นั้นหมายถึง จังหวะของการใส่คำศัพท์ลงในแต่ละประโยค คนที่ทักษะทางด้านการฟังยังไม่แข็งแรง ไม่ควรเลือกเพลงที่มีการรัวคำศัพท์เยอะมากจนเกินไป เพราะนอกจากจะฟังไม่รู้เรื่องแล้ว ยังทำให้เราจับใจความอะไรไม่ได้อีกด้วย

และบทเพลงสุดท้ายที่เราอยากจะแนะนำในวันนี้นั่นก็คือ Ed Sheeran – Photograph เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมสูงมาก ๆ เพราะทำนองเพลงเพราะเสนาะหู เนื้อหาก็กินใจ แถมร้องตามได้ง่ายอีกด้วย เมื่อคุณเริ่มคุ้นชินกับคำศัพท์มากขึ้นแล้ว ก็ค่อยเลื่อนไปฟังเพลงที่มีระดับความเร็ว และความถี่ในการใส่คำมากขึ้น หรืออาจจะเปลี่ยนไปดูภาพยนตร์แบบเสียงซาวน์แทร็ก ก็ช่วยได้เยอะมากทีเดียว

เชื่อว่าหลายคนคงจะพอจับทางได้บ้างแล้ว ว่าควรจะเริ่มฝึกจากตรงไหน ขอแค่มีความพยายามและความเสมอต้นเสมอปลายที่จะฝึกฝน เลือกเพลงได้เหมาะสมกับทักษะของตัวเอง ไม่นานคุณก็จะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างแน่นอน

 

รวมบทเพลงเพราะ ส่งเสริมการสร้างแรงบันดาลใจ

ในชีวิตประจำวันของเราต้องทำงานร่วมกับผู้คนมากมาย ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งเจอปัญหาเยอะ หรือตอนนี้ใครบางคนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ ที่ดูเหมือนจะไม่มีทางแก้ได้เอาเสียเลย และเรื่องราวต่าง ๆ ก็คอยแต่จะกัดกินกำลังใจของเราไปทีละเล็กทีละน้อย แต่เชื่อเถอะนะว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้แน่นอน ดังนั้นก่อนที่จะท้อจนหมดเรี่ยวแรงที่จะสู้ต่อไป เราจะขอพาคุณไปรู้จักกับผลงานเพลงเพราะ ๆ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ฮึกเหิม และมีพลังกลับมาต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ อีกครั้ง

ก้อนหินก้อนนั้น (โรส ศิรินทิพย์) เป็นบทเพลงช้า ๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบความทุกข์ใจ หรือเรื่องร้าย ๆ กับก้อนหิน ในตอนที่คุณกำลังเจอกับปัญหา ก็เหมือนว่าคุณกำลังถือหินก้อนนั้นอยู่ในมือ ถ้าหากคุณบีบหินแรง มือของคุณจะเจ็บปวดและเป็นแผล ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องราวร้าย ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ถ้าคุณยึดติดมันไว้ ไม่ปล่อยให้มันผ่านไปตามกาลเวลา คุณก็จะต้องรู้สึกเจ็บช้ำกับเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำเหล่า ซึ่งเพลงนี้บอกเล่าเรื่องราวออกมาได้ลึกซึ้ง และเข้าใจง่ายมาก ๆ

ลีฟ แอนด์ เลิร์น (Live and Learn ของ คุณบอย โกสิยพงษ์) เรียกได้ว่าเป็นบทเพลงสร้างแรงบันดาลใจที่ช่วยฉุดใครหลาย ๆ คน ขึ้นมาจากเหวแห่งความทุกข์เลยทีเดียว เพราะเรื่องราวของเนื้อเพลงเล่าไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา ชีวิตที่เรื่องราวปัญหาต่าง ๆ มักจะผ่านเข้ามาแบบไม่มีใครรู้ตัว เพลงจึงเลือกที่จะให้เรายอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแทนที่จะจมอยู่กับเรื่องร้าย ๆ หรือความผิดหวัง ฟังแล้วรู้สึกมีแรงฮึดที่จะสู้ต่อไปมากจริง ๆ

ชีวิตเป็นของเรา (บอดี้แสลม) เพลงปลุกพลังใจของคนรุ่นใหม่ เหมาะสำหรับคนที่กำลังตัดใจเรื่องสำคัญต่าง ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่กำลังจะเลือกคณะที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หรือคนที่กำลังลังเลที่จะเลือกระหว่างการทำงาน กับการเดินทางตามล่าความฝัน ซึ่งเนื้อหาในเพลงนี้ให้แนวทางความคิดที่ว่า ทางที่เราเลือกนั้นจะดีที่สุดสำหรับเราอย่างแน่นอน นั่นคือเราไม่จำเป็นต้องสนว่าใครจะคิดยังไงกับการตัดสินใจของเรา เพราะคนเราเกิดมามีแค่ชีวิตเดียว ดังนั้นก็ควรทำสิ่งที่อยากทำ แล้วมุ่งมั่นให้ถึงที่สุด ส่วนผลรับจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ถ้าเราเต็มที่ที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจอีกแน่นอน

ใครที่กำลังเจอพายุอุปสรรคพัดโหมกระหน่ำอยู่ในตอนนี้ ก็อย่าเพิ่งคิดทำอะไรที่ทำร้ายตัวเอง หาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ ลองเลือกฟังเพลงที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจเหล่านี้ แล้วออกไปสู้ต่อนะ

 

เมื่อคนเราสร้างความทรงจำไปพร้อมกับเสียงเพลงได้

“ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความทรงจำจะยังคงชัดเจนเสมอ” เป็นประโยคที่เป็นความจริงอย่างที่สุด เพราะคนเรามักจะจดจำสถานที่ที่เคยไป หรือกิจกรรมที่เคยทำได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม ยิ่งถ้าในตอนนั้นมีเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ สมองก็จะยิ่งจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น  และยิ่งไปกว่านั้นถ้าเกิดสถานที่หรือกิจกรรมนั้นมีเสียงเพลงรวมอยู่ด้วย เราก็จะสามารถจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ราวกับว่าได้กลับไปอยู่ในช่วงเวลานั้นอีกครั้งเลยล่ะ

เรามาสร้างความทรงจำดี ๆ ด้วยบทเพลงกันเถอะ ทำได้ง่าย ๆ เลยเช่น เปิดเพลงที่ชอบ และฟังอย่างตั้งใจ พร้อมปล่อยอารมณ์ไปตามเพลง ในขณะที่เรากำลังขับรถเล่นรับลม สมองเราก็จะปลอดโปร่ง อะดรีนาลินแห่งความสุขก็หลั่งไหล เมื่อกลับมาใช้ชีวิตปกติ แล้วลองมาหลับตาฟังเพลงนั้นอีกครั้ง เราก็จะรู้สึกได้ถึงการหลั่งไหลของสารแห่งความสุขที่เราเคยได้รับ เมื่อครั้งที่ทำกิจกรรมนั้น เพราะสมองของเราได้จดจำทำนองของดนตรี และอารมณ์ความรู้สึกของเราตอนที่ฟังเพลงนั้นอย่างตั้งใจเอาไว้ หรือจะเป็นการไปเที่ยวกับครอบครัว คนสำคัญ เพื่อนพี่น้อง ก็ลองเปิดเพลงจังหวะสบาย ๆ ความหมายดี ๆ คลอไปด้วย เมื่อวันหนึ่งเราได้กลับมาฟังอีกครั้ง ภาพวันวานแห่งความสุขก็จะย้อนกลับมาฉายอีกครั้งเช่นกัน

แต่อีกแง่หนึ่งก็กลายเป็นเรื่องน่าเศร้าใจ ที่เรามักได้ยินว่า คนอกหักยิ่งฟังเพลงเศร้าก็จะยิ่งรู้สึกเศร้าโศกมากกว่าคนปกติอีกร้อยเท่า ที่จริงแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดีตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ แต่เป็นเพราะคนที่กำลังอักหักมีอารมณ์ร่วมกับบทเพลงมาก อาจจะเคยเจอสถานการณ์เดียวกันกับเนื้อร้องในเพลง จึงทำให้สมองตอบสนองความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อเนื้อเพลงได้อย่างชัดเจน ซึ่งก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของนักแต่งเพลงเลยทีเดียว แต่แนะนำว่าถ้าคุณกำลังอกหักหรือเสียใจอยู่นั้น อย่าพยายามฟังเพลงเศร้าเพื่อตอกย้ำตัวเอง เพราะจะทำให้คุณไม่สามารถออกจากห้วงอารมณ์นั้นได้ ให้เปลี่ยนมาฟังเพลงแนวให้กำลังใจตัวเองแทน เพราะช่วงนี้เวลานี้ สมองจะจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ในแง่บวกมากขึ้น ซึ่งนั่นก็จะเป็นผลดีกับสภาพจิตใจของคุณเอง

ถ้าหากคุณกำลังจะไปในที่ที่สำคัญ หรือกำลังจะทำในสิ่งที่มีผลต่อสภาพจิตใจของคุณมาก ๆ นั้น ลองเก็บช่วงเวลานั้นมาเป็นความทรงจำให้ตัวเองด้วยการฟังเพลงไปด้วยนะ เพราะเมื่อคุณมีโอกาสกลับมาฟังเพลงนั้นอีกครั้ง รับรองว่าคุณจะได้ทั้งความรู้สึกที่แปลกใหม่ อีกทั้งยังได้ทบทวนเรื่องราวที่สำคัญนั้น แล้วนำมาแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย

 

อยากเปลี่ยนอารมณ์เพลง ทำได้ง่าย ๆ แค่เปลี่ยนเครื่องดนตรี

บางครั้งฟังเพลงที่ชอบแล้วรู้สึกเบื่อบ้างไหม จากที่เคยชอบฟังซ้ำ ๆ วนไปมาวันละไม่ต่ำกว่าสิบรอบ แต่วันนี้กลับไม่อยากฟังแล้ว ทั้งที่ยังรู้สึกว่าผลงานเพลงชิ้นนั้น ยังเป็นเพลงที่ชอบมากที่สุดอยู่ วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักเครื่องดนตรีที่เป็นที่นิยม และมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วเราลองมาเปลี่ยนเพลงโปรดให้น่าฟัง และแปลกใหม่กว่าเดิมด้วยกันเถอะ

เปียโน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับการยอมรับว่า มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และไพเราะมากที่สุดในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งปวง เปียเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยศตวรรษที่ 20 ตอนต้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเนื้อเสียงที่กังวาน นุ่มลึก เป็นเครื่องดนตรีที่สามารถสร้างผลงานเพลงได้โดยไม่ต้องใช่เครื่องดนตรีชนิดอื่นมาประกอบด้วย เริ่มแรกนั้นโน้ตของเปียโนจะมีความใส ไม่สามารถเล่นหนักหน่วงได้แบบในปัจจุบัน เพราะเส้นเสียงเปราะบางเหลือเกิน รูปทรงของเปียโนเป็นการตั้งฉากกับพื้นและมีขนาดใหญ่มาก แต่เพราะมันมีขนาดใหญ่มากเกินไปจึงดูอันตราย และไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย อีกทั้งวัสดุที่ใช้ยังมีราคาสูง ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาให้มีรูปแบบที่เหมาะสม และจัดทำด้วยวัสดุที่มีความคงทนมากยิ่งขึ้น สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงหวาน ๆ หรือเพลงที่ลึกซึ้งกินใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนเสียงดนตรีเป็นเปียโนบ้าง ก็น่าจะได้อารมณ์ที่แปลกใหม่ หรืออาจจะเพราะกว่าเดิมก็ได้นะ

กีตาร์ เครื่องดนตรีชนิดนี้ไม่ต้องบอกก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าเป็นที่นิยมมากขนาดไหน ใช้ทั้งการบรรเลงเดี่ยวและการเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น นับว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่มาก ๆ อีกทั้งยังมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมากกว่าห้าศตวรรษ ในความเป็นจริงกีตาร์นั้นมีหลายประเภท แต่ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ กีตาร์คลาสสิก ปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีกลุ่มคนมากมายที่นำบทเพลงของศิลปินมาร้องโคฟเวอร์ และเล่นกีตาร์ประกอบ ด้วยความที่เนื้อเสียงของเครื่องดนตรีชนิดนี้มีความนุ่มนวล มีลูกเล่นที่หลากหลาย เมื่อนำมาทำเพลงจึงให้ความรู้สึกที่น่าประทับใจ การทำเพลงด้วยการใช้กีตาร์เพียงชิ้นเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องอยาก อีกทั้งในตอนนี้ยังมีผู้รู้มากมายที่นำความรู้มาเผยแพร่ให้เราได้ศึกษากัน ใครที่อยากฟังเพลงโปรดในแนวใหม่ ลองเลือกมาเป็นเสียงกีตาร์ดูนะ รับรองว่าออกมาเพราะทุกเพลงแน่นอน

จริง ๆ แล้วเครื่องดนตรีบนโลกนี้มีหลายชนิดมาก ที่ยกตัวอย่างมาในวันนี้เป็นเพียงเครื่องดนตรีที่คนนิยมเล่นกัน ถ้าหากใครที่อยากฟังเพลงที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ก็สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องดนตรีชนิดอื่นบรรเลงได้ตามใจชอบ เพื่อสร้างสีสันและอารมณ์ของเพลงโปรดให้น่าค้นหามากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดไหน เพลงที่เราชอบ ก็ยังคงไพเราะเสมอ