เพลงรักจากละครฮิตแดนกิมจิ ฟังครั้งแรกไม่เคยถูกใจ แต่ดูซีรีส์เข้าไปเคลิ้มทันที

คงไม่มีใครที่ไม่เคยดูซีรีส์เกาหลีชนิดหามรุ่งหามค่ำ เพราะเนื้อเรื่องที่เข้มข้นดูแล้วไม่สามารถหยุดได้ มอมเมาเราให้โงหัวไม่ขึ้นด้วยการส่งพระเอกหล่อ ๆ มาอยู่หน้าจอให้ใจละลาย ตบท้ายด้วยเพลงเพราะ ๆ ที่ฟังครั้งแรกก็เฉย ๆ อยู่หรอก แต่โดนกล่อมไปทั้งเรื่องจู่ ๆ มันมีเสน่ห์ขึ้นมาซะงั้น ถ้าสามองค์ประกอบนี้ไม่ครบคงเรียกไม่ได้ว่าเป็น “ซีรีส์แห่งแดนกิมจิ”  แน่นอน

สไตล์เพลงช้ำ ๆ ในพล็อตละครซ้ำ ๆ แต่ฟังแล้วมันเข้าที

ส่วนใหญ่เพลงประกอบละครเกาหลีจะแบ่งออกเป็น 3 โซน คือโซนที่บ่งบอกถึงความสุขของคู่พระ-นาง โซนที่บ่งบอกว่าพระ-นางกำลังเจ็บปวด และโซนที่พระ-นางกำลังคิดถึงกัน โดยทั้ง 3 โซน 3 แบบนั้นจะมีสไตล์การออกแบบทำนองและบีทในเนื้อเพลงที่ค่อนข้างคล้าย ๆ กันแทบทุกเรื่อง ถ้าเป็นเพลงเศร้าก็จะเน้นใส่เสียงเปียโนเข้ามาหนักหน่อย แต่ถ้าเป็นเพลงรักก็จะเน้นใส่ Pop เข้ามา และถ้าหากเป็นโซนซึ้ง ๆ ก็จะเน้นเสียงร้อง ซึ่งทั้งหมดนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของเพลงประกอบซีรีส์แห่งแดนกิมจิ ที่แม้เราจะพอจับทางได้ แต่เริ่มฟังทีไรแล้วหยุดยากทุกที

เพลงประกอบซีรีส์ที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องนั้น

มีเพลงประกอบมากมายที่ทำให้ใครหลายคนจดจำละครเรื่องนั้นได้ในทันทีเพียงแค่ได้ยินดนตรีขึ้น ซึ่งถือเป็นการตลาดที่แฝงทั้งการโฆษณาและจุดขายไว้ในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง..

“Beautiful” จากละครเรื่อง “Goblin” ถือเป็นหนึ่งเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น เพราะเปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้ใครหลายคนสงสัยว่าเพลงนี้ประกอบเรื่องอะไรกันแน่ และต้องจบลงด้วยการตามไปดูซีรีส์เรื่องนี้เข้าจนได้ โดยเรื่องนี้ยังมีเพลงประกอบที่เพราะ ๆ อีกหลายเพลงอย่าง “Stay with me”  “My eyes” และ “You are so beautiful”

“My destiny” หนึ่งเพลงโชว์พลังเสียงจาก “Lyn” ที่ทำให้เธอได้กลับขึ้นมาโบยบินในชาร์จเพลงของเกาหลีหลายชาร์จด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Melon หรือ Mnet ซึ่งเพลงนี้ก็กลายเป็นหนึ่งเพลงมาสคอตประจำซีรีส์เกาหลีเรื่องดังอย่าง “Who you came from the star” นั่นเอง

“Everytime” เพลงประกอบละครสุดฮอตที่เราคงรู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อเรื่อง “Descendent of the sun” ผลงานการแสดงจากนางเอกหน้าสวย ซองฮเยเคียว ที่ประกอบคู่กับ ซองจุงกิ ที่ทำให้ละครเรื่องนี้ได้รับกระแสความนิยมไปอย่างท่วมท้น ประกอบกับเพลงเพราะ ๆ ที่ใส่ในทุกฉากอย่างมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง “Say it” และ “This love”

เชื่อว่าใครหลายคนคงจะมีเพลงประกอบละครเกาหลีในดวงใจอีกหลายเพลง และที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ก็เป็นเพียงบางส่วนที่คอละครชื่นชอบเท่านั้น เพราะนี่คือเสน่ห์อันร้ายกาจของเพลงจากแดนกิมจิ ที่เราไม่ควรมองข้ามเลยจริง ๆ

“Frank Sinatra” บทเพลงนิรันดร์ที่ฟังกี่ครั้งก็ยังกินใจ

“Frank Sinatra” เจ้าพ่อเพลงป็อบยุค 40s ที่ครองหัวใจใครหลาย ๆ คน และเชื่อว่าแม้จนปัจจุบันนี้เพลงของเขาก็ยังเข้าไปยึดครองพื้นที่หัวใจใครหลายคนโดยอยู่เสมอ ด้วยเพลงเพราะอมตะนิรันดร์กาลหลายเพลงที่ในปัจจุบันยังมีภาพยนตร์และละครหลายเรื่องนำมาใช้ประกอบอยู่เสมอ ด้วยความหมายที่น่ารัก ทำนองที่ฟังง่าย และความมีเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากยุคไหน ๆ จนใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้

“I Love You Baby” เพลงที่แค่ได้ยินแค่ชื่อเราก็พร้อมจะร้องว่า “อ๋อ” เพราะถือเป็นเพลงฮิตติดหูที่สุดเท่าที่เราเคยรู้จักกันมา และด้วยเพลงนี้เองที่ทำให้ใครหลายคนรู้จัก Frank Sinatra ด้วยเจ้าของเพลงทะเล้นเพลงนี้ โดยเพลง “I Love You Baby” นอกจากจะเป็นเพลงประกอบอัลบั้ม Motel Music แล้วก็ยังถูกใช้ประกอบในหนังเรื่อง “10 Things I Hate About You” อีกด้วย และยังมีใช้ประกอบประปรายในอีกหนังหลายเรื่องเลยก็ว่าได้ 

“L-O-V-E” เป็นอีกหนึ่งเพลงประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง “Parent Trap” นำแสดงโดยนักร้องสาว Lindsy Lohan ออกฉายเมื่อปีค.ศ. 1995 แต่เพลง “L-O-V-E” ในเวอร์ชั่นนี้ไม่ได้ขับร้องจาก Frank Sinatra แต่เป็นเวอร์ชั่นของ Nat King Cole เจ้าพ่อเพลงคลาสสิคอีกคนที่ร้องได้เพราะไม่แพ้กัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี บทเพลง “L-O-V-E” ก็มีเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายคนลืมไม่ลง ด้วยการอธิบายท่อนสั้น ๆ ของคำว่า LOVE ออกมาง่าย ๆ อย่าง “L is for the way you look at me, O is for the only one I see, V is very very extraordinary, E is even more than anyone that you adore” ฟังแล้วหวานจับใจ เหมาะจะเป็นเพลงอธิบายความหมายว่า รัก จริง ๆ

“Just The Way You Look Tonight” เพลงเพราะจังหวะนุ่ม ๆ ที่หลายคนอาจจะเคยฟังผ่านหู ในขณะที่ใครหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน ถูกนำไปประกอบภาพยนตร์รักโรแมนติกชื่อดังอย่าง “My Best Friend’s Wedding” ที่มีสาวจ้าวเสน่ห์อย่าง Julia Robert นำแสดง และอีกเรื่องนึงคือ “Father of the Bride” ที่ถูกขับร้องโดย Steve Tyrell และยังประกอบอยู่ในอัลบั้มชื่อ I’ll Take Romantic ของเขาอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่ไม่ว่าใครได้ยินต่างก็ต้องตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรก ด้วยความโรแมนติกและเสน่ห์ในเนื้อเพลงที่ไว้ใช้แทนความหมายดี ๆ ที่คนรักมีให้กันตามชื่อเพลง

นอกเหนือจากนี้บทเพลงอีกมากมายจาก “Frank Sinatra” แม้จะไม่ได้นำมาประกอบภาพยนตร์แต่ก็ยังคงความไพเราะเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลงดังอย่าง “Fly me to the Moon”  “Love You for Sentimental” หรือ “You make me feel so young”  ที่ทำให้ Frank Sinatra เป็นเจ้าพ่อเพลง Pop ในยุคเก่าอย่างแท้จริง และยังคงเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าบทเพลงอันเต็มไปด้วยความหมายและความอบอุ่นของผู้ชายคนนี้จะทำให้คนจากทุกยุค ทุกสมัยหลงรักเขาได้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

บทเพลงหลากสไตล์จากนักร้องผิวสีในภาพยนตร์เรื่อง “Black Panther”

“Black Panther” ภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์อันน่าจดจำให้กับจักรวาล Marvel และสร้างความทรงจำอันแสนตื่นเต้นให้กับแฟน MCU ทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยฝีมือการแสดงที่เรียกได้ว่าชกคนดูจนอยู่หมัด ประกอบกับเรื่องเล่าที่ดึงหัวใจให้หล่นวูบเป็นพัก ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเหล่าแฟนคลับของ “ฝ่าบาท” ที่รวมตัวกันอยู่ตรงนี้ ยังมีเรื่องอีกมากที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับเพลงเพราะ ๆ ของเรื่อง “Black Panther”

ทราบหรือไม่ว่าภาพยนตร์เรื่อง “Black Panther” ได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเชียวล่ะ ต้องยกความดีความชอบนี้ให้กับหลากเพลง หลากอารมณ์ที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์ Marvel เรื่องนี้ ที่ใครได้ฟังแล้วก็ต้องติดหูแน่นอน ถึงกับขนาดจำท่อนร้องออกมาเสิร์ชหากันนอกโรงเลยทีเดียว

เริ่มต้นกันด้วยบทเพลงแรกอย่าง “Pray for me” ที่พอเป็นกระแสปลุกความมันส์ให้หนังเรื่องนี้ในช่วงต้น เพราะเป็นตอนที่พระเอกของเราออกโรงบู้เป็นฉากแรกนั่นเอง โดยเพลงนี้ร้องโดยนักร้องหนุ่มผิวสีมากผลงานอย่าง “The weeked” ที่มีผลงานเพลงดัง ๆ หลายเพลงไม่ว่าจะ “Can’t feel my face” “Star Boy” และเพลงอื่น ๆ อีกมากมาย ในครั้งแรกที่ได้ฟังหลายคนจึงสามารถเชื่อมั่นได้ในทันทีเลยว่า เพลง “Pray for me” จากนักร้องหนุ่มคนนี้จะทำให้ใครหลายคนจดจำเรื่อง “Black Panther” ได้เป็นอย่างดีแน่นอน

ต่อกันด้วยเพลงแร็ปที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเพลง “Respect my throne” ผลงานการร้องจาก “Carliber Beat” ซึ่งโผล่มาในฉากที่ตัวร้ายสามารถยึดบัลลังก์จากพระเอกมาได้ เรียกได้ว่าเป็นเพลงเอกลักษณ์ที่ใครได้ยินแค่ดนตรีขึ้นต้นก็ต้องติดหู เพราะมีบีทที่เฉพาะตัว แถมความหมายของชื่อเพลงและตัวเพลงก็ยังคมคาย เป็นการบอกให้ไม่ว่าใครก็ตามต้องก้มหัวให้กับบัลลังก์ของตน หนึ่งผลงานแร็ปที่ถ้าหากใครชอบฟังแร็ปก็ต้องชอบเพลงนี้ ขอเอาหัวเป็นประกันเลย

ปิดท้ายกันด้วยเพลงโปรดของใครหลายคนเพราะขึ้นตอน End Credit ของเรื่องพอดี นั่นก็คือเพลง “All the stars” ร้องโดย Kendrick Lamar, SZA ที่เป็นได้ทั้งเพลง Pop และแร็ปในเวลาเดียวกัน ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวมาก ๆ ยิ่งขึ้นตอน End Credit ทำให้ใครหลายคนไม่อยากลุกเนื่องจากเพลงนี้เพราะจนอยากจะฟังต่อให้จบนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเพลงนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมคือการให้นักร้องผิวสีมาร้อง แถมยังใส่ความดิบเถื่อนโดยการแร็ปที่มีท่อนพูดสบถลงไป เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวผิวดำที่ทั้งเท่ห์และมีสไตล์จริง ๆ

เรียกได้ว่าเพลงประกอบ “Black Panther” กุมหัวใจใครหลายคนไว้ได้อย่างอยู่หมัด เพราะคงไว้ซึ่งสไตล์ทั้งคนเล่น คนร้องไม่ฉีกออกจากเรื่องเลย แถมยังเห็นเอกลักษณ์แบบคนผิวสีอย่างชัดเจน ที่สำคัญนี่ถือเป็นก้าวใหญ่ของการให้เกียรติชนชาวผิวสีได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ทีนี้ก็ไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมเรื่อง “Black Panther” จึงได้ออสการ์ในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ของเขาดีจริง

“มหันตภัยทางทะเล” เพลงสำหรับธรรมชาติ

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับมหันตภัยทางทะเลนั้นมีมากมายหลายเรื่อง เช่น “Titanic” นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ และ เคต วินสเลต กำกับภาพยนตร์ เจมส์ คาเมรอน และเคยเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์อันดับที่ 1 มานานถึง 12 ปี นอกจากหนังจะดัง เพลงประกอบภาพยนตร์ยังช่วยสร้างชื่อเสียงของนักร้องสาว “Celine Dion” ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เรียกได้ว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเพลงนี้ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ขออธิบายให้มากความเนื่องจากเป็นที่รู้จักกันวงกว้างอยู่แล้ว

          สำหรับภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับมหันตภัยทางทะเลอีกเรื่องหนึ่งที่อยากนำเสนอ ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง “Poseidon” ชื่อในภาษาไทยว่า “โพไซดอน มหาวิบัติเรือยักษ์” เรื่องราวเกี่ยวกับการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่บนเรือสำราญสุดหรูที่ชื่อว่า “Poseidon” ทุกอย่างบนเรือเริ่มต้นด้วยความสนุกสนานแต่แล้วต้องยุติเนื่องมาจากมีคลื่นลูกใหญ่พัดมาจนทำให้เรือนั้นพลิกคว่ำกลางทะเล ความโกลาหลจึงเกิดขึ้น การดิ้นรนเอาตัวรอดเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้รอดพ้นจากมหันตภัยครั้งนี้ได้

          เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า “Won’t let you fall” ร้องโดย Fergie สมาชิกของวง “The Black Eyed Peas” ไม่บ่อยครั้งนักที่จะเห็นนักร้องสาวร้องเพลงที่โชว์พลังเสียงแบบนี้ นอกจากนี้ในภาพยนตร์เรื่องนี้เธอยังแสดงเป็นนักร้องบนเรือสำราญด้วยเช่นกัน เพลงนี้กล่าวถึงความรักที่ไม่อยากแยกจากกัน ไปไหนไปด้วยกัน แม้ต้องเดินทางบนเรือที่ฝ่าพายุก็ตาม เพลงนี้เล่นคำว่า “fall” ให้อุปมากับเรือ กับความรักที่ไม่อยากให้จมหายไป เหมือนกับความรักที่ไม่อยากให้จมดิ่งจากไปเหมือนกับเรือ เป็นเพลงปิดท้ายที่เพราะ เนื้อหาดีและมีพลังมาก

          ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายได้แก่ “Adrift” ในชื่อภาษาไทยว่า “รักเธอฝ่าเฮอริเคน” ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของคู่รักคู่หนึ่งที่จะเดินทางข้ามมหาสมุทร โดยหวังว่าจะเป็นการเดินเรือที่แสนโรแมนติกแต่กลับต้องเจอกับพายุเฮอริเคนที่รุนแรงที่สุดลูกหนึ่งจนทำให้เรือเสียหาย เมื่อไม่สามารถหาใครมาช่วยได้ สติเท่านั้นที่เป็นตัวสำคัญที่ทำให้นางเอกของเรื่องฝ่าฟันมาได้ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แก่ “I hope that I don’t fall in love with you” ร้องโดย “Emiliana Torrini” เนื้อเพลงตามชื่อเพลงว่า ฉันเชื่อว่าฉันจะไม่ตกหลุมรักคุณ แต่สุดท้ายนางเอกของเรื่องก็ตกหลุมรักและออกเดินเรือกับพระเอกจนได้ เพลงน่ารักนี้ใช้เสียงกีตาร์ในอารมณ์แบบชายหาด นอกจากเพลงจะเพราะหลายคนบอกว่าหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วก็ตกหลุมรักเพลงนี้เช่นกัน

          จากภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องล้วนสะท้อนว่ามหันตภัยนั้นต่อให้หนักแค่ไหนเพียงมีสติ มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นั้น ๆ ก็จะผ่านพ้นมันมาได้

“หลากรสเพลงละครกับอีทีซี” เพลงดีที่ได้ใจคนฟัง

เวลาว่างที่หาเพลงฟังจากแอปพลิเคชันปัดหน้าจอมือถือขึ้นลงเพื่อไล่ดูเพลย์ลิสต์ต่าง ๆ ของศิลปินมากมาย หนึ่งในศิลปินที่มีเพลงเพราะและมักแทรกตัวตามเพลย์ลิสต์ที่แต่ละแอพพลิเคชั่นจัดเรียงให้ต้องมี 1 ในเพลงของวงดนตรี ฝีมือดีวง “ETC.” แน่นอน วงนี้มีเพลงดังมากมายเช่น “เธอคือใคร” เพลงที่ทั้งตั้งคำถามและพยายามหาคำตอบกับความรัก “เจ้าชายนิทรา” เพลงที่อยากลองสลับเปลี่ยนแทนที่ดูว่าจากเจ้าหญิงนิทรามาเป็นเจ้าชายนิทราจะเป็นอย่างไร “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวใจ” เพลงนี้ไปงานแต่งงานต้องได้ยินทุกที นอกจากนี้ยังมีเพลงดังอีกมากมาย ความหมายดี ฝีมือดนตรีจัดจ้าน

          หากถามว่านอกจากวง “ETC.” จะมีแต่เพลงในอัลบั้มของตัวเองแล้วเพลงพิเศษต่าง ๆ เช่นเพลงประกอบละครมีหรือไม่ เลยลองค้นหาจากเพลย์ลิสต์ที่กล่าวข้างต้น ทำให้ตกใจว่า วง “ETC.” มีเพลงประกอบละครอยู่หลายเพลง เช่น “นาทีสุดท้าย” ประกอบละครเรื่อง “บุพเพเล่ห์รัก” เพลงที่อย่าเก็บความรักไว้ในใจ อย่ารอให้ถึงนาทีสุดท้าย การบอกรักต้องใช้ความกล้าเท่านั้นที่จะช่วยบอกออกไปและต้องไม่รอให้ความรักนั้นหลุดลอยไป “ไม่รักคนอื่น” เพลงประกอบละครเรื่อง “รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน” เพลงที่ได้กลิ่นอายแบบตะวันออก ในดินแดนอาทิตย์อุทัยนับเป็นอีกสีสันดนตรีอีกแนวหนึ่งที่ได้ฟังจากอีทีซี

“คือเธอใช่ไหม” เพลงประกอบละครเรื่อง “แหม่มแก้มแดง” ฟังทีไรนึกถึงบรรยากาศของลอนดอน ประเทศอังกฤษทุกครั้ง “พบรัก” เพลงประกอบละครเรื่อง “พลับพลึงสีชมพู” เพลงนี้ไม่ใช่เพลงของวงอีทีซี แต่ต้นฉบับของพี่แจ้
ดนุพล แก้วกาญจน์ เป็นเพลงรักเพลงหนึ่งที่คลาสสิค ถึงแม้ต้นฉบับจะดี แต่ “หนึ่ง อภิวัฒน์” นักร้องนำก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง นอกจากเพลงประกอบละครจะเพราะยังทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักเพลงเก่าที่ทรงคุณค่าด้วย

          “ไปไม่ถึงใจเธอ” เพลงประกอบละครเรื่อง “เพลิงนรี” หากรักเธอแล้วต้องร้องไห้แค่ไหนหัวใจก็ยอม ประโยคสุดท้ายที่แสดงถึงความพยายามไปให้ถึงกลางใจของเธอ “ใครเจ็บกว่า” เพลงประกอบละครเรื่อง “ตราบาปสีชมพู” การทำให้ใครเจ็บ เป็นการกระทำที่เป็นตราบาป สิ่งที่จะแก้ตราบาปนั้นได้คือความรัก นั่นคือบทสรุปของละครเรื่องนี้ “คนไร้หัวใจ” เพลงประกอบละครเรื่อง “เพลิงรักไฟมาร” เพลงรักที่เจ็บปวดเพราะถึงรักแต่ด้วยไฟแค้นในใจจึงต้องทำตัวเป็นคนไร้หัวใจ “หนึ่ง อภิวัฒน์” ถ่ายทอดอารมณ์ในเพลงนี้ได้ดีเพลงหนึ่ง “ไม่ใช่คนที่ใช่” ประกอบละครเรื่อง “รูปทอง” อีกหนึ่งเพลงที่สะท้อนตัวละครในเรื่องที่การเป็นคนที่ไม่ใช่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็คงจะไม่ใช่ และเพลงสุดท้าย “อีกครึ่งหนึ่งของหัวใจ” เพลงประกอบละครเรื่อง “ทะเลริษยา” เพลงละครใหม่ล่าสุด จาก “หนึ่ง อภิวัฒน์”

          โดยรวมทั้งวง “ETC.” และนักร้องนำของวง คือ “หนึ่ง อภิวัฒน์” มีเพลงประกอบละคร 9 เพลง ทั้งนี้หากสนใจสามารถจัดเป็นเพลย์ลิสต์หนึ่งเก็บไว้ฟังยามว่างได้เลย

“Rocket Man & Elton John” เพลงดีสำหรับสุดยอดศิลปิน

หากจะกล่าวถึงศิลปินดังระดับโลก ชื่อหนึ่งที่ไม่หลุดไปจากลิสต์คือ “Elton John” หรือชื่อเต็มคือ “Sir Elton Hercules John” ศิลปินดังจากยุค 70 เรียกได้ว่าโลดแล่นในวงการอย่างยาวนาน นอกจากมีผลงานเพลงที่เป็นที่รู้จักมากมาย อาทิเช่น “Your Song” “Candle in the wind” “Philadelphia Freedom” หรือเพลงสนุกแบบ “Crocodile Rock” เพลงดังในยุครุ่งเรืองของเขา

          นอกจากเพลงข้างต้น “Elton John” ยังมีเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนนิเมชั่น เรื่อง “The Lion King” จากบริษัท Walt Disney Pictures ที่ชื่อว่า “Can you feel the love tonight” โดยเพลงนี้มีดีถึงกับได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แม้เพลงจะไม่ได้โชว์เทคนิคการร้องที่หวือหวา ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หากได้ดูพร้อมกับภาพยนตร์ที่ฉายประกอบกัน เชื่อได้ว่าเพลงนี้ “มีอะไร” แน่นอน

          “Sorry seems to be the hardest word” เพลงนี้หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเวอร์ชันของศิลปินกลุ่มวง “Blue” นอกจากนี้เพลงนี้ยังถูกคัฟเวอร์จากศิลปินหลายคน อาทิเช่น “Ray Charles” ที่ร่วมร้องกับเจ้าของเพลง หรือศิลปินแจ๊สหญิง “Diana Krall” ก็นำมาร้องด้วยเช่นกัน เพลงนี้ถูกกล่าวถึงอีกครั้งเนื่องจากได้ถูกนำมาประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Bridget Jones : The edge of reason” ที่ร้องโดย Mary J.Blige ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “ราชินีฮิปฮอปโซล” ก็ถ่ายทอดได้อย่างดีเยี่ยมไม่แพ้กัน ถึงแม้เพลงนี้จะมีหลากหลายเวอร์ชันแต่อย่างไรก็ต้องย้อนกลับมาฟังต้นฉบับที่เป็นเสมือนครูเพลงของเพลงนี้อยู่ดี

          “Rocket Man” เพลงดีที่ใช้เป็นชื่อภาพยนตร์ชีวประวัติของ “Elton John” ที่ได้นักแสดงหนุ่ม “Taron Egerton” มารับบทเป็น “Elton John” การชมภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากจะได้รู้จักเพลงที่เทียบเคียงกับเรื่องราวชีวิตของ “Elton John” แล้วยังนำเพลงมาร้อยเรียงต่อเนื่องกันได้อย่างดีเยี่ยม นับได้ว่าผู้ชมที่รู้จักเพลงของ Elton John ดีอยู่แล้วก็จะซาบซึ้งถึงที่มาของเพลงนั้น ๆ แต่หากใครที่ไม่ใช่แฟนเพลงก็ถือว่าเป็นปฐมบทที่เริ่มเรียนรู้เพลงของเขาในเบื้องต้น เพลงนี้อุปมาตัวเองเป็นมนุษย์จรวดที่บินออกไปนอกโลกนาน คิดถึงบ้าน คิดถึงโลก คิดถึงคนรัก แต่พอกลับมาจากนอกโลกกลับพบว่าเขาคนนั้นไม่ใช่คนแบบที่พวกเขาคิด สุดท้ายก็บินกลับขึ้นไปอยู่เพียงลำพังดีกว่า

          ภาพยนตร์เรื่องนี้นักแสดงหนุ่ม “Taron Egerton” เป็นคนถ่ายทอดเพลงประกอบภาพยนตร์ทั้งหลายด้วยตัวเอง ที่สำคัญอย่าคาดหวังว่าจะร้องเลียนเสียงต้นฉบับ เพราะเขาร้องด้วยเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่นในเพลง “Your Song” ที่จะโทนเสียงจะหม่น ๆ กว่าต้นฉบับอยู่มากแต่มีความเป็นมิวสิคัลในตัวทำให้สร้างความแตกต่างจากต้นฉบับ แต่นับได้ว่าดี สุดท้ายหากชีวิตของใครที่ไม่น่าสนใจ ไม่มีแนวคิดเพื่อเป็นบทเรียนให้กับคนรุ่นหลังคงไม่มีใครหยิบมาเขียน หรือมาสร้างภาพยนตร์ และแน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่อง “Rocketman” สร้างสีสันจากชีวิตจริงของนักร้องคนนี้ ทำให้ผู้ชมติดตามว่าเขามีชีวิตโลดโพน จากจุดที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จนถึงจุดที่ตกต่ำสุดได้อย่างไร

เพลงประกอบละครและภาพยนตร์ที่โดดเด่นเป็นที่จดจำ

เพลงประกอบละครและภาพยนตร์ หลาย ๆ คนมองว่าเป็นแค่ส่วนประกอบทำให้ละครหรือหนังเรื่องนั้นได้อารมณ์หรือสนุกมากขึ้น แต่หากสังเกตดูแล้ว เพลงประกอบละครหรือหนังหลาย ๆ เรื่องก็ติดหูและตราตรึงอยู่ในใจนานแสนนาน ละครหรือหนังจบไปแล้ว เพลงยังคงอยู่ ยังมีการนำมาเปิดวนซ้ำเรื่อย ๆ วันนี้เราเลยพาไปดูกันว่าเพลงละครหรือหนังเรื่องไหนที่โดดเด่นและยังคงเป็นที่จดจำ ซึ่งขอรวมเอาทั้งละครไทย ภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศ

  1. เพื่อนสนิท

ดากานดาและไข่ย้อย ตำนานเพื่อนสนิทที่เชื่อได้เลยว่าแม้แต่คอพนันยุคใหม่บนเว็บ VWIN ก็ต้องรู้จัก เรื่องราวของเพื่อนแอบรักเพื่อนที่มาบอกรักกันในวันที่สายไป เพลงดังของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย” ที่ได้เสียงร้องของบอย พีซเมคเกอร์ มาถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง หากดูภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ฟังเพลงไปด้วยยิ่งอินเข้าไปอีก ที่สำคัญเพลงช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยยังถูกนำมาเปิดบ่อย ๆ และยังคงโดนใจผู้ฟังหลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่แอบรักเพื่อน

  • สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก

น้ำและพี่โชน อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ยังเป็นที่จดจำของวัยรุ่นยุค 90’s และเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งหลาย ๆ คนหลงรักก็คือ “สักวันหนึ่ง” ได้เสียงหวาน ๆ ของมาริสา สุโกศล หนุนภักดีมาขับกล่อม ฟังแล้วคนแอบรักน้ำตาไหลแน่นอน

  • Begin again

Lost Stars เพลงสุดฮิตของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้เสียงของ Adam Levine โดยกระแสเพลงนี้หากจะถามว่าฮิตขนาดไหน ก็ต้องบอกว่าร้องกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง ที่สำคัญยังมีนักร้องท่านอื่นนำมาคัฟเวอร์อีกมากมาย และท่อนจบของเพลงนี้ก็ยังเป็นที่จดจำ หลายคนฟังแล้วคงนึกถึงหนังเรื่อง Begin Again แน่นอน

  •  Titanic

เพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Titanic หากไม่กล่าวถึงเลยก็คงไม่ได้ My Heart Will Go On จากเสียงร้องทรงพลังของ Celine Dion เป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดของยุคนั้น หรือพูดให้ถูกก็คือ “เป็นตำนาน” ของเพลงประกอบภาพยนตร์เลยทีเดียว ความโด่งดังของทั้งเพลงและภาพยนตร์เป็นที่จดจำและร่ำลือ ที่สำคัญยังเกิดเป็นกระแส Titanic ยอดนิยมอีกด้วย

  • บุพเพสันนิวาส

ขยับมาที่ละครไทยกันบ้าง หากพูดถึงเพลงละครที่ได้รับความนิยมมากในช่วงปีสองปีมานี้ก็คือบุพเพสันนิวาส ที่ได้เสียงร้องของไอซ์ ศรัณยูมาถ่ายทอดอารมณ์ของคู่พระนางได้อย่างลึกซึ้ง โดยจุดเด่นของเพลงนี้ก็คือการประยุกต์เอาทั้งเครื่องดนตรีไทยและเสียงร้องเอื้อนแบบไพเราะมาผสมกันไว้ได้แบบลงตัว อีกทั้งในละครก็เปิดเพลง “บุพเพสันนิวาส” คลอไปตลอด ทำให้เพลงนี้ติดหูคนทั้งบ้านทั้งเมือง

และนี่ก็คือเพลงประกอบละครและภาพยนตร์ที่ยังคงติดตรึงในใจคนดูและคนฟัง เพลงทุกเพลงทำหน้าที่ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น แล้วคุณล่ะ เพลงประกอบละครหรือภาพยนตร์ในดวงใจคือเพลงอะไร อยู่ในลิสต์ที่เรารวมมาให้บ้างหรือเปล่า

เพลงประกอบละครความหมายดี ที่สอนใจคนดู

ละครดัง 2 เรื่องที่มีเนื้อหาต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ตัวดำเนินเรื่องหลักเป็นผู้หญิงที่เป็นพี่น้องกันแยกไปมีครอบครัว และแต่ละครอบครัวของเธอนั้นเป็นที่มีของเรื่องราวในละคร ละครที่กล่าวมาเป็นละครเรื่องใดไม่ไปได้นอกจาก “สุดแค้นแสนรัก” ที่มี “แม่แย้ม” และ “กรงกรรม” ที่มี “แม่ย้อย” เป็นแกนกลางของเรื่อง โดยออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สำหรับเรื่องราวของทั้ง 2 เรื่องหลายคนอาจจะทราบกันเป็นอย่างดี เพราะกระแสของละครทั้ง 2 เรื่องดีมากและได้รับการกล่าวถึงในวงกว้าง ดังนั้นครั้งนี้จะพาไปรู้จัก และตีความกับเพลงประกอบละครสองเพลงดีที่สอนใจผู้ชมละคร ได้แก่เพลง “แพ้รัก” และ “ใจสีเทา”

          เพลง “แพ้รัก” ร้องโดย แนน วาทิยา คำร้อง โดย วัลยา พระคุ้มครอง ทำนองและเรียบเรียง โดย เรืองกิจ ยงปิยะกุล น้ำเสียงหวาน ๆ ของ “แนน วาทิยา” ประกอบละครเรื่อง “สุดแค้นแสนรัก” เจ้าของบทเพลงนี้ทำให้เข้าใจกระจ่างแจ้งเลยว่า ทุกคนต่อให้จะหนีอย่างไร ก็หนีไม่พ้นความรัก เนื้อเพลงไม่เพียงสอดแทรกแนวคิดดี ๆ เกี่ยวกับความรักไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหน ไม่เคยมีใครเอาชนะหรือหลีกหนีได้ สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ให้กับความรักอยู่ดี ความรักทำให้สิ่งที่มีแปรผันเปลี่ยนไปตามอารมณ์ ไม่ต่างจากการไม่มีสติตามคำสอนของพุทธศาสนา ดังนั้นทำให้เมื่อเวลาฟังเพลงนี้แล้วย้อนนึกคิดตามจะทำให้เรามีสติมากขึ้น ไม่พ่ายแพ้ต่อกิเลสของมนุษย์ที่มีมากมายเหลือเกิน เปรียบกับความรักถึงแม้จะพยายามต่อสู้กับมัน เอาชนะให้ได้ แต่สุดท้ายการพ่ายแพ้นั้นสอนให้เรารู้จักปลงมากขึ้น พร้อมที่จะอยู่กับมัน และไม่ทำให้จมปรักอยู่กับความทุกข์เพราะพิษรักนั้น

          เพลง “ใจสีเทา” ร้องโดย เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข คำร้อง มณฑวรรณ ศรีวิเชียร ทำนอง เรืองกิจ ยงปิยะกุล เรียบเรียง บุรินทร์ สุภัครพงษ์กุล ประกอบละครเรื่อง “กรงกรรม” เพลงนี้ขึ้นต้นด้วยเรื่องของกรรม และการกระทำที่แต่ละคนเป็นเริ่มลงมือกระทำเองซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่มีดีมีเลวปะปนกัน ดังเนื้อเพลงที่กล่าวว่า “หัวใจเราเป็นสีเทา ขาวและดำในบางครั้ง ทั้งเลวดีอยู่ด้วยกัน” สุดท้ายไม่ใช่เพียงจะให้ผู้ฟังเพลงก้มหน้ายอมรับแต่โชคชะตากรรม และโทษว่าเป็นเพียงกรรมที่ทำ เพียงแต่ให้ยอมรับแล้วพร้อมที่จะเลือกทางเดินข้างหน้า เพราะสุดท้ายกรรมที่เกิด ก็เกิดจากการกระทำของแต่ละคนซึ่งเป็นไปตามหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน

          ทั้ง 2 เพลงจาก 2 ละครดังนอกจากจะฟังเพื่อความไพเราะ และเข้าถึงความรู้สึกของตัวละคร เพราะเมื่อไรที่เราฟังเพลงเหล่านั้นเราจะจดจำตัวละครที่ประกอบเพลงนั้นได้ทันที เพลงเหล่านี้ยังคงสอนการดำเนินชีวิตของแต่ละคน โดยเฉพาะการนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาประกอบเพื่ออธิบายให้เข้าใจความเป็นไปของชีวิตได้มากยิ่งขึ้น

เสียงซุปเปอร์สตาร์ในเพลงประกอบละคร

หากจะกล่าวถึงซุปเปอร์สตาร์ของประเทศไทยชื่อแรกที่นึกขึ้นได้โดยไม่ต้องคิดคือ “พี่เบิร์ด” ธงไชย แมคอินไตย์ ที่มีบทบาททั้งการเป็นนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากษ์เสียง ผู้บรรยาย และพรีเซ็นเตอร์ให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน นับได้ว่าเป็นคนวงการบันเทิงที่มีความสามารถมากแห่งยุค และอยู่เป็นอมตะของวงการ เนื่องจากทุกวันนี้ “พี่เบิร์ด” ยังคงมีอัลบั้มและคอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง

          สำหรับที่มาของเสียงซุปเปอร์สตาร์ในเพลงประกอบละครนั้นเกิดจาก “พี่เบิร์ด” ที่ทุกคนรู้กันดีว่าเป็นนักร้องที่มีเสียงเอกลักษณ์ เรียกได้ว่าพอได้ยินเสียงก็รู้เลยว่าเป็นเสียงของพี่เบิร์ดแน่ ๆ “พี่เบิร์ด” ร้องเพลงประกอบทั้งภาพยนตร์และละครหลายเพลงทั้งที่แสดงเองแต่ครั้งนี้จะพาไปพบกับเพลงประกอบละครที่ “พี่เบิร์ด” เป็นคนร้องแต่ไม่ได้เป็นนักแสดงในละครเรื่องนั้น ที่ทำให้หลายคนนึกถึงและจดจำ นอกจากละครเรื่องนั้นจะโด่งดัง เพลงประกอบละครก็โด่งดังไม่แพ้กัน

          “คนแพ้ที่ไม่มีน้ำตา” ประกอบละครเรื่อง “อย่าลืมฉัน” ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในปี พ.ศ.2557 นำแสดงโดย “แอน ทองประสม” และ “เจษฎาพร ผลดี”เนื้อร้อง-ทำนองโดย ฟองเบียร์ และเรียบเรียงโดย
ธีระปริญญ์ รัตนบุตร เพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเป็นอันดับ 1 จากการที่มีผู้เข้ารับชมเพลงละครมากที่สุดใน “Youtube” ในปี ค.ศ.2014 นอกจากนี้พี่เบิร์ดยังได้รับรางวัลท็อปดาวน์โหลดในปีเดียวกันด้วย เพลงนี้ทำให้ผู้ชมละครเข้าถึงพระเอกได้อย่างมากด้วยความที่เจ็บแค้นนางเอกและอยากแก้แค้นเอาคืน ถึงแม้จะทำให้นางเอกเจ็บช้ำเท่าไรก็ไม่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นความผิดซึ่งเมื่อมารู้ในภายหลังว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นผิดก็พยายามจะทำดีเพื่อเอาชนะหัวใจของเธอ เพลงนี้จะสรุปความในใจของพระเอกว่าแท้ที่จริงแล้วรู้สึกเจ็บแต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ นับได้ว่าเพลงนี้เปิดขึ้นมาเมื่อไรผู้ชมสงสารพระเอกกันทั่วบ้านทั่วเมือง

          “มีไหมใครสักคน” ประกอบละครเรื่อง “วันนี้ที่รอคอย” ออกอากาศทางช่อง 7 เอชดี ในปี พ.ศ.2556 นำแสดงโดย “อรรคพันธ์ นะมาตร์” และ “วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร” เนื้อร้อง-ทำนองโดย ฟองเบียร์ และเรียบเรียงโดย ธีระปริญญ์ รัตนบุตร ละครเรื่องนี้ “พี่เบิร์ด” เคยแสดงร่วมกับ “แอน- สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” เพลงนี้ได้ติดชาร์ตสูงสุดอันดับ 1 ใน 100 ของชาร์ตหมวดเพลง GMM Gmember Chart Top 5 ประจำวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556 จากเว็บไซต์ Gmember ภายใน 2 วัน เพลงนี้ “พี่เบิร์ด” ถ่ายทอดออกมาได้ดีมากเนื่องจากเข้าใจตัวละครเป็นอย่างดี ด้วยเคยรับบทนี้มาก่อนด้วย ดังเช่น เนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ว่า “อยากรู้มีไหมใครสักคน ถ้าเขาได้รู้ถึงตัวตนแท้จริงของฉันและอยากจะรักด้วยหัวใจ อยากรู้ต้องค้นต้องรอเท่าไหร่และมันจะมีอยู่จริงไหม ใครคนนั้นและวันนี้ที่รอคอย”

          ทั้ง 2 เพลงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของเพลงประกอบละครที่ถ่ายทอดโดย “พี่เบิร์ด” นักร้องคุณภาพของประเทศไทยและซุปเปอร์สตาร์ตลอดกาล ยังมีอีกหลายเพลงที่ซุปเปอร์สตาร์คนนี้ฝากเสียงไว้โดยไม่ได้กล่าวถึง เช่น เพลง “ก่อนจะเช้า” ประกอบละครเรื่อง “ก่อนอรุณจะรุ่ง” “บัลลังก์เมฆ” และ “รักให้พอดี” ประกอบละครเรื่อง “บัลลังก์เมฆ” เป็นต้น

“How can you mend a broken heart” เพลงช้ำหรือเพลงซ้ำ

หลายครั้งเคยสงสัยว่าเพลงประกอบภาพยนตร์เพลงนี้เคยใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนั้น ทำไมเพลงนี้ยังมาปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ข้อสงสัยนี้เป็นที่มาให้ค้นหาว่าเพลงเหล่านี้ไปปรากฏอยู่ในเรื่องใดบ้าง จึงขอยกตัวอย่างเพลง “How can you mend a broken heart” เพลงเศร้า ๆ ที่ไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง ต้นฉบับของเพลงนี้คือเพลงของวง “Bee Gee” ซึ่งถูกปล่อยให้ฟังในครั้งแรกในปี ค.ศ. 1971 สำหรับเพลงนี้ได้ถูกนำไปร้องและเรียบเรียงใหม่ในหลากหลายเวอร์ชัน เวอร์ชันของ “Al Green” เป็นอีกหนึ่งเวอร์ชันที่ได้รับความนิยมนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อยู่หลายเรื่องเช่น

“Notting Hill” ภาพยนตร์รักโรแมนติก แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงรักหวานซึ้ง แต่อารมณ์เศร้า อกหักก็มีให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ดังนั้นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ในฉากที่พระเอกเศร้าคือการเห็นคนรักแสดงความรักกับคนอื่นต่อหน้า ทำให้หลายคนถึงกับน้ำตาซึมไปกับพระเอก กับท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงที่กล่าวว่า “I could never see tomorrow, but I was never told about the sorrow.” ฉันไม่สามารถจะล่วงรู้อนาคตได้แต่ฉันก็ไม่ได้เตรียมใจกับความเศร้านี้ นอกจากนี้ยังถามด้วยว่า “And How can you mend a broken heart?” แล้วคุณจะรักษาอย่างไรกับหัวใจของฉันที่มันแตกสลายอย่างนี้ เนื้อเพลง ๆ นี้บาดเจ็บลึกถึงแก่นความเศร้าเลยทีเดียว 

“The book of Eli” ภาพยนตร์แนวแอคชั่นโลกอนาคต ที่เกี่ยวกับเรื่องของศรัทธาและการปกป้องศรัทธานั้นผ่านหนังสือที่พระเอกเชื่อว่าจะเป็นความหวังสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ เพลง “How can you mend a broken heart” ถูกตีความใหม่ที่ไม่ใช่การใคร่ครวญถึงความรัก แต่เป็นการนั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ฉากนี้พระเอกนั่งฟังเพลงผ่านเครื่องเล่นและหูฟัง เนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ฟังแล้วเข้ากับบรรยากาศความเหงา เดียวดายของพระเอก ได้แก่  “I can think of younger when living for my life was everything a man could want to do.” ฉันนึกถึงวันเก่า ๆ เมื่อคิดถึงการมีชีวิตเป็นของตัวเองเป็นทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ และ “I can still feel the breeze that rustles through the trees And misty memories of days gone by We could never see tomorrow, no one said a word about the sorrow.” ฉันยังคงรู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านต้นไม้และความทรงจำที่ผ่านมา พวกเราไม่มีทางรู้ถึงวันพรุ่งนี้ ไม่มีใครบอกได้ว่าความเศร้านี้เป็นเช่นไร จากเนื้อเพลงนี้นับได้ว่าผู้ที่เลือกเพลงประกอบภาพยนตร์นี้นำมาสื่อสารได้ดีและทำให้ผู้ชมจดจำฉากนี้ได้เป็นอย่างดี

             อันที่จริงแล้ว นอกจากจะนำเพลงนี้มาประกอบภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง เช่น “Good will hunting” “The virgin Suicides” “Sex and the City” และล่าสุด “I, Tonya” ที่มีหลากหลายเวอร์ชัน นำไปปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเนื้อหาของภาพยนตร์ ดังนั้น จะเป็นเพลงช้ำหรือเพลงซ้ำไม่สำคัญหากเพลงนั้นเป็นเพลงที่ดี คนย่อมเห็นความสำคัญและนำไปใช้อยู่เสมอ