อย่าปล่อยให้ชีวิตต้องอยู่อย่างอยาก เพราะชีวิตนั้นสั้นจะตาย

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ใครหลาย ๆ คนได้มีโอกาสใช้วันหยุดพักผ่อนอย่างคุ้มค่าไปกับครอบครัว คนรัก เพื่อนพ้องน้องพี่ หรือการได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ หรือการได้ไปปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการชาร์จพลังใจให้พร้อมกลับมาลุยงานกันต่อ และกิจกรรมหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับช่วงเวลาต้นปีที่เหมาะแก่การเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ก็คือ การทำ “New Year’s Resolution” หรือที่เรียกกันว่า “ปณิธานปีใหม่” นั่นเอง

ปณิธานปีใหม่ คือ การตั้งใจทำอะไรบางอย่างเพื่อทำให้ชีวิตของตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรืออาจเป็นการที่ใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาเริ่มต้นลงมือทำตามความใฝ่ฝันที่มีมาเนิ่นนานของตนเองก็เป็นได้้าหมายเพื่อให้ชีวิตมีหลักในการดำเนินไปในแต่ละปี บางคนก็สามารถทได้ตามที่ตัวเองตั้งใจ บางการตั้งเป้าหมายต่าง โดยในแต่ละปีก็จะมีทั้งคนที่ทำได้และทำไม่ได้อย่างที่ตนเองตั้งใจไว้ แต่อย่างน้อยเขาเหล่านั้นก็ยังขึ้นชื่อว่าครั้งหนึ่งได้เคยพยายามทำในสิ่งที่อยากทำ คงคล้ายกันกับความหมายในบทเพลงของวง “P2WARSHIP” (ชื่อวงย่อมาจากคำว่า Pestle to Warship ที่แปลว่า “สากกะเบือยันเรือรบ”) ที่ชื่อว่าอย่า อยู่ อย่าง อยาก

เพลง “อย่า อยู่ อย่าง อยาก” เล่าถึงคนที่มีความฝัน และคอยบอกกับตัวเองเสมอมาว่าคนเราควรทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ คือ ทำในสิ่งที่ใจอยากทำ ถึงแม้ต่อให้รู้ว่าอาจต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมายเพียงใด หรือต่อให้สิ่งที่ตั้งใจไว้จะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คิดที่หวังไว้ก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็จะสามารถตอบตัวเองได้ว่า ครั้งหนึ่งเขาได้พยายามทำมันแล้วอย่างเต็มที่ เพราะว่ากันว่ามนุษย์เราเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านพ้นมาแล้ว สิ่งที่นึกเสียใจที่สุด ไม่ใช่การที่เขาตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่กลับเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เขาอยากทำแต่ไม่มีโอกาสได้ลงมือทำตามความตั้งใจนั้นต่างหาก

เพราะอย่างที่ใคร ๆ ก็คงรู้กันดีว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนบนโลกนี้อย่างมากทั่วไปก็ไม่เกิน 30,000-36,500 วัน ยังไม่นับรวมอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คงเป็นจริงอย่างเพลงที่ “ดา เอ็นโดฟิน” ร้องว่า “ชีวิตนี้สั้นจะตาย” ดังนั้นอยากทำอะไร ก็ขออย่าได้ลังเล ขอให้ลงมือทำทันที เพราะเวลานั้นผ่านแล้วผ่านเลยไม่หมุนกลับ เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า ดังนั้นเป้าหมายในชีวิตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น

และในเมื่อทุกคนต่างก็เกิดมามีเพียงชีวิตเดียว ดังนั้นจงอย่าปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่อย่างอยาก ไม่ว่าจะเป็นอยากรู้ อยากลอง หรือว่าอยากทำเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่เมื่อทำแล้วจะทำให้ชีวิตของเราพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นก็ขอให้เริ่มลงมือทำมันซะตั้งแต่ตอนที่เรายังมีโอกาส เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อย่างน้อยเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจถึงสิ่งที่เราอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ กว่าจะคิดได้ก็สายเสียแล้ว เพราะก็อย่างที่บทเพลงได้สอนใจเรานั่นแหล่ะว่า “ชีวิตนี้สั้นจะตาย”

เพลงรักความหมายแทนใจที่มาคู่กันกับงานแต่งงาน

งานแต่งงานเป็นงานที่น่ายินดีและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรัก ไม่เฉพาะแต่ความรักระหว่างเจ้าบ่าวเจ้าสาว แต่ยังหมายรวมถึงความรักของครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหายและแขกรับเชิญ ที่มีต่อเจ้าของงานที่ต่างก็พร้อมใจกันมาเพื่อร่วมแสดงความชื่นชมยินดีให้แก่ความรักของคนทั้งคู่ และสิ่งที่จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับงานแต่งงานมากยิ่งขึ้นก็คงหนีไม่พ้นบทเพลงรักความหมายดีดีที่แทนความรู้สึกของคู่บ่าวสาว ว่าแล้วเราก็มีเพลงรักความหมายกินใจมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่าน และเชื่อเหลือเกินว่าบทเพลงต่อไปนี้ อาจจะเป็นเพลงที่อยู่ในใจใครหลาย ๆ คนอยู่ก่อนแล้วก็เป็นได้

แค่คุณ – Musketeers

“รู้ไหมว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน ความทรงจำเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ที่ทำให้เราสองคนเริ่มหวั่นไหว” ด้วยเนื้อหาของเพลงในท่อนนี้ เชื่อว่าหากคู่บ่าวสาวได้ฟังก็คงจะทำให้อดคิดถึงวันเก่า ๆ หรือวันแรก ๆ ที่เริ่มปลูกต้นรักด้วยกันไม่ได้

ที่รัก ปราโมทย์ ปาทาน (Feat.แพทตี้ อังศุมาลิน)

เพลงนี้เป็นแนวเพลงฟังสบาย ๆ ฟังไปอมยิ้มไป ถ้าหากเปรียบเทียบเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของความรัก ก็คงจะเป็นช่วงที่คู่บ่าวสาวเพิ่งจะตกลงคบหาดูใจกันใหม่ ๆ ยิ่งได้น้ำเสียงน่ารักสดใสของแพทตี้ อังศุมาลิน มาร้องร่วมด้วยแล้ว ความรู้สึกของคนที่กำลังมีความรักเมื่อได้ยินเพลงนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับโลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพูไปเลยทีเดียว

คู่ชีวิต Cocktail

แนวดนตรีของเพลงนี้เป็นแบบกึ่งอาร์แอนด์บี บัลลาด แล้วยิ่งได้น้ำเสียงนุ่มลุ่มลึกของโอม นักร้องนำวง Cocktail ประกอบกับเนื้อหาเพลงที่ลึกซึ้งกินใจ เช่น ท่อนที่บอกว่า “นั่นคือฉันจะรักเธอ ไม่ว่าเป็นเมื่อไร สถานใด ทั้งหัวใจฉันมีเธอเพียงคนเดียว” ด้วยแล้ว ส่งให้เพลงนี้เป็นเพลงอันดับต้น ๆ ที่จะมีอยู่ใน Playlists งานแต่งงานแทบทุกงานเลยก็ว่าได้

คู่แท้ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์

แล้วถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นงานแต่งงาน เพลงที่เราท่านมักจะได้ยินกันจนชินหูก็คงหนีไม่พ้นเพลงอมตะอย่างเพลง “คู่แท้” ของนักร้องเหนือกาลเวลาฆ่าไม่ตายอย่างเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ โดยเพลงนี้ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2544 เรียกได้ว่าเป็นเพลงรักที่ฟังกี่ทีก็ให้ความรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจทุกครั้งไป

เราถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน นิวจิ๋ว

เพลงนี้ถูกถ่ายทอดโดยคู่เพื่อนสนิทที่แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาในเกือบทุกช่วงชีวิตของกันและกัน อย่างนิวกับจิ๋ว สองสาวมากความสามารถจากเวทีประกวดร้องเพลงชื่อดังอย่าง “The Star ค้นฟ้าคว้าดาว” นัยของเพลงนี้ไม่เพียงใช้แทนความรู้สึกระหว่างคนรักกันได้ดีเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้แทนความรู้สึกดี ๆ ระหว่างเพื่อนพ้องน้องพี่ได้อีกด้วย

มีกันตลอดไป Amary

เนื้อหาเพลงนี้แต่งขึ้นโดยใช้ทั้งเนื้อร้องภาษาอังกฤษและภาษาไทย แต่อย่างไรก็ตาม ใจความสำคัญของเพลงนี้กล่าวถึงความรัก ว่าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเราทุกคน ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะอยู่ห่างกันไกลเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วความรักจะนำพาให้เรามาพบมาเจอ มารักกันในซักวันหนึ่ง แล้วเมื่อใดที่ความรักเดินทางมาถึง เราทุกคนเพียงมีหน้าที่แค่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อให้รักครั้งนี้เป็นความรักครั้งสุดท้าย เป็นความรักที่จากวันนี้ไปถึงทุกวัน “จะมีกันตลอดไป”

สุดท้ายแล้วเพลงรักทุกเพลงที่นำมาใช้ในงานแต่งงาน ก็คงมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ เป็นตัวแทนของความรัก ความทรงจำระหว่างกันของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว เพลงบางเพลงกับคนบางคู่มันช่างมีความหมายเหลือเกิน เหมือนเป็นถ้อยคำสัญญากันระหว่างเขาและเธอว่า “แค่คุณที่รักที่จะมาเป็นคู่ชีวิต มาเป็นคู่แท้ ที่ถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน เพื่อให้มีกันตลอดไป”

ฤดูกาลกับวันที่ผันเปลี่ยน แต่ไม่ว่ายังไง “ชีวิตยังคงสวยงาม”

วงการเพลงไทยบ้านเราผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุค 90s หรือยุคเด็ก Gen Y อย่างยุคมิลเลนเนียม แต่ละยุคสมัยก็มีเนื้อหาของเพลงที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละช่วงเวลา แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบทเพลงอยู่ประเภทหนึ่ง ที่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปนานเท่าใด ความหมายของเนื้อเพลงก็ยังคงเป็นความจริงอยู่เสมอ บทเพลงเหล่านั้นมักเล่าถึงปรัชญาการใช้ชีวิต และมีเนื้อหาให้กำลังใจแก่ผู้ฟัง ในบทความนี้จะนำพาผู้อ่านไปพบกับสองบทเพลงที่อยู่กันคนละช่วงเวลาแต่ให้ความรู้สึกถึงความเหมือนที่แตกต่างในความหมายของเนื้อเพลงได้อย่างลงตัว

เพลงแรก ฤดูที่แตกต่าง” เป็นเพลงที่ถูกแต่งขึ้นโดย “บอย โกสิยพงษ์” เจ้าพ่อเพลงรักนักแต่งเพลง ซึ่งวัยรุ่น หรือวัยกลางคนในยุค 90s (ค.ศ.1990-1999)  ที่ชอบฟังเพลงรักเป็นพิเศษหลายคนต้องรู้จัก เพลงนี้เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำพูดให้กำลังใจจากคุณแม่ของเขาเอง ในวันที่ชีวิตของเขาต้องพบกับปัญหาที่หนักหนา ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็คิดว่ายากที่จะก้าวข้ามผ่านมันไปได้

เนื้อหาของเพลงเปรียบช่วงชีวิตเราทุกคนเป็นดั่งฤดูกาล คือมีทั้งช่วงเวลาแห่งความสุขและความทุกข์ แต่ไม่ว่าฤดูกาลที่เรากำลังเผชิญอยู่จะเป็นอย่างไร ไม่มีฤดูกาลใดที่คงอยู่ได้ตลอดไป ทุกอย่างย่อมสับเปลี่ยนหมุนเวียนผ่านเข้ามาและผ่านออก
ไปในที่สุด บทเพลงให้กำลังใจแก่เราว่า หากวันใดที่เราต้องเจอกับความทุกข์ยากแสนสาหัส ขอเพียงให้เรามีใจอดทนรอ
รอจนกว่าพายุฝนแห่งความทุกข์นั้นจะผ่านพ้นไป เพื่อให้เราได้เห็นเองว่าฟ้าหลังฝนนั้นงดงามเพียงใด

ในขณะที่ ชีวิตยังคงสวยงาม” ที่ขับร้องโดยวงร็อกชื่อดังในยุคมิลเลนเนียม (ค.ศ.2000) อย่างวง “Bodyslam” ซึ่งมีนักร้องนำเป็นที่รู้จักกันดีอย่าง “ตูน อทิวราห์ คงมาลัย” มีเนื้อหาเพลงมุ่งเน้นให้ยอมรับความเป็นไปของชีวิต ชี้ให้เห็นว่าเราทุกคนต้องมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีผ่านเข้ามาในชีวิตไม่มากก็น้อย แต่เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตต้องพานพบกับเรื่องที่ทุกข์ใจ ก็ขอให้โอบกอดมันไว้ด้วยความเต็มใจ เรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่กับความเป็นจริงให้ได้ ความผันเปลี่ยนทั้งความสุขและความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่มีอะไรที่คงทนถาวร และด้วยเหตุนี้เองต่อให้ชีวิตมันจะดีหรือร้ายเพียงใด ชีวิตนั้นก็ยังคงมีความสวยงามเสมอ เพราะนั่นคือชีวิตของเรา

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ผู้อ่านบางท่านก็อาจจะอดเถียงขึ้นมาในใจไม่ได้ว่า ชีวิตที่ทุกข์ยากนั้นจะเป็นชีวิตที่สวยงามไปได้อย่างไร หากคิดเพียงผิวเผินก็คงเป็นดั่งที่ท่านผู้อ่านสงสัย แต่หากพิจารณากันให้ดีแล้ว เพลงนี้ได้แฝงกุศโลบายอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตเอาไว้ นั่นคือ ต่อให้ชีวิตจะต้องพบเจอกับเรื่องที่ดีหรือร้ายมากแค่ไหน ขอเพียงเรามีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อการใช้ชีวิต เราทุกคนจะสามารถมองเห็นโลกได้ในแบบที่ควรจะเป็น และสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาร้าย ๆ ไปได้ด้วยดีไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว บทเพลงทั้งสองเพลงนั้นถึงแม้จะเกิดต่างช่วงเวลากัน แต่ต่างก็ถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจชีวิตเพิ่มมากขึ้น สอนให้มีมุมมองที่ดีในการใช้ชีวิต และมุ่งเน้นให้ผู้ฟังมีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปบนทางเดินชีวิต ที่ถึงแม้อาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดเส้นทาง แต่เชื่อเหลือเกินว่าทัศนคติที่ดี และการมองชีวิตในแง่มุมที่เป็นบวกจะสามารถช่วยให้ชีวิตเราทุกคนเป็นชีวิตที่สวยงามได้ไม่ยาก

โลกนี้คงจริงอย่างเฉลียงว่า อื่น ๆ อีกมากมาย

ในวงการเพลงไทยบ้านเราหากมองย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ในช่วงที่โลกอินเทอร์เน็ตยังไม่เป็นที่นิยมและสามารถเข้าถึงง่ายเท่าในสมัยนี้ คงมีนักฟังเพลงน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักวงดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีชื่อว่า “เฉลียง” เป็นที่ยอมรับกันดีว่าในยุคสมัยนั้น ทั้งแนวดนตรี ท่วงทำนอง และเนื้อเพลงที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในวงการเพลงไทย ส่งให้วงเฉลียงเป็นวงดนตรีที่มีความแตกต่างสร้างความประทับใจให้แก่หมู่คนวัยรุ่น และโดยเฉพาะคนวัยทำงาน ด้วยท่วงทำนองและคำร้องเพลงส่วนใหญ่ของเฉลียงไม่ได้มีดีแค่เนื้อหาเกี่ยวกับความรัก แต่บางเพลงยังสอดแทรกคติการใช้ชีวิต แง่งามของการเดินทาง รวมไปจนถึงเรื่องราวของการตามหาความฝันอีกด้วย

เพลง “อื่น ๆ อีกมากมาย” เป็นหนึ่งในบทเพลงแรก ๆ ที่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมผู้ฟังเพลงเป็นอย่างดีอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เฉลียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างในหมู่นักฟังเพลงมากขึ้น เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงการหาคำตอบของเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องการปลูกต้นไม้ ไปจนถึงกระทั่งเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนของจิตใจอย่างเรื่องราวของความรัก โดยใจความหลักที่เป็นคำร้องวรรคทองของเพลงนี้กล่าวว่า “อาจจะจริงเราเห็นอยู่ เผื่อใจไว้ที่ยังไม่เห็น” เนื้อหาของเพลงมุ่งเน้นให้เรารู้จักคำว่าใจเขาใจเรา ทุกคนต่างก็มีเหตุผลในทุก ๆ การกระทำเป็นของตนเอง

เพราะหากพิจารณากันให้ดีแล้วในสังคมทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ต่างก็ตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก จากการกระทำที่เห็นเพียงฉาบฉวย โดยที่ไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนว่าเบื้องหลังการกระทำบางอย่างของคนบางคนนั้นมีที่มาหรือมีที่ไป เป็นมาอย่างไร เราทุกคนทราบดีว่าเรื่องราวในแต่ละวัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เราต้องพบประสบอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวันนั้นคืออะไร สิ่งใดเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เราตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เรามีโอกาสเวียนไปได้พบได้เจอ เราทุกคนมีเหตุผลมากพอที่จะให้อภัยในความผิดพลั้งและผิดพลาดของตนเอง แต่กับคนอื่น ๆ เรากลับไม่พยายามที่จะพิจารณาให้ดีก่อนที่จะด่วนตัดสินว่าเขาเป็นคนอย่างไร บ้างก็แค่ได้ยินเขาเล่าว่า ได้ฟังเขาบอกมาอีกที เพียงเท่านี้เราก็สามารถตัดสินคนคนหนึ่งได้แล้วหรือ

ในทุก ๆ การกระทำของใครบางคน บางทีเราอาจไม่สามารถรู้เหตุผลได้ในทุกมุมมอง แต่ขอเพียงเราไม่ตัดสินใครจากมุมมองของเราเพียงด้านเดียว สังคมนี้ก็คงจะน่าอยู่มากขึ้นอีกไม่ใช่น้อย คงมีเหตุผลอีกมากมายหลายหลากที่ทำให้ คนคนหนึ่งแสดงออกมาดังที่เขากระทำ และหากเราพิจารณากันให้ลึกลงไป โลกนี้คงจะจริงดั่งคำที่เฉลียงว่า “อื่น ๆ อีกมากมาย”

การ์ตูนจบคนไม่จบ! เพลงดังสุดอมตะจากตำนานการ์ตูน

หนังสือการ์ตูนที่ได้รับความนิยมนั้น สักพักจะถูกนำไปผลิตเป็นอนิเมชั่น และอนิเมชั่นที่ว่านี้ก็จะมาพร้อมเพลงประกอบ การ์ตูนแต่ละเชื้อชาติก็จะมีเพลงประกอบของประเทศนั้น ๆ ไป แต่ว่าการ์ตูนบางเรื่องนอกจากสื่อสารข้ามประเทศผ่านลายเส้น ยังสามารถทลายกำแพงภาษาด้วยเพลงประกอบยอดฮิตติดหู ที่สาวกของการ์ตูนเรื่องนั้น ๆ เป็นต้องจำได้ขึ้นใจไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มาดูกันว่ามีเพลงประกอบอนิเมชั่นจากเรื่องไหนบ้างที่ทำได้ดังที่กล่าวมานั้น

CHA-LA HEAD CHA-LA

เพลงสุดอมตะจากการ์ตูนที่อมตะยิ่งกว่า ดราก้อนบอล ขับร้องโดย ฮิโรโนบุ คาเงยามะ เจ้าตัวเองอาจจะไม่ได้โด่งดังระดับโลกมากนัก เพลงนี้เริ่มใช้ในภาคแซดของดราก้อนบอล ตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 และในภาคอื่นของเรื่องนี้จะเปลี่ยนเพลงประกอบไป แต่เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดต้องตกเป็นของเพลงนี้อย่างแน่นนอน ท่วงทำนองที่เร้าใจ ปลุกอารมณ์เหล่าแฟนคลับก่อนที่จะเข้าการ์ตูนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าในญี่ปุ่นหรือเอเชียจนไปถึงทั่วโลกต่างก็ชื่นชอบและร้องตามโดยเฉพาะท่อนฮุคกันได้เป็นอย่างดี

DORAEMON NO UTA

ขวัญใจมหาชนของจริงกับเพลงนี้ เรียกง่าย ๆ ว่าเพลงโดราเอมอน คงไม่มีการ์ตูนเรื่องไหนจะมีมาอย่างยาวนานและยังได้รับความนิยมต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 และถึงแม้ว่าผู้เขียนนั้นจะได้ล่วงลับไปแล้ว แต่การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังคงเดินหน้าสร้างความสุขให้เด็กทั่วทั้งโลกต่อไป อาจรวมถึงผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไป ดนตรีที่แสนจะน่ารักคิกขุบวกกับเนื้อร้องที่จำง่าย ร้องตามได้อย่างสนุกสนาน เสียงร้องอันแสนสดใสของคุมิโกะ โอสึกิ ยังคงตราตรึงในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย ตั้งแต่เด็กจนโตผ่านไปกี่ยุค เพลงนี้ก็ยังคงมีชีวิตต่อไปอีกนานแสนนาน

LET IT GO

ถึงแม้ว่าเพลงกับการ์ตูนอนิเมชั่นเรื่องนี้เพิ่งจะถือกำเนิดได้เพียงไม่กี่ปี นับจากปี ค.ศ.2013 แต่ต้องยอมรับว่ากระแสของการ์ตูนเรื่อง Frozen กับเพลงนี้นั้นเกินควบคุมได้จริง ๆ เด็กทั่วโลกต่างก็สามารถร้องเพลงนี้กันได้อย่างฟีเวอร์ เสียงอันทรงพลังของ ไอดินา แมนเซล นั้นทำออกมาได้แบบเหนือชั้น อารมณ์ความหนาวเหน็บแทบจะทะลุจากการ์ตูนผ่านเสียงเพลงเข้าสู่หูคนฟังเลยทีเดียว และยังไปทำเป็นภาษาอื่น ๆ อีกหลายเวอร์ชั่นอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเพลงการ์ตูนสุดคลาสสิคขึ้นหึ้งที่ได้กล่าวไป มีเพลงการ์ตูนอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง ทุกเพลงล้วนมีคุณภาพเหมาะสมเข้ากับเนื้อหาของการ์ตูนเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี ขึ้นชื่อว่าการ์ตูนมันสนุกอยู่แล้ว ยิ่งเพลงประกอบดีด้วยยิ่งเพิ่มความสนุกคูณสองเลยทีเดียว ใครเป็นแฟนเพลงหรือแฟนอนิเมชั่นเรื่องไหนก็คงต้องไปหามาฟังกันเพื่อรำลึกความทรงจำกับความสุข ความสนุกที่เราได้รับจากการ์ตูนเรื่องโปรดกันแล้วล่ะ

สวัสดีครับคุณครู! บทเพลงระดับครูของเหล่ามือกีต้าร์

เอาใจมือกีต้าร์ทั้งผู้ที่เพิ่งหัดเล่นหรือผู้ที่เล่นได้คล่องแล้วก็ตาม มือกีต้าร์มักได้ยินจากผู้ที่มาฝึกสอนให้กับตนอยู่เสมอว่าให้เล่นเพลงนี้ให้ได้เพราะว่าเป็นเพลงครู อันที่จริงก็เพลงปกติทั่วไป เพียงแต่ว่าศิลปินที่ออกผลงานเพลงนั้นทำออกมาได้อย่างดีมีผลต่อความรู้ความสามารถของที่มาฝึกเล่นเพลงนี้ ทำให้มีความก้าวหน้าพัฒนาทางฝีมือการเล่นกีต้าร์ได้เป็นอย่างดีกว่าเพลงอื่น ๆ จึงเรียกกันง่าย ๆ มาเป็นเพลงครู โดยส่วนมากเพลงครูเหล่านี้มักจะเป็นเพลงเก่าแก่มีมานานแล้ว สืบต่อกันรุ่นสู่รุ่น แต่ยังคงความคลาสสิกให้ฝึกเล่นได้เป็นอย่างดี จะมีเพลงอะไรกันบ้างไปดูกัน

  1. Rock Bottom ของ F.O.

อมตะตลอดกาลสำหรับเพลงนี้ ด้วยริฟฟ์กีต้าร์อันโดดเด่น เร้าใจ ฟังเหมือนจะง่ายแต่เล่นให้เหมือนยาก แถมยังใช้ริฟฟ์นี้ขับเคลื่อนเพลงตลอดทั้งเพลงอีกด้วย ผ่านด่านแรกไปแล้วก็มาเจอบอสใหญ่ที่รออยู่ในท่อนโซโล่ของเพลงที่มีความยาวถึงสองนาทีกว่า เทียบเท่าเพลงได้หนึ่งเพลงเลยทีเดียว ในท่อนโซโล่นี้ มือกีต้าร์จะได้ฝึกหลากหลายทักษะไม่ว่าจะเป็น Blending (การดันสาย) Hammer on และ Pull off รวมไปถึงการดีดอีกหลายแบบ จะช่วยพัฒนาสกิลของผู้เล่นให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วหากเล่นเพลงนี้ได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว

  1. Highway Star ของ Deep Purple

อีกหนึ่งเพลงสำหรับคนดนตรีทั้งหลาย ที่เป็นสายความเร็ว เพลงนี้แบ่งเป็นหลายพาร์ท ตั้งแต่เริ่มเพลงจนเข้าร้องที่ใช้การอุดสายด้วยมือขวา เป็นการฝึกความความแข็งแรงของข้อมือ ยาวไปจนถึงท่อนโซโล่พาร์ทแรก ในเพลงนั้นเป็นคีย์บอร์ด แต่นักดนตรีส่วนใหญ่มักใช้กีต้าร์โซโล่แทน และไลน์คีย์บอร์ดที่ว่านี้เอง มาพร้อมด้วยความเร็วดุจฟ้าผ่า การไล่สเกลแบบซีเควนท์ รวมไปถึงการเล่นเสียงประสานที่แบ่งเป็นสองไลน์อีกด้วย ปิดด้วยบอสใหญ่ของเพลงในท่อนโซโล่สุดท้ายกับการเล่นที่ใช้โน้ตละหนึ่งสาย ความเร็ว ความแม่นยำจะถูกลับคมจากท่อนนี้ และทิ้งท้ายด้วยเขบ็ตสองชั้นในช่วงท้าย บอกได้เลยว่าหากใครยังไม่พร้อม ได้เป็นตะคริวอย่างแน่นอน

  1. Sweet Child O’mine ของ Guns n’ Roses

เพลงร็อคมหาชนเพลงนี้นอกจากไลน์กีต้าร์อันสวยงามแล้วดนตรี ท่วงทำนองในเพลงยังไพเราะน่าฟังอีกด้วย มาถึงด่านแรก ริฟฟ์อมตะของเพลงกับเล่นแบบข้ามสาย ลำบากสำหรับมือใหม่แน่นอน ท่อนโซโล่ท่อนแรกที่ไม่ยากนัก แต่สิ่งที่ควรโฟกัสคือสำเนียงที่ออกมา หากจะทำให้ดีนั้นค่อนข้างยากทีเดียว และท่อนโซโล่ส่งท้ายยาวสองนาทีกว่าที่เต็มไปด้วยเทคนิคเฉพาะตัวของสแลช มือกีต้าร์ผู้ที่เล่นเพลงนี้ ไลน์กีต้าร์วลีสวย ๆ ในท่อนสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่มือกีต้าร์ทุกคนควรใช้เวลากับมันให้เต็มที่ เก็บเกี่ยวมาให้ได้เยอะที่สุด หากทำได้หนทางไปสู่ร็อคสตาร์นั้นคงไม่ยากเกินไปนัก

เพลงที่กล่าวมาข้างตนไปบทเพลงอมตะส่วนหนึ่งเท่านั้น อันที่จริงเพลงทุกเพลงบนโลกใบนี้ก็นับเป็นเพลงครูได้หมดทุกเพลง หนึ่งบทเพลงคือหนึ่งบทเรียน สำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นดนตรีก็ไปหามาฟังได้เช่นกัน นับว่าเป็นเพลงที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนอยู่แล้ว และสำหรับผู้ที่มีความฝันอยากจะเป็นนักดนตรี สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการฝึกซ้อมให้มากเข้าไว้นั่นเอง

เบี่ยงเบนแล้วไง! พลังของเพศที่สามไม่แพ้เพศใดในโลก

คนที่มีความผิดปกติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น กระเทย ทอม หรือเกย์นั้น ยังไงก็เป็นคนปกติที่มีความรู้ความสามารถเช่นเดิม บางคนดึงจุดเด่นของเพศที่สามมาใช้ทำให้ตัวเองสร้างผลงานออกมาได้ดีอีกต่างหาก ศิลปินหลายคนก็มีที่เป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้กระแสการตอบรับของเขาลดลงแต่อย่างใด กลับทำให้โด่งดังกว่าเดิมด้วยซ้ำ ไปดูกันดีกว่าว่ามีใครบ้าง

  1. ออฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์

ต้องบอกเลยว่าแม่มาแล้วจริง ๆ ไม่ว่าจะงานด้านดนตรี หรือการแสดง รวมไปถึงละครเวที เขาก็ทำออกมาได้อย่างดี เข้าวงการจากการแข่งขัน อคาเดมี่ แฟนเทเชีย ปีที่ 1 ภายหลังได้ออกอัลบั้มของตัวเองและมีเพลงดังอย่าง จากคนรักเก่า ที่ส่งเขาสู่ความเป็นซุปเปอร์สตาร์ หลังจากนั้นก็มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ส่วนมากจะเป็นเพลงช้าที่มีเนื้อหาโศกเศร้า จนมาถึงเพลง แทงข้างหลัง…ทะลุถึงหัวใจ เพลงแห่งความเศร้า หดหู่ ที่เป็นกระแสใครได้ดูได้ฟังแล้วอาจฆ่าตัวตายได้ จนปัจจุบันผลงานเพลงอาจน้อยลงไปบ้าง เนื่องจากมีผลงานด้านการแสดงมากกว่า แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าการเป็นเพศที่สามของเขานั้นไม่ได้มีอุปสรรคต่อหน้าที่การงานเลยแม้แต่น้อย

  1. เบน ชลาทิศ ตันติวุฒิ

น้ำเสียงที่ทรงพลังเหนือมนุษย์ จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก เบน ชลาทิศ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีรูปร่างที่ดี บึกบึน สมส่วนหรือหน้าตาที่เป๊ะปังแต่อย่างใด แต่ผลงานของเขาที่ออกมานั้นการันตีถึงคุณภาพคับแก้วจริง ๆ เบนเริ่มจากการเป็นหนึ่งในสมาชิกวงโมโนโทน ก่อนจะเข้าสู่ค่ายเบเกอรี่ตามคำเชิญชวนของ บอย โกสิยพงศ์ มีผลงานออกมาอย่าง คนข้างล่าง, ใกล้ เป็นต้น ภายหลังได้ออกอัลบั้มเดี่ยวของตนเอง จนได้รับรางวัลจากคลื่นวิทยุ SEED AWARD หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานอย่างต่อเนื่องทั้งด้านนักร้องและนักแสดง จนได้เป็นตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง ป้าแฮปปี้ she ท่าเยอะในปีพ.ศ.2558 อีกด้วย

  1. ดีเจเอกกี้ เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ

ศิลปินรุ่นใหญ่ที่เคยโด่งดังขั้นสุดกับวงบอยแบนด์สุดเท่อย่าง U.H.T. ที่มีผลงานถึง 4 อัลบั้ม และการแต่งตัวตามชื่อวง U.H.T. ย่อมาจาก Under hood Teenage ที่ใส่เสื้อคลุมมีฮู้ด ทำให้เป็นกระแสการแต่งตัวในยุคนั้น แต่โดยตัวเอกกี้เองในตอนนั้นยังไม่ได้ออกมายอมรับว่าเป็นเพศที่สาม แต่หลังจากที่เวลาผ่านไป เขาก็ได้เปิดเผยต่อสื่อและถึงแม้ว่าหลายคนจะผิดหวัง แต่ผลงานของเขาที่เพิ่มมาทั้งการแสดง พิธีกร และดีเจ กับเป็นการโชว์ความสามารถของเขาอย่างแท้จริงจนถึงทุกวันนี้

เห็นไหมว่าการจะเป็นเพศที่เท่าไรนั้นไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อย เราอาจผิดหวังกับศิลปินที่เราชื่นชอบบ้างหากเขาเหล่านั้นเป็น แต่ว่าถ้าเราดูที่ผลงานของพวกเขาแล้วจะเห็นได้ว่าเขาก็ยังคงตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานออกมาเพื่อมอบความสุขให้กับบรรดาแฟนเพลงเหมือนเดิมอยู่ดี

หลบหน่อยพ่อมา! เปิดตำนานเพื่อชีวิตตัวพ่อ

เพลงเพื่อชีวิตเป็นเพลงที่อยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยก็ว่าได้ ทั่วทั้งประเทศไม่มีใครไม่รู้จักเพลงเพื่อชีวิต ต่างจากเพลงป๊อปหรือเพลงร็อคดัง ๆ ที่เอาจริง ๆ แล้วจะรู้จักตามเมืองใหญ่เท่านั้น เพราะว่าเพลงเพื่อชีวิตมีเนื้อหาที่เข้าถึงจิตใจผู้คนได้มากกว่า กล่าวถึงความเป็นอยู่ได้มากกว่า ไม่ได้พูดถึงความรักเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เพลงเพื่อชีวิตเป็นเหมือนดนตรีประจำชาติไปด้วย ศิลปินในแนวนี้นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็จะมีตำนานที่ผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ก็ยังได้รับความนิยมเสมอ เป็นตำนานค้างฟ้าอย่างแท้จริง มีใครกันบ้างไปดูกันเลย

  1. สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน

นักร้องและนักแต่งเพลงเพื่อชีวิตระดับครูที่ผู้คนมักเรียกติดปากกันว่า น้าหงา ผู้ที่ได้รับเชิดชูให้เป็น อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต ผลงานของน้าหงานั้นมีมากมายกว่า 30 ปีในวงการ เพลงอมตะอย่าง เดือนเพ็ญ ถือว่าเป็นเพลงครูเลยก็ว่าได้สำหรับคนที่อยากจะหัดเล่นดนตรีไม่ว่าจะกีต้าร์หรือนักร้อง หนุ่มพเนจร เพลงสนุกชวนเต้นรำของคนที่มีหัวใจคันทรี่ ความนิยมในตัวเขานั้นมากจนกระทั่งได้รับเลือกให้ได้เป็น ศิลปินแห่งชาติในปีพ.ศ.2553 อีกด้วย

  1. ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์

ศิลปินที่มีเสียงร้องที่ก้องกังวาลดุจคนร้องไห้ ทำไมสื่ออารมณ์ในเพลงออกมาได้อย่างดี มีผลงานตั้งแต่พ.ศ.2530 แต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนกระทั่งมาแจ้งเกิดกับเพลงเพื่อชีวิตสุดคลาสสิกอย่าง ตลอดเวลา ในปีพ.ศ.2533 จากนั้นชื่อเสียงของเขาก็เลื่องลือเป็นที่รู้จักทั่วทั้งประเทศด้วยเพลงฮิตมากมาย มือปืน, ไถ่เธอคืนมา, โรงเรียนของหนู, หรือเพลงมีจังหวะที่เนื้อหาโดนใจวัยโจ๋อย่าง หนุ่มน้อย

  1. คาราบาว

ความภาคภูมิใจของคนไทยกับศิลปินเพื่อชีวิตที่เปรียบเหมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งเพลงเพื่อชีวิตเลยก็ว่าได้ สำหรับวงนี้ คาราบาว สมาชิกแรกเริ่มมี แอ๊ด ยืนยง โอภากุล เขียว กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนครและ ไข่ สานิตย์ ลิ่มศิลา ทั้งสามก่อตั้งวงขึ้นมาตอนไปร่ำเรียนที่ฟิลิปปินส์ ชื่อคาราบาวจึงมาจากภาษาฟิลิปปินส์ที่แปลว่า ควาย ดังเช่นสัญลักษณ์ของที่วงที่เห็นกันมาโดยตลอดนั่นเอง ภายหลังสมาชิกที่เข้ามาเพิ่มเติมได้แก่ เล็ก ปรีชา ชนะภัย อ๊อด อนุพงษ์ ประถมปัทมะ เป้า  อำนาจ ลูกจันทร์ และสุดท้ายคือ เทียรี่ เมฆวัฒนา จนเป็นสมาชิกคลาสสิกที่สุดของคาราบาว แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย เพลงยอดฮิตระดับตำนานของวงนี้มีมากมาย เช่น วณิพก, บัวลอย, ทะเลใจ ,คนเก็บฟืน, กัญชา เป็นต้น

นี่เป็นเสาหลักของวงการเพื่อชีวิตไทยที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เป็นเหมือนไอคอนที่ทุกคนอยากเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ยังไงก็แล้วแต่เราเกิดเป็นคนไทยแล้ว จังหวะสามช้าหรือเพื่อชีวิตช้า ๆ ซึ้ง ๆ โดนใจนั้นไม่ได้อยู่นอกดีเอ็นเอของเราเลย ใครได้ฟังก็ต้องหลงเสน่ห์ของเพื่อชีวิตกันทุกคนแน่นอน

เปิดวาร์ป! ศิลปินหล่อขั้นเทพ ยอด Follow ทะลุหกหลัก

ศิลปินย่อมมาพร้อมกับรูปร่างหน้าตาอันเป๊ะปัง ดังเทพบุตรมาเกิด จนเหล่าติ่งทั้งหลายแทบจะต้องขายวิญญาณให้ ติดสอยห้อยตามไปเป็นแรงเชียร์ในทุกที่ที่ศิลปินไป ณ ปัจจุบันในประเทศไทยมีศิลปินชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาชนิดวัวตายควายล้มอยู่นับไม่น้อย มันคงจะดีสำหรับสาวเล็กสาวใหญ่ไม่น้อยถ้ามีวาร์ปเข้าสู่ Instagram ของพวกเขา เพื่อไปชื่นชมผลงานและกิจกรรมต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ลงให้อัพเดตกัน

  1. The Toy (ig : thetoysthetoysthetoys)

อันดับแรกไม่ใช่ใครที่ไหน ลูกชายของอดีตนักร้องสาว นิตยา บุญสูงเนิน หนุ่มฮอตสุด ๆ สำหรับสาวไทยตอนนี้ สำหรับศิลปินเพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานนัก จากการชนะแข่งขันการเล่นกีต้าร์ของรายการ Overdrive Guitar Contest 9 เท่านั้นยังไม่พอ ยังมากด้วยความสามารถ ทั้งทางด้านร้องเพลง รวมไปถึงการแต่งเพลงด้วยตัวเองอีกด้วย เพลงดังมากมายอย่าง หน้าหนาวที่แล้ว, นอนได้แล้ว อีกทั้งสไตล์การแต่งตัวของเขาที่ยังกลายเป็นกระแสให้วัยรุ่นพากันแต่งตัวตามเขากันทั่วบ้านทั่วเมือง ถือว่าครบเครื่องมาก ๆ ทั้งหน้าตาและความสามารถที่เรียกได้ว่าระดับเทพ

  1. แมกซ์ ณัฐวุฒิ เจนมานะ (ig : maxjenmana)

แจ้งเกิดมากับการประกวดร้องเพลงรายการเดอะ ว้อยซ์ ปีที่ 1 ถึงจะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ก็มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ด้วยหน้าตาที่เป็นอาวุธระดับพรีเมี่ยมไว้ปลิดหัวใจสาว ๆ ให้แตกกระเจิง แต่เขามาแจ้งเกิดเต็มตัวได้อีกครั้งในผลงานเพลงที่ร้องตามทั้งทั้งบ้านทั้งเมือง ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ ทำให้เขาขึ้นสู่ทำเนียบศิลปินที่หล่อเหลาในปัจจุบันนี้ ใครที่อยากชื่นชมหรือติดตามผลงานของเขาก็เขาไปกดติดตามในไอจีของเขาได้เลย

  1. ภูมิ วิภูริศ ศิริทิพย์ (ig : phumviphurit)

หนุ่มน้อยดีกรีนักเรียนนอกที่มากด้วยพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์เพลง ถึงอายุยังน้อย แต่เขาสามารถเรียบเรียงทำนองและเนื้อร้องในเพลงของเขาเองได้อย่างสบาย แถมยังได้รับกระแสชื่นชมอย่างล้นหลามอีกด้วย ด้วยหน้าตาที่ดูเป็นมิตร ขี้เล่น กับเสียงร้องอันมีเสน่ห์ของเขาแล้วนั้น สาวไหนก็คงต้องตกอยู่ในเวทมนตร์ของเขาคนนี้ทั้งนั้น

  1. เจ้านาย จินเจษฎ์ วรรธนะสิน (ig : jaonaay)

ลูกชายสุดที่รักของพ่อเจ เจตริน นักร้องขวัญใจชาวไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คราวนี้ส่งต่อให้รุ่นลูกอย่าง น้องเจ้านาย ที่ชาวไทยเราเห็นความน่ารักมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จนกระทั่งโตขึ้นมาเป็นหนุ่มหล่อชนิดที่เรียกได้ว่าเพอร์เฟค บรรดาแฟนคลับเป็นต้องหลงหัวปักหัวปำ ผลงานเพลงอาจจะยังมีไม่มาก คนละชั้น คือชื่อเพลงที่นับได้ว่าเพิ่มความหล่อให้น้องเจ้านายขึ้นไปอีกร้อยเท่า อย่ารอช้า ไปติดตามเป็นกำลังใจน้องเจ้านายได้ในไอจีของเขาเลย รับประกันด้วยยอดผู้ติดตามเกือบสองล้านคนเข้าไปแล้ว

4 หนุ่ม 4 สไตล์ ของศิลปินหน้าตาดีในยุคนี้ อันที่จริงผลงานของพวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหน้าตาเลย ทุกคนล้วนมีสามารถที่นับได้ว่าเป็นศิลปินคุณภาพคนหนึ่งเช่นกัน

ยุค 80 กับ 90 แตกต่างกันยังไงนะ

ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ทั้งแฟชั่น สไตล์ดนตรี คนที่โตมากับยุคไหนก็มักจะอินกับยุคนั้นเป็นพิเศษ รสนิยมการแต่งตัวหรือการฟังเพลงก็จะไม่เหมือนกัน ช่วงนี้กระแสยุค 90 ในไทยค่อนข้างกลับมาฟีเวอร์อีกครั้ง กับความพิเศษทั้งหลายในยุคนี้ แต่หลายคนคงสงสัยว่าแล้วถ้าเป็นยุค 80 ล่ะจะเป็นยังไง ฟังเพลงเหมือนกันหรือเปล่า ศิลปินแต่งตัวแบบไหน เราจะมาไขข้อข้องใจกัน

ดนตรีของทั้งสองยุค

ในช่วงยุค 80 นั้นรสนิยมดนตรีจะเป็นยุคที่เพิ่งจางหายจากดิสโก้เข้าสู่ดนตรีที่มีความปรุงแต่งจากซาวน์ดค่อนข้างมาก เรียกว่า Synth Pop ถ้ายังนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไรให้นึกถึง ไมเคิล แจ๊คสัน ราชาเพลงป๊อปที่กลายเป็นตำนานของโลกไปแล้ว ขยับมาเป็นดนตรีร็อคก็จะมีขาใหญ่อย่าง เมทัลลิก้า ผู้บุกเบิกแทรชเมทัลอันดับแรก ๆ รวมไปถึงวงร็อคขวัญใจมหาชนอย่าง บอนโจวี่ กับเพลงฮิตมากมายในยุคนั้นฮิพฮอพก็ถือกำเนิดในยุค 80 นี้เช่นกัน ทีนี้ลองมาดูดนตรีของยุค 90 กันบ้าง ความเป็นเครื่องสังเคราะห์หรือ Synth จะเริ่มลดน้อยลง และมีแนวดนตรีแจ้งเกิดใหม่ในยุคนี้ที่เปลี่ยนโฉมหน้าดนตรีของโลกนี้ไปคือ อัลเทอร์เนทีฟ หรือดนตรีทางเลือกใหม่ นำโดยวงสุดเซอร์อย่าง เนอวาน่า ที่ทำเอานักดนตรียุคต่อ ๆ มายกเขาเป็นแบบอย่างกันไปหมด กระแสดนตรีฮาร์ดร็อคผมยาวเริ่มค่อย ๆ ตกลงไป กำเนิดเป็นยุคที่นำเอาแร็พของฮิพฮอพไปใส่ในดนตรีร็อค เกิดเป็นแนวใหม่ที่เรียกว่า นูเมทัล ศิลปินที่โดดเด่นคือ ลิมพ์บิสกิต, P.O.D. เป็นต้น

แฟชั่นต่างกันยังไง

การแต่งกายของทั้งสองยุคนี้ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยในยุค 80 นั้นความโดดเด่นอยู่ที่ Shoulder Pad ของเพศหญิงที่ทำให้ไหล่ตั้งขึ้นมา ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีในยุคนี้จริง ๆ รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ใช้ตามดีไซเนอร์ชื่อดัง ประมาณว่าเขาฮิตอะไรกันก็ต้องใส่กันทั้งบาง ยึดมั่นในแบรนด์ที่ชื่นชอบอย่างที่สุด กางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบสีขาวถือได้ว่าเป็นตัวชูโรงของยุคนี้เลยก็ว่าได้ ทางด้านยุค 90 ก็ไม่แพ้กัน ความเรียบง่ายเริ่มเข้ามา รสนิยมความเป็นตัวเอง ไม่ยึดเกาะกับกระแสเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้าแบบมัธยมปลายหรือไฮสคูล ที่เป็นยูนีคสำหรับยุคนี้ เสื้อคลุมกีฬาก็ดี หรือเสื้อแบบจั๊มเปอร์ที่ได้รับความนิยมก็ดี ล้วนโดดเด่นในยุค 90 ทั้งนั้น

ไม่ว่าจะยุคไหนก็ล้วนแต่ดูดีมีรสนิยมด้วยกันทั้งนั้น ใครชอบเพลงในยุคโน้น ชอบแต่งตัวในยุคนี้ก็ไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด ทุกอย่างหมุนไปตามเวลา ได้รับความนิยมแล้วก็ค่อย ๆ เลือนหายไป ก่อนที่จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แล้วคุณล่ะ…สำรวจตัวเองหรือยังว่าเป็นคนยุคไหนกันแน่