การ์ตูนจบคนไม่จบ! เพลงดังสุดอมตะจากตำนานการ์ตูน

หนังสือการ์ตูนที่ได้รับความนิยมนั้น สักพักจะถูกนำไปผลิตเป็นอนิเมชั่น และอนิเมชั่นที่ว่านี้ก็จะมาพร้อมเพลงประกอบ การ์ตูนแต่ละเชื้อชาติก็จะมีเพลงประกอบของประเทศนั้น ๆ ไป แต่ว่าการ์ตูนบางเรื่องนอกจากสื่อสารข้ามประเทศผ่านลายเส้น ยังสามารถทลายกำแพงภาษาด้วยเพลงประกอบยอดฮิตติดหู ที่สาวกของการ์ตูนเรื่องนั้น ๆ เป็นต้องจำได้ขึ้นใจไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มาดูกันว่ามีเพลงประกอบอนิเมชั่นจากเรื่องไหนบ้างที่ทำได้ดังที่กล่าวมานั้น

CHA-LA HEAD CHA-LA

เพลงสุดอมตะจากการ์ตูนที่อมตะยิ่งกว่า ดราก้อนบอล ขับร้องโดย ฮิโรโนบุ คาเงยามะ เจ้าตัวเองอาจจะไม่ได้โด่งดังระดับโลกมากนัก เพลงนี้เริ่มใช้ในภาคแซดของดราก้อนบอล ตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 และในภาคอื่นของเรื่องนี้จะเปลี่ยนเพลงประกอบไป แต่เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดต้องตกเป็นของเพลงนี้อย่างแน่นนอน ท่วงทำนองที่เร้าใจ ปลุกอารมณ์เหล่าแฟนคลับก่อนที่จะเข้าการ์ตูนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าในญี่ปุ่นหรือเอเชียจนไปถึงทั่วโลกต่างก็ชื่นชอบและร้องตามโดยเฉพาะท่อนฮุคกันได้เป็นอย่างดี

DORAEMON NO UTA

ขวัญใจมหาชนของจริงกับเพลงนี้ เรียกง่าย ๆ ว่าเพลงโดราเอมอน คงไม่มีการ์ตูนเรื่องไหนจะมีมาอย่างยาวนานและยังได้รับความนิยมต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 และถึงแม้ว่าผู้เขียนนั้นจะได้ล่วงลับไปแล้ว แต่การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังคงเดินหน้าสร้างความสุขให้เด็กทั่วทั้งโลกต่อไป อาจรวมถึงผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไป ดนตรีที่แสนจะน่ารักคิกขุบวกกับเนื้อร้องที่จำง่าย ร้องตามได้อย่างสนุกสนาน เสียงร้องอันแสนสดใสของคุมิโกะ โอสึกิ ยังคงตราตรึงในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย ตั้งแต่เด็กจนโตผ่านไปกี่ยุค เพลงนี้ก็ยังคงมีชีวิตต่อไปอีกนานแสนนาน

LET IT GO

ถึงแม้ว่าเพลงกับการ์ตูนอนิเมชั่นเรื่องนี้เพิ่งจะถือกำเนิดได้เพียงไม่กี่ปี นับจากปี ค.ศ.2013 แต่ต้องยอมรับว่ากระแสของการ์ตูนเรื่อง Frozen กับเพลงนี้นั้นเกินควบคุมได้จริง ๆ เด็กทั่วโลกต่างก็สามารถร้องเพลงนี้กันได้อย่างฟีเวอร์ เสียงอันทรงพลังของ ไอดินา แมนเซล นั้นทำออกมาได้แบบเหนือชั้น อารมณ์ความหนาวเหน็บแทบจะทะลุจากการ์ตูนผ่านเสียงเพลงเข้าสู่หูคนฟังเลยทีเดียว และยังไปทำเป็นภาษาอื่น ๆ อีกหลายเวอร์ชั่นอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเพลงการ์ตูนสุดคลาสสิคขึ้นหึ้งที่ได้กล่าวไป มีเพลงการ์ตูนอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง ทุกเพลงล้วนมีคุณภาพเหมาะสมเข้ากับเนื้อหาของการ์ตูนเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี ขึ้นชื่อว่าการ์ตูนมันสนุกอยู่แล้ว ยิ่งเพลงประกอบดีด้วยยิ่งเพิ่มความสนุกคูณสองเลยทีเดียว ใครเป็นแฟนเพลงหรือแฟนอนิเมชั่นเรื่องไหนก็คงต้องไปหามาฟังกันเพื่อรำลึกความทรงจำกับความสุข ความสนุกที่เราได้รับจากการ์ตูนเรื่องโปรดกันแล้วล่ะ

สวัสดีครับคุณครู! บทเพลงระดับครูของเหล่ามือกีต้าร์

เอาใจมือกีต้าร์ทั้งผู้ที่เพิ่งหัดเล่นหรือผู้ที่เล่นได้คล่องแล้วก็ตาม มือกีต้าร์มักได้ยินจากผู้ที่มาฝึกสอนให้กับตนอยู่เสมอว่าให้เล่นเพลงนี้ให้ได้เพราะว่าเป็นเพลงครู อันที่จริงก็เพลงปกติทั่วไป เพียงแต่ว่าศิลปินที่ออกผลงานเพลงนั้นทำออกมาได้อย่างดีมีผลต่อความรู้ความสามารถของที่มาฝึกเล่นเพลงนี้ ทำให้มีความก้าวหน้าพัฒนาทางฝีมือการเล่นกีต้าร์ได้เป็นอย่างดีกว่าเพลงอื่น ๆ จึงเรียกกันง่าย ๆ มาเป็นเพลงครู โดยส่วนมากเพลงครูเหล่านี้มักจะเป็นเพลงเก่าแก่มีมานานแล้ว สืบต่อกันรุ่นสู่รุ่น แต่ยังคงความคลาสสิกให้ฝึกเล่นได้เป็นอย่างดี จะมีเพลงอะไรกันบ้างไปดูกัน

  1. Rock Bottom ของ F.O.

อมตะตลอดกาลสำหรับเพลงนี้ ด้วยริฟฟ์กีต้าร์อันโดดเด่น เร้าใจ ฟังเหมือนจะง่ายแต่เล่นให้เหมือนยาก แถมยังใช้ริฟฟ์นี้ขับเคลื่อนเพลงตลอดทั้งเพลงอีกด้วย ผ่านด่านแรกไปแล้วก็มาเจอบอสใหญ่ที่รออยู่ในท่อนโซโล่ของเพลงที่มีความยาวถึงสองนาทีกว่า เทียบเท่าเพลงได้หนึ่งเพลงเลยทีเดียว ในท่อนโซโล่นี้ มือกีต้าร์จะได้ฝึกหลากหลายทักษะไม่ว่าจะเป็น Blending (การดันสาย) Hammer on และ Pull off รวมไปถึงการดีดอีกหลายแบบ จะช่วยพัฒนาสกิลของผู้เล่นให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วหากเล่นเพลงนี้ได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว

  1. Highway Star ของ Deep Purple

อีกหนึ่งเพลงสำหรับคนดนตรีทั้งหลาย ที่เป็นสายความเร็ว เพลงนี้แบ่งเป็นหลายพาร์ท ตั้งแต่เริ่มเพลงจนเข้าร้องที่ใช้การอุดสายด้วยมือขวา เป็นการฝึกความความแข็งแรงของข้อมือ ยาวไปจนถึงท่อนโซโล่พาร์ทแรก ในเพลงนั้นเป็นคีย์บอร์ด แต่นักดนตรีส่วนใหญ่มักใช้กีต้าร์โซโล่แทน และไลน์คีย์บอร์ดที่ว่านี้เอง มาพร้อมด้วยความเร็วดุจฟ้าผ่า การไล่สเกลแบบซีเควนท์ รวมไปถึงการเล่นเสียงประสานที่แบ่งเป็นสองไลน์อีกด้วย ปิดด้วยบอสใหญ่ของเพลงในท่อนโซโล่สุดท้ายกับการเล่นที่ใช้โน้ตละหนึ่งสาย ความเร็ว ความแม่นยำจะถูกลับคมจากท่อนนี้ และทิ้งท้ายด้วยเขบ็ตสองชั้นในช่วงท้าย บอกได้เลยว่าหากใครยังไม่พร้อม ได้เป็นตะคริวอย่างแน่นอน

  1. Sweet Child O’mine ของ Guns n’ Roses

เพลงร็อคมหาชนเพลงนี้นอกจากไลน์กีต้าร์อันสวยงามแล้วดนตรี ท่วงทำนองในเพลงยังไพเราะน่าฟังอีกด้วย มาถึงด่านแรก ริฟฟ์อมตะของเพลงกับเล่นแบบข้ามสาย ลำบากสำหรับมือใหม่แน่นอน ท่อนโซโล่ท่อนแรกที่ไม่ยากนัก แต่สิ่งที่ควรโฟกัสคือสำเนียงที่ออกมา หากจะทำให้ดีนั้นค่อนข้างยากทีเดียว และท่อนโซโล่ส่งท้ายยาวสองนาทีกว่าที่เต็มไปด้วยเทคนิคเฉพาะตัวของสแลช มือกีต้าร์ผู้ที่เล่นเพลงนี้ ไลน์กีต้าร์วลีสวย ๆ ในท่อนสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่มือกีต้าร์ทุกคนควรใช้เวลากับมันให้เต็มที่ เก็บเกี่ยวมาให้ได้เยอะที่สุด หากทำได้หนทางไปสู่ร็อคสตาร์นั้นคงไม่ยากเกินไปนัก

เพลงที่กล่าวมาข้างตนไปบทเพลงอมตะส่วนหนึ่งเท่านั้น อันที่จริงเพลงทุกเพลงบนโลกใบนี้ก็นับเป็นเพลงครูได้หมดทุกเพลง หนึ่งบทเพลงคือหนึ่งบทเรียน สำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นดนตรีก็ไปหามาฟังได้เช่นกัน นับว่าเป็นเพลงที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนอยู่แล้ว และสำหรับผู้ที่มีความฝันอยากจะเป็นนักดนตรี สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการฝึกซ้อมให้มากเข้าไว้นั่นเอง

เบี่ยงเบนแล้วไง! พลังของเพศที่สามไม่แพ้เพศใดในโลก

คนที่มีความผิดปกติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น กระเทย ทอม หรือเกย์นั้น ยังไงก็เป็นคนปกติที่มีความรู้ความสามารถเช่นเดิม บางคนดึงจุดเด่นของเพศที่สามมาใช้ทำให้ตัวเองสร้างผลงานออกมาได้ดีอีกต่างหาก ศิลปินหลายคนก็มีที่เป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้กระแสการตอบรับของเขาลดลงแต่อย่างใด กลับทำให้โด่งดังกว่าเดิมด้วยซ้ำ ไปดูกันดีกว่าว่ามีใครบ้าง

  1. ออฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์

ต้องบอกเลยว่าแม่มาแล้วจริง ๆ ไม่ว่าจะงานด้านดนตรี หรือการแสดง รวมไปถึงละครเวที เขาก็ทำออกมาได้อย่างดี เข้าวงการจากการแข่งขัน อคาเดมี่ แฟนเทเชีย ปีที่ 1 ภายหลังได้ออกอัลบั้มของตัวเองและมีเพลงดังอย่าง จากคนรักเก่า ที่ส่งเขาสู่ความเป็นซุปเปอร์สตาร์ หลังจากนั้นก็มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ส่วนมากจะเป็นเพลงช้าที่มีเนื้อหาโศกเศร้า จนมาถึงเพลง แทงข้างหลัง…ทะลุถึงหัวใจ เพลงแห่งความเศร้า หดหู่ ที่เป็นกระแสใครได้ดูได้ฟังแล้วอาจฆ่าตัวตายได้ จนปัจจุบันผลงานเพลงอาจน้อยลงไปบ้าง เนื่องจากมีผลงานด้านการแสดงมากกว่า แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าการเป็นเพศที่สามของเขานั้นไม่ได้มีอุปสรรคต่อหน้าที่การงานเลยแม้แต่น้อย

  1. เบน ชลาทิศ ตันติวุฒิ

น้ำเสียงที่ทรงพลังเหนือมนุษย์ จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก เบน ชลาทิศ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีรูปร่างที่ดี บึกบึน สมส่วนหรือหน้าตาที่เป๊ะปังแต่อย่างใด แต่ผลงานของเขาที่ออกมานั้นการันตีถึงคุณภาพคับแก้วจริง ๆ เบนเริ่มจากการเป็นหนึ่งในสมาชิกวงโมโนโทน ก่อนจะเข้าสู่ค่ายเบเกอรี่ตามคำเชิญชวนของ บอย โกสิยพงศ์ มีผลงานออกมาอย่าง คนข้างล่าง, ใกล้ เป็นต้น ภายหลังได้ออกอัลบั้มเดี่ยวของตนเอง จนได้รับรางวัลจากคลื่นวิทยุ SEED AWARD หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานอย่างต่อเนื่องทั้งด้านนักร้องและนักแสดง จนได้เป็นตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง ป้าแฮปปี้ she ท่าเยอะในปีพ.ศ.2558 อีกด้วย

  1. ดีเจเอกกี้ เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ

ศิลปินรุ่นใหญ่ที่เคยโด่งดังขั้นสุดกับวงบอยแบนด์สุดเท่อย่าง U.H.T. ที่มีผลงานถึง 4 อัลบั้ม และการแต่งตัวตามชื่อวง U.H.T. ย่อมาจาก Under hood Teenage ที่ใส่เสื้อคลุมมีฮู้ด ทำให้เป็นกระแสการแต่งตัวในยุคนั้น แต่โดยตัวเอกกี้เองในตอนนั้นยังไม่ได้ออกมายอมรับว่าเป็นเพศที่สาม แต่หลังจากที่เวลาผ่านไป เขาก็ได้เปิดเผยต่อสื่อและถึงแม้ว่าหลายคนจะผิดหวัง แต่ผลงานของเขาที่เพิ่มมาทั้งการแสดง พิธีกร และดีเจ กับเป็นการโชว์ความสามารถของเขาอย่างแท้จริงจนถึงทุกวันนี้

เห็นไหมว่าการจะเป็นเพศที่เท่าไรนั้นไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อย เราอาจผิดหวังกับศิลปินที่เราชื่นชอบบ้างหากเขาเหล่านั้นเป็น แต่ว่าถ้าเราดูที่ผลงานของพวกเขาแล้วจะเห็นได้ว่าเขาก็ยังคงตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานออกมาเพื่อมอบความสุขให้กับบรรดาแฟนเพลงเหมือนเดิมอยู่ดี

หลบหน่อยพ่อมา! เปิดตำนานเพื่อชีวิตตัวพ่อ

เพลงเพื่อชีวิตเป็นเพลงที่อยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยก็ว่าได้ ทั่วทั้งประเทศไม่มีใครไม่รู้จักเพลงเพื่อชีวิต ต่างจากเพลงป๊อปหรือเพลงร็อคดัง ๆ ที่เอาจริง ๆ แล้วจะรู้จักตามเมืองใหญ่เท่านั้น เพราะว่าเพลงเพื่อชีวิตมีเนื้อหาที่เข้าถึงจิตใจผู้คนได้มากกว่า กล่าวถึงความเป็นอยู่ได้มากกว่า ไม่ได้พูดถึงความรักเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เพลงเพื่อชีวิตเป็นเหมือนดนตรีประจำชาติไปด้วย ศิลปินในแนวนี้นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็จะมีตำนานที่ผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ก็ยังได้รับความนิยมเสมอ เป็นตำนานค้างฟ้าอย่างแท้จริง มีใครกันบ้างไปดูกันเลย

  1. สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน

นักร้องและนักแต่งเพลงเพื่อชีวิตระดับครูที่ผู้คนมักเรียกติดปากกันว่า น้าหงา ผู้ที่ได้รับเชิดชูให้เป็น อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต ผลงานของน้าหงานั้นมีมากมายกว่า 30 ปีในวงการ เพลงอมตะอย่าง เดือนเพ็ญ ถือว่าเป็นเพลงครูเลยก็ว่าได้สำหรับคนที่อยากจะหัดเล่นดนตรีไม่ว่าจะกีต้าร์หรือนักร้อง หนุ่มพเนจร เพลงสนุกชวนเต้นรำของคนที่มีหัวใจคันทรี่ ความนิยมในตัวเขานั้นมากจนกระทั่งได้รับเลือกให้ได้เป็น ศิลปินแห่งชาติในปีพ.ศ.2553 อีกด้วย

  1. ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์

ศิลปินที่มีเสียงร้องที่ก้องกังวาลดุจคนร้องไห้ ทำไมสื่ออารมณ์ในเพลงออกมาได้อย่างดี มีผลงานตั้งแต่พ.ศ.2530 แต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนกระทั่งมาแจ้งเกิดกับเพลงเพื่อชีวิตสุดคลาสสิกอย่าง ตลอดเวลา ในปีพ.ศ.2533 จากนั้นชื่อเสียงของเขาก็เลื่องลือเป็นที่รู้จักทั่วทั้งประเทศด้วยเพลงฮิตมากมาย มือปืน, ไถ่เธอคืนมา, โรงเรียนของหนู, หรือเพลงมีจังหวะที่เนื้อหาโดนใจวัยโจ๋อย่าง หนุ่มน้อย

  1. คาราบาว

ความภาคภูมิใจของคนไทยกับศิลปินเพื่อชีวิตที่เปรียบเหมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งเพลงเพื่อชีวิตเลยก็ว่าได้ สำหรับวงนี้ คาราบาว สมาชิกแรกเริ่มมี แอ๊ด ยืนยง โอภากุล เขียว กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนครและ ไข่ สานิตย์ ลิ่มศิลา ทั้งสามก่อตั้งวงขึ้นมาตอนไปร่ำเรียนที่ฟิลิปปินส์ ชื่อคาราบาวจึงมาจากภาษาฟิลิปปินส์ที่แปลว่า ควาย ดังเช่นสัญลักษณ์ของที่วงที่เห็นกันมาโดยตลอดนั่นเอง ภายหลังสมาชิกที่เข้ามาเพิ่มเติมได้แก่ เล็ก ปรีชา ชนะภัย อ๊อด อนุพงษ์ ประถมปัทมะ เป้า  อำนาจ ลูกจันทร์ และสุดท้ายคือ เทียรี่ เมฆวัฒนา จนเป็นสมาชิกคลาสสิกที่สุดของคาราบาว แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย เพลงยอดฮิตระดับตำนานของวงนี้มีมากมาย เช่น วณิพก, บัวลอย, ทะเลใจ ,คนเก็บฟืน, กัญชา เป็นต้น

นี่เป็นเสาหลักของวงการเพื่อชีวิตไทยที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เป็นเหมือนไอคอนที่ทุกคนอยากเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ยังไงก็แล้วแต่เราเกิดเป็นคนไทยแล้ว จังหวะสามช้าหรือเพื่อชีวิตช้า ๆ ซึ้ง ๆ โดนใจนั้นไม่ได้อยู่นอกดีเอ็นเอของเราเลย ใครได้ฟังก็ต้องหลงเสน่ห์ของเพื่อชีวิตกันทุกคนแน่นอน

เปิดวาร์ป! ศิลปินหล่อขั้นเทพ ยอด Follow ทะลุหกหลัก

ศิลปินย่อมมาพร้อมกับรูปร่างหน้าตาอันเป๊ะปัง ดังเทพบุตรมาเกิด จนเหล่าติ่งทั้งหลายแทบจะต้องขายวิญญาณให้ ติดสอยห้อยตามไปเป็นแรงเชียร์ในทุกที่ที่ศิลปินไป ณ ปัจจุบันในประเทศไทยมีศิลปินชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาชนิดวัวตายควายล้มอยู่นับไม่น้อย มันคงจะดีสำหรับสาวเล็กสาวใหญ่ไม่น้อยถ้ามีวาร์ปเข้าสู่ Instagram ของพวกเขา เพื่อไปชื่นชมผลงานและกิจกรรมต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ลงให้อัพเดตกัน

  1. The Toy (ig : thetoysthetoysthetoys)

อันดับแรกไม่ใช่ใครที่ไหน ลูกชายของอดีตนักร้องสาว นิตยา บุญสูงเนิน หนุ่มฮอตสุด ๆ สำหรับสาวไทยตอนนี้ สำหรับศิลปินเพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานนัก จากการชนะแข่งขันการเล่นกีต้าร์ของรายการ Overdrive Guitar Contest 9 เท่านั้นยังไม่พอ ยังมากด้วยความสามารถ ทั้งทางด้านร้องเพลง รวมไปถึงการแต่งเพลงด้วยตัวเองอีกด้วย เพลงดังมากมายอย่าง หน้าหนาวที่แล้ว, นอนได้แล้ว อีกทั้งสไตล์การแต่งตัวของเขาที่ยังกลายเป็นกระแสให้วัยรุ่นพากันแต่งตัวตามเขากันทั่วบ้านทั่วเมือง ถือว่าครบเครื่องมาก ๆ ทั้งหน้าตาและความสามารถที่เรียกได้ว่าระดับเทพ

  1. แมกซ์ ณัฐวุฒิ เจนมานะ (ig : maxjenmana)

แจ้งเกิดมากับการประกวดร้องเพลงรายการเดอะ ว้อยซ์ ปีที่ 1 ถึงจะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ก็มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ด้วยหน้าตาที่เป็นอาวุธระดับพรีเมี่ยมไว้ปลิดหัวใจสาว ๆ ให้แตกกระเจิง แต่เขามาแจ้งเกิดเต็มตัวได้อีกครั้งในผลงานเพลงที่ร้องตามทั้งทั้งบ้านทั้งเมือง ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ ทำให้เขาขึ้นสู่ทำเนียบศิลปินที่หล่อเหลาในปัจจุบันนี้ ใครที่อยากชื่นชมหรือติดตามผลงานของเขาก็เขาไปกดติดตามในไอจีของเขาได้เลย

  1. ภูมิ วิภูริศ ศิริทิพย์ (ig : phumviphurit)

หนุ่มน้อยดีกรีนักเรียนนอกที่มากด้วยพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์เพลง ถึงอายุยังน้อย แต่เขาสามารถเรียบเรียงทำนองและเนื้อร้องในเพลงของเขาเองได้อย่างสบาย แถมยังได้รับกระแสชื่นชมอย่างล้นหลามอีกด้วย ด้วยหน้าตาที่ดูเป็นมิตร ขี้เล่น กับเสียงร้องอันมีเสน่ห์ของเขาแล้วนั้น สาวไหนก็คงต้องตกอยู่ในเวทมนตร์ของเขาคนนี้ทั้งนั้น

  1. เจ้านาย จินเจษฎ์ วรรธนะสิน (ig : jaonaay)

ลูกชายสุดที่รักของพ่อเจ เจตริน นักร้องขวัญใจชาวไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คราวนี้ส่งต่อให้รุ่นลูกอย่าง น้องเจ้านาย ที่ชาวไทยเราเห็นความน่ารักมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จนกระทั่งโตขึ้นมาเป็นหนุ่มหล่อชนิดที่เรียกได้ว่าเพอร์เฟค บรรดาแฟนคลับเป็นต้องหลงหัวปักหัวปำ ผลงานเพลงอาจจะยังมีไม่มาก คนละชั้น คือชื่อเพลงที่นับได้ว่าเพิ่มความหล่อให้น้องเจ้านายขึ้นไปอีกร้อยเท่า อย่ารอช้า ไปติดตามเป็นกำลังใจน้องเจ้านายได้ในไอจีของเขาเลย รับประกันด้วยยอดผู้ติดตามเกือบสองล้านคนเข้าไปแล้ว

4 หนุ่ม 4 สไตล์ ของศิลปินหน้าตาดีในยุคนี้ อันที่จริงผลงานของพวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหน้าตาเลย ทุกคนล้วนมีสามารถที่นับได้ว่าเป็นศิลปินคุณภาพคนหนึ่งเช่นกัน

ยุค 80 กับ 90 แตกต่างกันยังไงนะ

ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ทั้งแฟชั่น สไตล์ดนตรี คนที่โตมากับยุคไหนก็มักจะอินกับยุคนั้นเป็นพิเศษ รสนิยมการแต่งตัวหรือการฟังเพลงก็จะไม่เหมือนกัน ช่วงนี้กระแสยุค 90 ในไทยค่อนข้างกลับมาฟีเวอร์อีกครั้ง กับความพิเศษทั้งหลายในยุคนี้ แต่หลายคนคงสงสัยว่าแล้วถ้าเป็นยุค 80 ล่ะจะเป็นยังไง ฟังเพลงเหมือนกันหรือเปล่า ศิลปินแต่งตัวแบบไหน เราจะมาไขข้อข้องใจกัน

ดนตรีของทั้งสองยุค

ในช่วงยุค 80 นั้นรสนิยมดนตรีจะเป็นยุคที่เพิ่งจางหายจากดิสโก้เข้าสู่ดนตรีที่มีความปรุงแต่งจากซาวน์ดค่อนข้างมาก เรียกว่า Synth Pop ถ้ายังนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไรให้นึกถึง ไมเคิล แจ๊คสัน ราชาเพลงป๊อปที่กลายเป็นตำนานของโลกไปแล้ว ขยับมาเป็นดนตรีร็อคก็จะมีขาใหญ่อย่าง เมทัลลิก้า ผู้บุกเบิกแทรชเมทัลอันดับแรก ๆ รวมไปถึงวงร็อคขวัญใจมหาชนอย่าง บอนโจวี่ กับเพลงฮิตมากมายในยุคนั้นฮิพฮอพก็ถือกำเนิดในยุค 80 นี้เช่นกัน ทีนี้ลองมาดูดนตรีของยุค 90 กันบ้าง ความเป็นเครื่องสังเคราะห์หรือ Synth จะเริ่มลดน้อยลง และมีแนวดนตรีแจ้งเกิดใหม่ในยุคนี้ที่เปลี่ยนโฉมหน้าดนตรีของโลกนี้ไปคือ อัลเทอร์เนทีฟ หรือดนตรีทางเลือกใหม่ นำโดยวงสุดเซอร์อย่าง เนอวาน่า ที่ทำเอานักดนตรียุคต่อ ๆ มายกเขาเป็นแบบอย่างกันไปหมด กระแสดนตรีฮาร์ดร็อคผมยาวเริ่มค่อย ๆ ตกลงไป กำเนิดเป็นยุคที่นำเอาแร็พของฮิพฮอพไปใส่ในดนตรีร็อค เกิดเป็นแนวใหม่ที่เรียกว่า นูเมทัล ศิลปินที่โดดเด่นคือ ลิมพ์บิสกิต, P.O.D. เป็นต้น

แฟชั่นต่างกันยังไง

การแต่งกายของทั้งสองยุคนี้ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยในยุค 80 นั้นความโดดเด่นอยู่ที่ Shoulder Pad ของเพศหญิงที่ทำให้ไหล่ตั้งขึ้นมา ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีในยุคนี้จริง ๆ รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ใช้ตามดีไซเนอร์ชื่อดัง ประมาณว่าเขาฮิตอะไรกันก็ต้องใส่กันทั้งบาง ยึดมั่นในแบรนด์ที่ชื่นชอบอย่างที่สุด กางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบสีขาวถือได้ว่าเป็นตัวชูโรงของยุคนี้เลยก็ว่าได้ ทางด้านยุค 90 ก็ไม่แพ้กัน ความเรียบง่ายเริ่มเข้ามา รสนิยมความเป็นตัวเอง ไม่ยึดเกาะกับกระแสเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้าแบบมัธยมปลายหรือไฮสคูล ที่เป็นยูนีคสำหรับยุคนี้ เสื้อคลุมกีฬาก็ดี หรือเสื้อแบบจั๊มเปอร์ที่ได้รับความนิยมก็ดี ล้วนโดดเด่นในยุค 90 ทั้งนั้น

ไม่ว่าจะยุคไหนก็ล้วนแต่ดูดีมีรสนิยมด้วยกันทั้งนั้น ใครชอบเพลงในยุคโน้น ชอบแต่งตัวในยุคนี้ก็ไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด ทุกอย่างหมุนไปตามเวลา ได้รับความนิยมแล้วก็ค่อย ๆ เลือนหายไป ก่อนที่จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แล้วคุณล่ะ…สำรวจตัวเองหรือยังว่าเป็นคนยุคไหนกันแน่

เป็นปลากระป๋อง…มาดูคอนเสิร์ตที่มีคนดูเยอะที่สุดกัน

การแสดงสดของเหล่าศิลปินนั้น หากมีจำนวนผู้เข้าชมมากก็จะส่งผลดีต่อตัวศิลปิน เป็นแรงและกำลังใจให้พวกเขาทำการแสดงอย่างเต็มที่เพื่อความสุขของเหล่าแฟนเพลง แต่บางคอนเสิร์ตนั้นผู้เข้ามาชมมีเยอะมากระดับที่ว่าที่นั่งตั้งแต่กลางไปจนถึงที่นั่งท้าย ๆ มองเห็นเวทีเป็นแค่จุดเล็ก ๆ เท่านั้น ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังอยากไปสัมผัสบรรยากาศและไปร่วมชมการแสดงสดของศิลปินที่ชื่นชอบอยู่ดี มาดูกันว่ามีคอนเสิร์ตใดที่มีคนดูเยอะมากที่สุดกันบ้าง

เทศกาลดนตรีของสตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak)

ในปีค.ศ.1983 เหล่าผู้ชมกว่า 670,000 คน ได้หลั่งไหลเข้าสู่เทศกาลดนตรีที่ว่านี้ ทางด้านสตีฟ วอซเนียก ผู้จัดเทศกาลนี้ เขาเป็นผู้ร่วมก่อนตั้ง แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ในยุคแรกอีกด้วย เขาทุ่มทุนมหาศาลเพื่อจัดเทศกาลดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ โดยมีศิลปินระดับโลกคับคั่งอาทิเช่น U2 เจ้าของเพลง One ที่สุดแสนอมตะ, Ozzy Osbourne วงร็อกตำนานค้างฟ้ากับเพลงดัง Crazy Train, Goodbye Romance เป็นต้น

Garth Brooks in Central Park ในปีค.ศ.1997

การ์ธ บรู๊คส์ เจ้าของเพลงยอดฮิตมากมายในสไตล์คันทรี่อเมริกันขนานแท้ การันตีด้วยยอดขายถล่มทลายเกือบ 150 ล้านแผ่นทั่วโลก และมียอดขายเป็นอันดับสองในอเมริกาเป็นรองแค่วงระดับตำนานตัวพ่ออย่าง เดอะบีทเทิล เท่านั้น คอนเสิร์ตใหญ่ของเขาใน เซ็นทรัล พาร์ค ของกรุงนิวยอร์กนี้สามารถดึงผู้ชมมาชมได้ถึง 750,000 คนเลยทีเดียว

นิวยอร์ก ฟิลฮาร์โมนิค ออเคสตรา (New York Philharmonic) ที่เซ็นทรัล พาร์ค

ในปีค.ศ.1986 ได้เกิดประวัติศาสตร์สำหรับวงดนตรีออเคสตราอย่างนิวยอร์ก ฟิลฮาร์โมนิค กับจำนวนคนดูมากมายถึง 800,000 คนอัดแน่นบริเวณเซ็นทรัล พาร์ค เลยทีเดียว ในคอนเสิร์ตครั้งนี้จัดแสดงเพลงคลาสสิกยอดฮิตมากมาย ทั้งของบีโธเฟ่นอย่างเพลง Ninth Symphony หรือเพลงอย่าง Concerto No.5 โดยวงนี้มีการจัดคอนเสิร์ตเป็นประจำและสมาชิกของวงจะหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปทุกปี

ร็อด สจ๊วร์ต เจ้าของเสียงแหบเสน่ห์ กับคอนเสิร์ตเคาน์ดาวน์ในปีค.ศ.1994

ณ หาดโคปาคาบาน่า ของกรุงริโอ เดอ จาเนโรประเทศบราซิล ในปีค.ศ.1994 กับการจารึกไว้ในกินเนสส์บุ๊คว่าเป็นคอนเสิร์ตที่มีผู้เข้าชมเยอะที่สุดในโลก จำนวนถึง 3,500,000 คนเลยทีเดียว นับว่าเป็นสิ่งที่น่าประทับใจและเหลือเชื่อจริง ๆ สำหรับแฟนเพลงของเขาคนนี้ แถมเกินกว่าครึ่งของคนดูยังเป็นผู้หญิงอีกด้วย โดยในคอนเสิร์ตแสนอลังการนี้เต็มไปด้วยเพลงดังมากมายชนิดที่ว่าร้องตามกันดังสนั่นเมืองเลยทีเดียว

น่าทึ่งมากทีเดียวสำหรับจำนวนคนดูที่หลั่งไหลเข้าไปชมศิลปินที่ชื่นชอบกันมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะอันดับที่หนึ่ง ลองนึกภาพว่าถ้าเราเป็นศิลปินแล้วได้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ต มองลงมาจากเวทีเห็นคนดูมากมายหลักล้านที่ยาวสุดลูกหูลูกตาแบบนี้ คงจะเป็นสิ่งที่ตื้นตันใจไม่น้อยเลย

เสื้อกันหนาวพร้อม…รวมบทเพลงเพิ่มความหนาวสะท้านทรวง

อุณหภูมิที่กำลังจะลดต่ำลง พระอาทิตย์ที่กำลังจะเปลี่ยนเวลาขึ้นช้าและลงเร็วกว่าเดิม และชุดกันหนาวอุ่น ๆ สักตัวเป็นสัญลักษณ์ของฤดูหนาวที่หลายคนรอคอย ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีฤดูหนาวที่สั้นถึงสั้นมาก ชนิดที่ต้องตื่นมาต้องงงว่าหน้าหนาวหมดแล้วเหรอเนี่ย ถ้าความหนาวของอากาศมันยังทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำไม่พอนั้น ยังมีบทเพลงอีกหลายบทเพลงที่จะมาช่วยให้อุณหภูมิหัวใจของคุณต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกัน

หนาว – แคลช (Clash)

เพลงเก่าที่ดังเปรี้ยงปร้างในช่วงปี 2000 ต้น ๆ กับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของแบงค์ นักร้องนำของวง กับทรงผมกระชากใจสาว ๆ ในยุคนั้น และดนตรีที่แน่น ทรงพลัง เป็นเพลงที่อารมณ์เพลงจะสื่อถึงความเหงา อ้างว้าง หนาวหัวใจเมื่อต้องเสียคนรักไป เสียงของแบงค์นั้นบอกเลยว่าทำให้เพลงนี้หนาวจับใจเสียจริง

ลมหนาว – ทีฟอร์ทรี (Tea for Three)

วงดนตรีสามหนุ่มกับเพลงฟังสบายที่แสนไพเราะชวนเหงาเพลงนี้ ทำให้หลายคนต้องเริ่มรู้สึกหนาวใจกันบ้างสำหรับเนื้อเพลงที่ไปโดนใจใครหลายคน ดนตรีนิ่ม ๆ กับเสียงร้องนุ่ม ๆ ยิ่งจะพาให้คุณต้องไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อกันหนาวมาสวมใส่เลยทีเดียว

อยากให้รู้ว่าเหงา – เจ เจตริน

เพลงแสนเหงาตัวพ่อที่จะพาคุณจมดิ่งสู่ความหนาวเหน็บหัวใจ ยิ่งชีวิตใครตรงกับในเพลงแล้วด้วยนั้น ยากที่จะปฏิเสธได้เลยว่าฟังเพลงนี้แล้วจะไม่หนาวใจ ถึงจะเป็นเพลงเก่ามากแล้ว แต่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีศิลปินท่านอื่นนำมาร้องใหม่อีกด้วย

อากาศดี ๆ – เนอร์สเซอรี่ ซาวด์ (Nursery Sound)

เพลงที่สื่อถึงบรรยากาศดี ๆ แต่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกหนาวในใจ หากใครยังไม่มีคู่ เพลงนี้น่าจะทำให้อินได้โดยง่ายทีเดียว เพลงมีความหมายที่ว่า เวลาที่ทุกอย่างเป็นใจ อากาศ แสงแดด ลมหนาวมา แต่ไม่มีใครอยู่ข้างกาย จนหนาวสั่นไปถึงหัวใจ เป็นเพลงเก่าอีกหนึ่งเพลงที่ควรหามาฟังในหน้าหนาวนี้

Let It Go – Idina Menzel

ลำดับสุดท้ายต้องขอยกให้กับเพลงที่หนาวทั้งในเพลงและในภาพยนตร์อนิเมชั่นระดับ 0 องศาอย่าง โฟรเซ่น ที่เพลงได้สื่อถึงการที่มีเรื่องทุกข์ร้อนใจ ต้องอยู่คนเดียวกับความเหน็บหนาวราวกับพายุหิมะถล่มใส่ แต่เราก็แค่ปล่อยวาง เพื่อที่เดินก้าวต่อไปได้ เป็นเพลงความหมายดีที่ให้ความรู้สึกหนาวสะท้านได้ทั้งเพลงเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับลิสเพลงสุดหนาวเอาไว้ฟังแบบเหงา ๆ กับหน้าหนาวที่จะถึงนี้ น่าจะช่วยเพิ่มเพลงในคลังเพลงหนาวของหลายคนได้ไม่มากก็น้อย อีกไม่นานก็ได้เวลาของความหนาวเหงาหัวใจกันแล้ว ไปหาฟังกันได้ตามอัธยาศัย ใครอยากหนาวมากก็ฟังมาก ใครขี้หนาวก็ฟังน้อยหน่อย

ช็อปปิ้งด่วน! มาเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับแนวดนตรีกันเถอะ

เป็นเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมนักดนตรีแนวนั้น ต้องแต่งตัวแบบนั้น คงเพราะทำตามต่อ ๆ กันมาตั้งแต่ผู้บุกเบิกแรก ๆ เพื่อให้เข้าใกล้ต้นฉบับออริจินัลมากขึ้นนั่นเอง ว่าแต่ในโลกใบนี้มีแนวดนตรีเยอะแยะมากมาย เราควรจะแต่งตัวแบบไหนเพื่อไม่ให้ผิดแนวดีล่ะ ลองมาดูแฟชั่นของแต่ละสไตล์ดนตรีเพื่อเป็นไอเดีย และแรงบันดาลใจกันได้เลย

ดนตรีแจ๊ส สไตล์ที่มาพร้อมกับความหรูหราไฮโซ

โดยส่วนมากคนที่เล่นดนตรีแจ๊สนั้น จะเป็นคนที่ค่อนข้างสุขุม นอบน้อม สไตล์การแต่งตัวก็จะเน้นเป็นที่เสื้อเชิ้ตที่รีดมาอย่างดี กางเกงสแล็ค รองเท้าหนัง หรือกระทั่งใส่สูทเต็มยศก็มี หรือเรียกได้ว่าแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย เพราะส่วนใหญ่นักดนตรีแนวนี้มักทำการแสดงอยู่ตามโรงแรม คลับหรู หรืองานที่เน้นความไฮโซของผู้ร่วมงาน

ฮิพฮอพ กับเครื่องแต่งกายที่โอเวอร์ไซส์ทุกอย่าง

แค่ลองนึกภาพว่าหากมีคนทำตัวค่อม ๆ เดินโยกซ้ายทีขวาทีแบบชาวฮิพฮอพ แต่ว่าใส่กางเกงขาเดฟสวมเสื้อพอดีตัว นึกภาพยังไงก็คงนึกไม่ออก เพราะวัฒนธรรมของสไตล์นี้มาพร้อมกับเสื้อตัวโคร่งเท่าที่จะโคร่งได้ กางเกงก็เช่นกัน แต่อย่าลืมว่าต้องดึงให้ต่ำกว่าเอวลงมามาก ๆ ด้วยล่ะ หากจะให้ดีจำเป็นต้องใส่หมวกและสร้อยเส้นใหญ่ ๆ สักเส้น แค่นี้คุณก็พร้อมจะออกไปโย่ว วอทส์อัพกับชาวแก๊งค์ได้แล้ว

เคป๊อป สไตล์ที่ต้องเป๊ะตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงร่างกายและทรงผม

แม้ว่าเป็นสไตล์ที่เพิ่งมีได้ไม่นานนัก แต่การแต่งตัวของศิลปินสไตล์นี้นั้นจัดได้ว่าเท่ระเบิดกระชากใจเพศตรงข้ามได้เป็นอย่างดี เอกลักษณ์อย่างที่สุดของแนวนี้คือ ทรงผมที่ต้องดูแลจัดทรงมาเป็นอย่างดี เซ็ตได้เซ็ต ย้อมสีได้ย้อม ไถได้ไถ พร็อพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สร้อย ข้อมือ ผ้าโพกหัว โซ่คล้องหูกางเกง ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ที่เสียบในกระเป๋ากางเกง ดูแล้วเยอะเกินไป แต่กลับเข้ากันและทำให้ดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ

                ชาวร็อค ชุดหนังสุดคลาสสิก

กางเกงยีนส์ขาด ๆ กับเสื้อยืดปอน ๆ แล้วคลุมด้วยแจ๊คเก็ตหนังสีดำ และแว่นกันแดดกับหน้าขรึม ๆ คือสูตรสำเร็จที่คลาสสิกตลอดกาล อาจจะปรับเป็นกางเกงหนังบ้าง รองเท้าผ้าใบบ้าง หุ้มข้อบ้าง ล้วนสื่อถึงความเป็นชาวร็อคได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อแม้ว่าคนในลุกนี้เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วจะต้องดูโหดหรือดูเซอร์ บวกกับสกปรกหน่อย ๆ ด้วยนะ

การแต่งตัวตามสไตล์นั้นเพียงแค่เสริมความมั่นใจให้กับเราเท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นนักดนตรีหรือศิลปินที่ดีแต่อย่างใด ไม่ว่าจะแนวไหนสไตล์ใดจำเป็นที่จะต้องมีผลงาน และการกระทำที่ดีต่อเพื่อนและคนรอบข้างต่างหาก ที่จะทำให้ดูดีอย่างที่ไม่ต้องคำนึงถึงชุดที่สวมใส่อยู่เลยแม้แต่น้อย

อัพเกรดมาแล้ว! เหล่าศิลปินที่เปลี่ยนทั้งสไตล์เพลงและบุคลิกจนแฟนคลับยังจำแทบไม่ได้

แนวเพลงที่ชัดเจนหรือสไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นเป็นสิ่งที่ศิลปินทุกคนควรจะมี เพื่อที่จะประกาศจุดยืนให้โลกรู้ว่า ได้เห็นหรือได้ฟังดนตรีแบบนี้ที่ไหนคือฉันเองไง แต่ยังมีศิลปินอีกจำนวนไม่น้อยเลยที่ออกผลงานมาช่วงหนึ่ง พอเวลาผ่านไปมีผลงานใหม่มากลับไม่ใกล้เคียงคนเดิมเลยสักนิด ทำเอาต้องกลับไปดูสมัยก่อนวนไปวนมาว่าใช่คนหรือวงเดียวกันจริงหรือ

  1. สิงโต นำโชค

มีน้อยคนจะรู้ว่าหนุ่มร่างเล็กเสียงดีกับกีต้าร์อูคูเลเล่คู่กายเจ้าของบทเพลงดังระดับต้น ๆ อย่าง อยู่ต่อเลยได้ไหม, อาย, อยู่อย่างเหงา ๆ คืออดีตนักร้องและมือกีต้าร์ของวงโมโนมาก่อน กับเพลงที่เขาได้รับเป็นคนร้องนำที่ชื่อว่า กลัวความสูง ซึ่งหลังจากที่สมาชิกของวงโมโนได้หมดสัญญาและแยกย้ายกันไปนั้น สิงโตได้ไปหลงรักดนตรีสบาย ๆ เคล้าเสียงคลื่นริมทั้งทะเล เวลาผ่านไปเขาได้กลับมาอีกครั้งในดนตรีแนวใหม่ที่โด่งดังไปทั่วประเทศชนิดที่แทบไม่มีใครจำอดีตได้

  1. เรดิโอเฮด (RadioHead)

วงอัลเตอร์เนทีฟจากอังกฤษในตำนาน ที่ครองใจคนทั่วโลกโดยมีเพลงเด็ดอย่าง Creep ที่ติดหูเหล่าสาวกเด็กอัลเตอร์ได้เป็นอย่างดี แต่หลังจากอัลบั้มที่สาม OK Computer ออกมาในปี ค.ศ.1997 นี่เอง วงนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วโดยนำเอาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในเพลง และมีการทดลองสิ่งใหม่ในเพลงของพวกเขาต่อมาอีกหลายเพลงหลายอัลบั้มจนไม่เหลือเค้าของวงร็อคที่เคยเป็นในสองอัลบั้มแรกอีกแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ถึงจะมีแฟนคลับคัดค้านไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ความสำเร็จที่พวกเขาได้รับเกินความคาดหมาย พวกเขาได้ข้ามทวีปไปขึ้นชาร์ตถึงอเมริกา และยังได้รับรางวัลแกรมมี่อวอร์ดอีกด้วย

  1. บ๊อบ ดีแลน (Bob Dylan)

ศิลปินระดับโลกเรียกได้ว่าเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ว่าได้ กับแนวดนตรีโฟล์กในช่วงยุค 60 จนได้รับฉายา “ราชาแห่งโฟล์ก” แต่แล้วในปีค.ศ.1965 นั้นประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้เนื่องจากเขาถูกแฟนเพลงโห่ไล่ลงจากเวทีคอนเสิร์ตทั้งที่เพิ่งเล่นไปได้แค่ 3 เพลง สาเหตุเพราะเขาทิ้งแนวดนตรีโฟล์ก ที่ใช้กีต้าร์โปร่งเป็นเครื่องดนตรีหลัก แล้วหยิบกีต้าร์ไฟฟ้าขึ้นเล่นพร้อมกับวงแบบฟูลแบนด์ ทำให้แฟนเพลงรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง แต่ผลสุดท้ายในเวลาต่อมาเขาก็ปรับเพลงของเขาสู่แนวร็อกแอนด์โรล นั่นกลับทำให้เขามีแฟนคลับมากขึ้นกว่าเดิม จนทุกวันนี้เขาได้กลายเป็นตำนานไปเรียบร้อยแล้ว

  1. แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

คงไม่มีใครไม่รู้คนคนนี้ ซึ่งโด่งดังมาจากเพลงรักเนื้อหาโดนใจที่แสนไพเราะอย่าง ความคิด จนไปถึงได้เป็นกรรมการในรายการประกวดร้องเพลงดัง แต่หารู้ไม่ว่า ก่อนหน้าที่เขาจะเป็นแบบทุกวันนี้ เขาคืออดีตมือกีต้าร์ของวงเมทัลสุดดิบอย่างวงกล้วยไทยมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าหน้ายิ้ม ๆ ที่ดูอ่อนโยนของเขาแบบที่เห็นกันนี้จะจับกีต้าร์ไฟฟ้าโยกหัวกับเพลงเมทัลออกมาเป็นแบบไหนกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีศิลปินอีกมากที่ปรับเปลี่ยนตัวเองหรือผลงาน บ้างก็ตามกระแส บ้างก็อยากทดลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง สำหรับผู้ฟังก็ชื่นชมหรือติเตียนไปตามรสนิยมของแต่ละคน ดนตรีมันเป็นศิลปะ ไม่มีใครถูกผิด ดีที่สุดสำหรับเราอาจแย่ที่สุดสำหรับเขาก็ได้