พฤติกรรมการฟังเพลงเหล่านี้ ไม่ดีเอาซะเลย

การฟังเพลงคือกิจกรรมที่เราหลายๆคน ขาดเสียไม่ได้ ไม่ว่าจะออกกำลังกายในฟิตเนส ฟังในยามว่างหรือฟังในรถ ถ้าไม่มีเสียงเพลงคอยขับกล่อมในกิจกรรมนั้นๆ บางทีมันค่อนข้างจะน่าเบื่อไม่น้อยเลยทีเดียว แนวเพลงที่ฟังรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังบางทียังบ่งบอกฐานะ รสนิยม และไลฟ์สไตล์ของผู้ฟังอีกด้วยดังนั้นหลายๆคนจึงชอบสวมใส่หูฟังไปตามที่ต่างๆ หรือเปิดเพลงที่ตัวเองชอบเพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตัวตนของพวกเขาเป็นอย่างไร แต่ด้วยเหตุผลเหล่านี้บางครั้งบางโอกาสการฟังเพลงจึงเป็นการเสียมารยาทหรือรบกวนผู้อื่นและพฤติกรรมการฟังเพลงแบบนี้คือสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

                สวมหูฟังขณะพูดคุย ไม่ว่าจะอยู่กับใครสักคนหนึ่งหรืออยู่เป็นกลุ่มหลายๆคนการสวมหูฟังขณะผู้อื่นกำลังพูดคุยด้วยก็เหมือนการปิดกั้นตัวเองจากผู้อื่นและบางทีการไม่ได้ยินไม่ตอบรับเพื่อนที่กำลังสนทนาด้วยมันทำให้คู่สนทนาเสียหน้า ทำให้เขารู้สึกว่าคุณไม่แคร์ หากต้องการฟังเพลงขึ้นมาจริงๆ จึงควรบอกกล่าวคู่สนทนาให้รับทราบก่อนถึงจะเป็นการรักษามารยาทที่ดี

                เปิดเพลงเสียงดัง หนึ่งในปัญหาบ้านใกล้เรือนเคียงที่เป็นปากเป็นเสียงจนมีเหตุทะเลาะกันบ่อยๆ ก็คือการเปิดเพลงเผื่อคนข้างบ้านด้วยนั่นเอง ไม่ว่าจะชื่นชอบเพลงนั้นๆ ขนาดไหนคนอื่นอาจไม่ได้รู้สึกว่าเพลงที่คุณชอบถูกกับรสนิยมของเขาฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเผื่อแผ่ผู้อื่นให้ร่วมฟังด้วยอีกทั้งยังควรคำนึงว่าละแวกบ้านอาจจะมีคนที่ต้องการพักผ่อน อยากดูโทรทัศน์หรือแม้แต่มีโรคประจำตัวร้ายแรงซึ่งเพลงเสียงดังๆจั งหวะตึ๊บๆ ของคุณอาจทำให้โรคอย่างความดันหรือหัวใจกำเริบได้

                เปิดเครื่องเสียงในรถและเปิดกระจก ไม่มีใครว่าหากจะเปิดเครื่องเสียงในรถจนลำโพงแตกหรือหูดับแต่การลดกระจกลงในขณะที่เปิดเพลงเสียงดังบนท้องถนนเพื่อประกาศศักดาว่าข้าแน่ ข้าเจ๋ง ไม่มีใครเขาสรรเสริญนอกจากจะด่าไปถึงบรรพบุรุษแถมยังเสี่ยงต่อการถูกจับและปรับโดยเจ้าหน้าที่อีกต่างหาก

                สวมหูฟังและฮัมเพลงไปด้วย การสวมหูฟังและร้องเพลงไปด้วยบางครั้งอาจไม่ทราบว่าเสียงที่เราเปล่งออกมามันดังกว่าที่คิดและการทำแบบนั้นในที่สาธารณะอย่างห้องสมุด ห้องน้ำ หรือบนรถโดยสารสาธารณะคือมารยาทที่ไม่ดีเลยดังนั้นหากจะสวมหูฟังและฮัมเพลงไปด้วยจึงควรดูกาลเทศะหรือสถานที่อันเหมาะสมเป็นสำคัญ

                เปิดเพลงในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติคือการซึมซับบรรยากาศความสวยงามของแมกไม้และบรรดาสิ่งมีชีวิตในพื้นที่การเปิดเพลงเสียงดังจึงเป็นการทำลายบรรยากาศลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังเป็นการรบกวนนักท่องเที่ยวท่านอื่นและบรรดาสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ด้วย

                ข้อไม่พึงปฏิบัติในการฟังเพลงเหล่านี้คือพฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่งในสาธารณะ แม้จะชื่นชอบหรือหลงไหลในเสียงเพลงอย่างไรก็แล้วแต่ ความนิยมส่วนตัวนั้นก็ควรจะให้อยู่ในกรอบและกติกาของสังคม ควรนึกถึงใจเขาใจเราหากเราต้องกลายเป็นฝ่ายถูกกระทำด้วยพฤติกรรมเช่นนี้บ้างคงรู้สึกแย่ไม่ต่างกันจริงหรือไม่?

รู้หรือไม่การฟังเพลงเหล่านี้มีผลต่อการขับขี่รถยนต์?

การฟังเพลงขณะขับรถถือเป็นกิจกรรมที่ทุกคนทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นทั้งเพื่อนคลายเหงา เป็นตัวช่วยให้ไม่ง่วงเมื่อต้องขับขี่นานๆ หรือแม้แต่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์จากการจราจรที่ชวนให้หงุดหงิดใจ ทว่า…การฟังเพลงขณะขับขี่รถยนต์มีประโยชน์ก็จริงแต่เพลงบางประเภทกลับทำให้สมรรถภาพในการขับขี่และการตัดสินใจลดลงได้เหมือนกันและคงต้องขัดใจหลายๆคนเป็นแน่หากบอกว่าเพลงที่มีดนตรีหนักหน่วงไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการฟังขณะขับขี่รถยนต์

นิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์ Auto Express และองค์กร IAM Roadsmart ร่วมมือกันทำการวิจัยโดยมีจุดประสงค์เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ การวิจัยนี้มีการทดสอบพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยวดยานที่ร่างกายและสมาธิตอบสนองต่อจังหวะของบทเพลงแต่ละแนว โดยให้ผู้รับการทดสอบฟังเพลงแนวต่างๆ ดังนี้

เพลง sic ศิลปิน Slipknot

เพลง Shake It Off ศิลปิน Taylor Swift

เพลง HUMBLE ศิลปิน Kendrick Lamar

ดนตรีบรรเลง Goldberg Variations ประพันธ์โดย Sebastian Bach

ผู้ทดสอบคือนักข่าวด้านยานยนต์ผู้รอบรู้เรื่องรถยนต์เป็นอย่างดี Tristan Shale-Hester โดยสถานที่ทดสอบคือสนามแข่ง Red Bull Ring Grand Prix ในประเทศออสเตรีย ผู้ขับขี่จะทำการทดสอบด้วยการขับวนในสนามสองรอบขณะเดียวกันก็เปิดเพลงแต่ละเพลงให้ดังที่สุดเพื่อทดสอบสมาธิในการขับขี่และผลกระทบจากการรับฟังเพลงแนวนั้นๆ ด้วย ผลการทดสอบปรากฏว่าขณะฟังเพลงเฮฟวี่เมทัลของ Slipknot ผู้ขับขี่ควบคุมรถไม่ดีเลย ขับขี่หวาดเสียวแถมทำเวลาได้ช้ากว่าที่กำหนดถึง ส่วนการฟังดนตรีบรรเลง Goldberg Variations ผู้ขับขี่ใจลอย ผ่อนคลายเกินไปจนไม่ระมัดระวังด้านความปลอดภัย ในขณะที่เพลง HUMBLE ซึ่งเป็นจังหวะอาร์แอนด์บีผสมฮิปฮอปผู้ขับขี่ใจเย็นและทำเวลาได้แย่ที่สุด แต่กับเพลง Shake It Off เพลงป็อปของสาวน้อยมหัศจรรย์ Taylor Swift ส่งผลให้ผู้ขับขี่มีสมาธิ ขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ ปลอดภัยและนุ่มนวล ทั้งยังทำเวลาได้ตามกำหนดอีกด้วย ภายหลังการทดสอบ Tim Shallcross ฝ่ายเทคนิคขององค์กร IAM Roadsmart กล่าวว่า “เห็นได้ชัดเจนเลยว่าจังหวะหนักหน่วงของเพลงแนวแทรชเมทัลนั้นทำให้ผู้ทดสอบมีความสามารถในการเข้าโค้งลดลง” ทิมยังได้กล่าวเสริมอีกว่า “เหตุผลเป็นเพราะว่าเพลงเหล่านั้น(เพลงร็อคจังหวะเร็ว)รวมถึงเพลงแดนซ์นั้นมีจุดประสงค์ในการแต่งขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ใช่เพียงแต่เอาไว้ฟังอย่างเดียว นั่นจึงไม่แปลกเลยที่มันจะรบกวนการตัดสินใจของผู้ขับขี่”

ขยายความจากคำพูดของทีมก็คือเพลงร็อคจังหวะเร็ว เพลงเฮฟวี่เมทัล และเพลงแด๊นซ์นั้นทำให้ร่างกายของคนเรามีปฏิกิริยาตอบสนอง มีความรู้สึกอยากขยับร่างกายตามจังหวะของเพลงโดยอัตโนมัติเพลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่ใช้สำหรับการฟังเพียงอย่างเดียวเพราะจุดประสงค์ในการแต่งขึ้นมาก็เพื่อให้คนลุกขึ้นมาเต้นหรือโยกหัวตามและแน่นอนว่าการถูกรบกวนโดยบทเพลงเหล่านี้ในขณะที่มือยังจับพวงมาลัยอยู่นั้นทำให้การขับขี่รถยนต์มีประสิทธิภาพลดลงนั่นเอง

บทเพลงในตำนาน กับเรื่องราวของกัญชา

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายคนคงติดตามความเคลื่อนไหวของเรื่องราวอันร้อนแรงที่สุดในตอนนี้อย่างการเมืองอยู่แทบตลอดเวลา เพราะเรื่องใหญ่ระดับประเทศนี้ชี้วัดอนาคตของเราแทบทุกคน เป็นตัวกำหนดว่าประเทศเราจะก้าวไปข้างหน้าได้ถึงขนาดไหน แต่ละคนก็คงมีพรรคการเมืองในดวงใจกันอยู่แล้วซึ่งไม่ว่าจะด้วยความนิยมในตัวพรรค ผู้สมัครหรือนโยบายก็เป็นสิทธิพึงมีที่แต่ละคนเลือกได้โดยเสรี พอพูดถึงนโยบายของพรรคการเมือง หนึ่งในนโยบายที่เรียกเสียงฮือฮาและทำให้เกษตรกรหลายท่านมีความหวังคือ “กัญชาเสรี”

ความหวังเรื่องกัญชาเสรีมีมานานกว่าสามสิบปี พืชเศรษฐกิจชนิดนี้ถูกเข้าใจผิดมานานในประเทศไทยและถูกระบุให้เป็นยาเสพย์ติดให้โทษร้ายแรงทั้งๆ ที่ความจริงแล้วโทษของกัญชามีผลสำหรับสุขภาพของผู้ใช้เท่านั้นซึ่งผู้เสพย์กัญชาจนมึนเมาส่วนใหญ่จะนิ่งอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหวไปไหนมาไหนเท่ากับว่าโทษของมันเทียบเท่ายาสูบและ…ปลอดภัยยิ่งกว่าสุรา นั่นเพราะผู้ดื่มสุราจนเมามายขาดสติยังสามารถออกไปอาละวาดทำลายทรัพย์สินทำร้ายผู้อื่นหรือขับขี่ยวดยานให้เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นได้ ในขณะที่ยาสูบและสุราสามารถจำหน่ายได้อย่างถูกกฏหมายกัญชากลับเป็นสิ่งต้องห้ามทั้งๆ ที่ให้โทษน้อยยิ่งกว่านั่นจึงทำให้หลายฝ่ายกำลังพยายามแก้ไขกฏหมายเสียใหม่เพื่อให้ถูกต้องและเพื่อให้พืชชนิดนี้สามารถเพาะปลูกบนแผ่นดินอันเหมาะสมกับการเจริญเติบโตได้อย่างถูกกฏหมาย

นอกจากจะใช้ประโยชน์เพื่อสันทนาการกัญชายังมีคุณค่ายิ่งทางการแพทย์สูงมากสามารถนำไปสกัดเป็นยารักษาโรคได้สารพัดชนิด ทั้งยังเป็นพืชต้นทุนต่ำ เพาะปลูกง่าย ดูแลง่ายสามารถจำหน่ายไปยังประเทศต่างๆ ได้ในราคาสูงนั่นจึงทำให้เกษตรกรมีความหวังจะลืมตาอ้าปากได้หากกฏหมายผ่านความเห็นชอบ ปัจจุบันกฏหมายในหลายๆ ประเทศได้รับการแก้ไขแล้วและประชาชนในประเทศนั้นๆ สามารถใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการได้อย่างเสรี การค้าขายทำได้โดยไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป ในส่วนของวงการดนตรีศิลปินดังหลายคนยอมรับว่าพวกเขาใช้กัญชาเพื่อความผ่อนคลาย บำบัดอาการนอนไม่หลับ บำบัดโรคทางจิตประสาทต่างๆ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือแม้แต่ใช้เพื่อเป็นตัวช่วยให้เกิดจินตนาการในการทำงานและพวกเขาไม่รู้สึกว่ากัญชาเป็นยาเสพย์ติดเพราะการไม่ได้ใช้กัญชาอย่างต่อเนื่องไม่ทำให้พวกเขารู้สึกกระวนกระวายหรือมีความอยากแต่อย่างใด

แอ๊ด คาราบาว หรือ ยืนยง โอภากุล ตำนานเพลงเพื่อชีวิตยอมรับกับสื่อมวลชนว่าเนื้อหาในเพลงกัญชาของเขานั้นผิดตรงท่อนที่ร้องว่า “นอนตายใต้ต้นกัญชา” นั่นเพราะเขาไม่ทราบข้อมูลว่ากัญชาออกฤทธิ์เช่นไรและโทษของกัญชาแท้จริงไม่ถึงกับทำให้ใครเสียชีวิตได้ แต่เพลงนี้กลายเป็นตำนานไปแล้วและคงไม่สามารถเปลี่ยนเนื้อร้องได้ ในวันที่ทราบคุณค่าอย่างเอนกอนันต์ของกัญชาแอ๊ด คาราบาวจึงแต่งเพลงขึ้นใหม่เพื่อเป็นการบอกเล่าด้านบวกของพืชชนิดนี้ในเพลงที่มีชื่อว่า “มหัศจรรย์กัญชา”

ชีวิตไม่ง่าย…เหมือนยามเช้าของวันอาทิตย์

“ชีวิตไม่ง่าย” อาจจะเป็นคำพูดที่ใครหลายคนใช้ในเวลาที่เจอกับสถานการณ์ยากลำบาก เฉกเช่นชีวิตของเด็กหนุ่มนามว่า “เบบี้” พระเอกในภาพยนตร์เรื่อง “Baby Driver” ของผู้กำกับ “Edgar Wright” ภาพยนตร์เรื่องนี้นับได้ว่าประสบความสำเร็จและเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง หนึ่งในสีสันของเรื่องนอกจากฉากแอคชั่น ความตื่นเต้นในสไตล์การขับรถของพระเอก รวมถึงฉากรักโรแมนติก เพลงประกอบภาพยนตร์นับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่แต่งแต้มอรรถรสผ่านโสตประสาทของผู้ชม เพราะตลอดภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ในแต่ละฉากแต่ละตอนสะท้อนอารมณ์ของแต่ละตัวนักแสดงและตัดต่อภาพกับเสียงเพลงได้พอเหมาะพอดีกัน

          สาเหตุที่บอกว่า “ชีวิตไม่ง่าย” สำหรับพระเอกในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การผ่านวัยเด็กโดยต้องสูญเสียพ่อและแม่ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งตนเองอยู่ในเหตุการณ์และเห็นภาพนั้นด้วย รวมถึงการต้องต่อสู้กับอาการเสียงดังในหูทำให้ต้องใส่หูฟังตลอดเวลา จนถึงเหตุการณ์ที่ต้องการเลิกเป็นคนชั่วจากการทำอาชญากรรมและเปลี่ยนมาเป็นคนดีเพื่อคนที่รักนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย

          ความไม่ง่ายของชีวิตพระเอกสะท้อนผ่านเพลงประกอบภาพยนตร์เพลงหนึ่งที่ทำให้เขาย้อนนึกถึงวัยเด็กที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาแบบไม่ง่ายเหมือนชื่อเพลงคือเพลงที่มีชื่อว่า “Easy” ขับร้องโดย Sky Ferreira นอกจากจะร้องเพลงนี้แล้วเธอยังสวมบทในภาพยนตร์เป็นแม่ของพระเอกในวัยเด็กอีกด้วย ทำนองของเพลงในแบบฉบับของเธอจะเป็นเพลงฟังสบาย ๆ (ฉีกจากความเป็นเพลงโซลเสียงกีตาร์จัดจ้านจากเพลงต้นฉบับในปี 1977 ของวง “Commodores” โดยมีนักร้องชื่อดัง “Lionel Richie” เป็นนักร้องนำ) แต่เนื้อหาของเพลงสะท้อนถึงตัวพระเอกของเรื่องที่อยากมีชีวิตสบาย ๆ ง่าย ๆ อยากหลุดพ้นจากสิ่งที่เป็นอยู่แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย

เนื้อหาของเพลงมีประโยคที่กล่าวว่า “Why in the world would anybody put chain on me?” ทำไมทุกคนในโลกใบนี้ถึงล่ามโซ่ฉัน “I’ve paid my due to make it. Everybody wants me to be what they want me to be” ฉันชดใช้สิ่งที่ฉันทำไปแล้ว ทุกคนต่างก็อยากให้ฉันเป็นในสิ่งที่พวกเขาอยากให้เป็น “I am not happy when I try to fake it” ฉันไม่มีความสุขเลยที่ต้องเสแสร้งทำแบบนั้น ซึ่งในท่อนหนึ่งของเพลงยังกล่าวย้ำอีกว่า อยากจะเป็นอิสระ ล่องลอยไปจากสิ่งที่เป็นอยู่ อยากมีชีวิตสบาย ๆ ง่าย ๆ เหมือนดังเช้าวันอาทิตย์

เมื่อชมภาพยนตร์จนจบจะพบบทสรุปของเรื่องนี้ว่า เมื่อคน ๆ หนึ่งพบเจอสิ่งที่ตัวเองค้นหาแล้วก็อยากจะหยุดค้นหา อยากพาตัวเองออกมาจากสิ่งพันธการทั้งหลายที่เป็นโซ่ตรวนล่ามชีวิต อยากหลุดพ้นจากความยากลำบากทั้งกายและใจ  คนทุกคนปรารถนาที่จะมีชีวิตแบบง่าย ๆ ดังเช่นเพลง “Easy” และสิ่งที่แน่นอนที่สุดทุกคนปรารถนาว่าอยากให้ชีวิตจริงในทุกวัน ง่าย ๆ สบาย ๆ ดังเช่นเช้าของวันอาทิตย์

มังงะ ดนตรีการ์ตูนแนวนี้ใครว่าไม่มัน

มังงะคือการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีลายเส้น การเล่าเรื่อง วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจากคอมิกส์และแนวทางอื่นๆ พอสมควร มังงะของญี่ปุ่นประสบความสำเร็จไปทั่วโลกโดยเฉพาะแนวต่อสู้ แนวกีฬา ลึกลับและดราม่า แต่หลายๆคนอาจยังไม่ทราบหรือไม่เคยสัมผัสมังงะในรูปแบบการ์ตูนดนตรีและนี่อาจเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่นักอ่านการ์ตูนรวมทั้งนักดนตรีไม่ควรพลาดและมังงะแนวดนตรีที่เราหยิบเอามาแนะนำให้อ่านกันก็ได้แก่…

20th century boys สุดยอดมังงะสายดนตรีที่มีทั้งแอ็คชั่น ไซไฟ แฟนตาซีครบรส มีการสอดประสานเส้นเรื่องอย่างเหนือชั้น ซับซ้อนและลงตัว โดยเนื้อเรื่องเล่าผ่านชีวิตของเคนจินักดนตรีร็อค แอนด์ โรล ผู้ล้มเหลวมีชีวิตอันแสนน่าเบื่อแต่แล้ววันหนึ่งชะตาชีวิตของเขากลับพลิกผันต้องร่วมกับก๊วนเพื่อนเก่าในอดีตกอบกู้โลกจากน้ำมือของบุคคลลึกลับที่หมายทำลายโลกด้วยการทำตามเรื่องสมมติที่เคนจิกับกลุ่มเพื่อนเขียนกันเล่นๆ สมัยเด็กว่า “คำทำนาย” ผลงานจากจินตนาการสุดล้ำของนักเขียนการ์ตูนแห่งยุคอย่าง นาโอกิ อุราซาว่า ผู้รังสรรค์การ์ตูนดังอย่าง Monster และ Pluto

BECK การ์ตูนแนวดนตรีที่โด่งดังที่สุดทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงดนตรีน้อยใหญ่ในญี่ปุ่นหลายๆวง เนื้อเรื่องกล่าวถึงวงดนตรีร็อคโนเนมที่ค่อยๆ ไต่เต้าจากการเล่นดนตรีในร้านเล็กๆ จนพัฒนาไปไกลถึงขั้นได้ขึ้นเวทีระดับประเทศโดยในเรื่องจะมีฉากความล้มเหลว คำปรามาส คราบน้ำตา ความสมหวัง ซึ่งคือสัจธรรมแท้จริงที่ชีวิตนักดนตรีต้องประสบก่อนขึ้นมามีชื่อเสียงแถมยังมีฉากเรียกเสียงฮาหยิกแกมหยอกวงดนตรีระดับโลกอย่าง Metallica และวงอื่นๆ ตลอดทั้งเรื่องอีกด้วย BECK เป็นผลงานการเขียนของฮาโรลด์ ซาคุอิชิ นักเขียนการ์ตูนมากฝีมือที่เป็นเหมือนบิดาผู้บุกเบิกการ์ตูนแนวดนตรีให้กลายเป็นที่รู้จักในประเทศญี่ปุ่น

Shiori Experience – Ordinary Me and Weird Guy การ์ตูนดนตรีสายฮาสุดแสบที่ปลุกผีจิมมี่ เฮนดริกซ์มือกีตาร์โคตรพระกาฬให้เป็นวิญญาณตามติดชิโอริครูสาวผู้มีชีวิตอีเรื่อยเฉื่อยแฉะและละทิ้งความฝันอยากเป็นนักดนตรีระดับโลกไปแล้ว แต่แล้ววันหนึ่งชิโอริผู้จำนนต่อโชคชะตาอันห่วยแตกก็ดันไปเจอกับผีจิมมี่ที่ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าจากนั้นชีวิตนักดนตรีของชิโอริก็กลับมาเบ่งบานและวุ่นวายอีกครั้ง ส่วนจะวุ่นวายและฮาขนาดไหนคงต้องติดตามในหนังสือการ์ตูนกันเอาเอง นอกจากจะแหวกแนวด้วยเนื้อเรื่องสุดอินดี้การ์ตูนเรื่องนี้ยังนอกกรอบด้วยการใส่ตัวละครซึ่งเป็นวัยรุ่นตอนปลายอย่างที่ไม่ค่อยมีใครทำกันอีกด้วย แม้จะไม่มีใครกำหนดแต่ด้วยเหตุผลทางด้านการตลาดการ์ตูนญี่ปุ่นแทบทุกเรื่องก็มักให้ตัวละครหลักมีอายุไม่เกิน 18 ปีแต่เรื่องนี้กลับใช้ตัวละครอายุปาเข้าไป 27 ปีซึ่งนี่มันเพี้ยนสุดๆ ไปเลย

เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่เคยอ่านมังงะแนวดนตรีทั้งยังอาจสงสัยว่าดนตรีต้องใช้การฟังถึงจะเข้าใจแต่มังงะไม่มีเสียงจะสนุกได้อย่างไร? นี่แหละคือความลึกล้ำที่แนะนำให้ต้องลอง แล้วจะรู้ว่าการ์ตูนแนวดนตรีสามารถทำให้ผู้อ่านสนุกตื่นเต้นไปกับเนื้อเรื่องได้ไม่แพ้การ์ตูนแนวอื่นๆ เลยทีเดียว

“Shallows” เพลงที่มาจากศิลปินทรงคุณค่า

หากกล่าวถึงภาพยนตร์เพลงที่ได้นักร้องเก่งมากความสามารถมาร่วมร้อง ร่วมแสดงภาพยนตร์ด้วยผู้อ่านคงนึกถึงศิลปินหลายท่าน แต่ถ้าเป็นนักร้องที่มีเอกลักษณ์ไม่ใช่แค่เสียงแต่การแต่งกายที่แปลกแหวกแนว เป็นที่จดจำคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “Lady Gaga” ที่ฝากผลงานการแสดง และผลงานเพลงในภาพยนตร์เรื่อง “A Star is Born” ส่วนภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่แนะนำในครั้งนี้ เป็นภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ กับการไล่ล่าเหยื่อของปลาฉลาม เรื่อง “The Shallows”

          “A Star is Born” ภาพยนตร์ที่มี “Lady Gaga” และ “Bradley Cooper” เป็นนักแสดงนำ เนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับศิลปินหนุ่มที่มีชื่อเสียงแล้วพบกับหญิงสาวที่มีหลายบทบาททั้งทำงานในร้านอาหาร และยังเป็นนักร้อง นักแสดงโดยพระเอกได้หยิบยื่นโอกาสให้กับนางเอกจนมีชื่อแสดงโด่งดัง นอกจากเนื้อเรื่องจะดีจนอยากปรบมือให้หลังจากเครดิตหลังภาพยนตร์จบ โดยสิ่งที่ต้องชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แก่ เพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า “Shallows” ที่ทั้งคู่ร่วมกับขับร้อง เนื้อหาของเพลงสะท้อนเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี เช่น “I am off the deep end, watch as I dive in.” ฉันกำลังดำดิ่งลึกลงไป ในขณะที่ดำลงไปนั้น “I’ll never meet the ground. Crash through the surface, where they can hurt us.” ฉันไม่มีทางกลับขึ้นพื้นดินอีก ดำผ่านลงไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครมาทำร้ายพวกเราอีก “We’re from the shallow now” ตอนนี้เราดำห่างออกมาจากน้ำตื้นแล้ว ซึ่งในตอนท้ายสถานการณ์ความรักของทั้งคู่ก็เป็นแบบในเนื้อหาของเพลงจริง ๆ

          “The Shallows” ภาพยนตร์ระทึกขวัญโดยมีหญิงสาวนักโต้คลื่น เป็นนักแสดงหลักของเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เห็นถึงการต่อสู้โดยลำพังของหญิงสาวที่มีเพียงโขดหินเล็ก ๆ ซึ่งห่างจากชายฝั่ง แต่ปัญหาคือการที่เธอจะว่ายกลับไปที่ชายฝั่งนั้นได้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้เลยเนื่องจากมีฉลามขาวแหวกว่ายอยู่รอบตัวเธอ การมีที่ที่เป็นน้ำตื้นเพียงแค่โขดหินนั้นทำให้เธอรอดพ้นจากการไล่ล่าของฉลามได้ แม้เป็นเพียงโขดหินแต่ก็ช่วยชีวิตเธอได้ นักแสดงสาวที่รับบท “Nancy” ได้แก่ “Blake Lively” แสดงได้ดีจนทำให้ผู้ชมต้องลุ้นในทุกฉาก ส่วนเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แก่ “Bird Set Free” ที่ร้องโดย “SIA” ที่เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ เพลงนี้อาจจะไม่ใช่เพลงที่ดังที่สุดของเธอแต่ความหมายของเพลงสะท้อนตัวละครได้เป็นอย่างดี เช่น ในเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “You held me down but I fought back loud” ถึงเธอจะดึงรั้งฉันให้ต่ำลง แต่ฉันต่อสู้กับด้วยเสียงที่ดังของฉัน เหมือนกับนางเอกที่ต่อสู้กับปลาฉลามในเรื่อง

          ภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน ทั้งแนวของภาพยนตร์ ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่บังเอิญว่าชื่อภาพยนตร์ กับชื่อเพลงประกอบภาพยนตร์ใกล้เคียงกันเลยทำให้ผู้เขียนนำภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องมาถ่ายทอดให้ฟังว่า “Shallows” หรือ “ความตื้น” นั้นไม่ได้ตื้นเขินเลย โดยเฉพาะเนื้อหา และเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่สักครั้งหนึ่งควรค่าแก่การหามาฟัง

เพลงที่ทำให้เราเจ็บแต่เราก็ไม่จำ

หากจะกล่าวถึงละครซีรีส์ หรือละครชุดที่ออกอากาศต่อเนื่องเป็นตอน ๆ นั้น บางคนอาจจะมองว่าเป็นเพื่อนช่วยฆ่าเวลาคลายเหงา แต่บางคนกลับใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนเพื่อติดตามในแต่ละตอนให้จบไม่ให้ค้างคา เพราะในแต่ละตอนจบของละครซีรีส์มักจะทิ้งปมให้ผู้ชมต้องคอยติดตามต่อ สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ชมละครซีรีส์มีความรู้สึก “อิน” ไปกับเนื้อเรื่องที่จะแทรกเข้ามาในช่วงจังหวะที่สำคัญนั่นคือ “เพลงประกอบละครซีรีส์” และครั้งนี้จะพาไปพบกับเพลงที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเจ็บไปกับตัวละครและย้อนดูว่าทำไมเจ็บแล้วไม่จำ 3 เพลง

  1. เพลง “เจ็บที่ยังรู้สึก” ขับร้องโดย นนท์-ธนนท์ จำเริญ เนื้อร้อง-ทำนองโดย เหมือนเพชร อำมะระ เป็นหนึ่งในเพลงประกอบละครซีรีส์เรื่อง “U-Prince Series” เพลงนี้ทำให้นนท์ เป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเนื้อหาเพลงที่เข้าถึงอารมณ์ของละคร โดยเฉพาะในฉากเศร้า ทำเอาผู้ชม “อิน” จนจดจำละครซีรีส์ได้เป็นอย่างดี ละครซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงเรื่องราวความรักของวัยรุ่น 12 คู่ ความรักในวัยรุ่นย่อมมีหลายรสชาติ ทั้งรัก เศร้า เหงา อกหัก แต่เพลงนี้เป็นเพลงเศร้า เนื้อหาโดนใจผู้ชม เช่น “แต่ความจริงมันตอกย้ำเมื่อเจอเธอ ต้องกลายเป็นคนอ่อนแอ” ซึ่งคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเนื้อเพลงย่อมเข้าถึงได้ง่าย สุดท้ายเพลงนี้ย้ำกับคนฟังว่า เจ็บที่ยังรู้สึก เจ็บที่ยังเสียใจ แต่สุดท้ายก็ไม่เคยหยุดรักได้เลย
  2. เพลง “หัวใจไม่อยู่กับตัว” ขับร้องโดย มาเรียม เกรย์ อัลคาลาลี่ เนื้อร้อง-ทำนองโดย ฟองเบียร์ เป็นเพลงประกอบละครซีรีส์เรื่อง “Club Friday the Series 3 ตอน รักเธอ รักเขา และรักของเรา” เป็นความรักอันสับสนทำให้มีหลากหลายอารมณ์ที่บางครั้งจะสื่อสารออกมาให้ผู้ชมเข้าใจยาก แต่เพลง “หัวใจไม่อยู่กับตัว” ได้พยายามหาทางออกและคลี่คลายความรักของตัวแสดงได้เป็นอย่างดี ผสานเสียงร้องของมาเรียม นักร้องสาวที่ร้องเพลงจาก “อินเนอร์” สื่ออารมณ์ได้ดีว่าถึงแม้จะมีร่างกายอยู่กับอีกคนแต่หัวใจไม่เคยได้อยู่กับตัวเลย สุดท้ายเพลงนี้เจ็บแต่ไม่จำและทำไม่ได้เพราะรักที่ไม่ควรจะเกิด ตัดใจลืมเธอเสียเถิดแต่ก็ทำไม่ได้ ตามเนื้อหาของเพลงที่ถ่ายทอดได้อย่างกินใจ
  3. เพลง “ทำไมต้องรัก” ขับร้องโดย นิว-จิ๋ว คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง ศรัณย์ วงศ์น้อย เป็นเพลงประกอบละครเรื่อง “น้ำตากามเทพ” นำแสดงโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา และอภิษฎา เครือคงคา ละครเรื่องนี้เป็นละครแนวเมโลดราม่าเสียดสีสังคม ถึงแม้ว่าละครจะมีความตลกขบขัน เสียดสีละครไทยแต่ในบางตอนยังคงมีความ ดราม่าอยู่บ้าง แน่นอนเพลงประกอบละครสร้างสีสันให้แก่เรื่องได้อย่างดี อีกทั้งได้นักร้องคู่ดูโอเสียงดีมาถ่ายทอดเพลงนี้ทำให้ฉีกอารมณ์ออกมาได้อีกแนวหนึ่ง สำหรับความเจ็บไม่จำของเพลงนี้ดังเช่น “ทำไมต้องรักเขาทั้งที่เขาใจร้าย ทำไมยัง
    ดึงดันทั้งที่รู้ว่าสายไม่เจ็บไม่จำสักที ไม่เข็ดไม่คิดสักทีเลยใช่ไหม” สุดท้ายเพลงนี้ได้สรุปว่ารอเวลาให้รักมันตายไป

จากทั้ง 3 เพลงข้างต้นทำให้เห็นว่าแต่ละเพลงล้วนสร้างความเจ็บแต่เป็นเจ็บที่ไม่จำ และทำให้เห็นว่าส่วนประกอบสำคัญหนึ่งของละครซีรีส์หนีไม่พ้นเพลงประกอบที่ทำให้ผู้ชมเข้าถึง เข้าใจเนื้อเรื่อง บางครั้งฟังให้ดีอาจมีการสปอยล์เนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบได้

อินโดนีเซีย สวรรค์ของวงดนตรีต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงอินโดนีเซียประเทศร่วมภูมิภาคของเราหลายคนคงนึกถึงดินแดนที่วัฒนธรรมโดดเด่น ฟุตบอลทีมชาติที่ห้ำหั่นกับทีมชาติไทยมาตลอด ประเทศที่อุดมไปด้วยหมู่เกาะและธรรมชาติที่สวยงามหรือแม้แต่คอการเมืองที่นึกภาพประเทศซึ่งถูกนักการเมืองทำร้ายอย่างแสนสาหัส ไม่ว่าภาพที่หลายคนนึกออกจะเป็นเช่นไรแต่เรื่องลึกๆ ที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อนเกี่ยวกับดินแดนอิเหนาคือวงดนตรีสากลระดับโลกนิยมจัดคอนเสิร์ตบนแผ่นดินนี้ไม่แพ้ประเทศใหญ่ๆ ของโลกเลยทีเดียว

อินโดนีเซียจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประชากรส่วนใหญ่ค่อนข้างยากจน อุตสาหกรรมหลักของประเทศคือการผลิตยาสูบและการท่องเที่ยวด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ถ้าจะบอกว่าหากนำคอนเสิร์ตจากวงดนตรีระดับโลกไปจัดที่นั่นและการันตีว่าบัตรขายหมดแน่นอนหลายคนอาจจะไม่เชื่อแต่นี่คือเรื่องจริง อินโดนีเซียคือประเทศที่วงดนตรีต่างชาตินิยมเปิดคอนเสิร์ตไม่ว่าจะเป็นวงดังระดับโลกหรือวงหน้าใหม่ที่เพิ่งสั่งสมชื่อเสียงก็ล้วนแล้วแต่การันตีได้ว่าประสบความสำเร็จในด้านยอดจำหน่ายตั๋วอย่างแน่นอน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะในสังคมของอินโดฯไม่เหมือนประเทศอื่น ความนิยมหรือป็อปคัลท์เจอร์ของยุคสมัยอย่างดนตรี แฟชั่น และสื่อบันเทิงแทบทุกแขนงสามารถกำหนดไดเร็คชั่นได้โดยกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มจากนั้นความนิยมเหล่านี้จะแพร่หลายออกไปทั่วทั้งประเทศยกตัวอย่างเช่นหากนิตยสาร เซเล็บหรือนักแสดงออกมาแนะนำคอนเสิร์ตของศิลปินสักคนวัยรุ่นที่ค่อนข้างมีฐานะก็จะแห่กันไปดูเพราะอยากกระทบไหล่ดาราและอยากรู้สึกว่าอยู่ในระดับเดียวกับคนมีชื่อเสียง ในขณะที่วัยรุ่นทั่วไปในอินโดฯก็จะตามกระแสนิยมของบรรดาวัยรุ่นฐานะดีอีกที การส่งต่อความนิยมไปเป็นทอดๆ นี้ทำให้ศิลปินมั่นใจได้ว่าหากซื้อพื้นที่สื่อได้ความสำเร็จไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน

แดนสวรรค์ของวงดนตรีต่างชาติเช่นนี้เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายทั้งนักท่องเที่ยว ชาวอินโดนีเซียเอง ผู้จัด ค่ายเพลง หรือแม้แต่ศิลปิน ดังนั้นคิวการแสดงคอนเสิร์ตในอินโดนีเซียจึงแน่นขนัดไม่แพ้การจราจรภายในประเทศ แต่แล้ววันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2561 เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มสถานที่จัดคอนเสิร์ตเล็กๆ ของวงดนตรีในประเทศที่ชื่อว่าวง “เซเว่นทีน” เฉพาะจุดแสดงดนตรีมีผู้เสียชีวิตไปถึง 7 คน สูญหายอีก 89 คน ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตมีผู้จัดการวงและมือเบสของวงรวมอยู่ด้วย ความสูญเสียครั้งนี้นอกจากทรัพย์สินและชีวิตอันประเมินค่าไม่ได้แล้วยังกระทบไปถึงความมั่นใจของศิลปินต่างชาติหลายๆ วงที่วางแผนจะจัดคอนเสิร์ตที่อินโดนีเซียอีกด้วย

ล่าสุด We The Fest หนึ่งในเทศกาลดนตรีประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่แพ้ที่ใดในโลกเวียนกลับมาอีกครั้งกับ We The Fest 2019 ที่จะจัดขึ้นในกรุงจาการ์ตาระหว่างวันที่ 19-21 กรกฏาคม พ.ศ.2562 หลายฝ่ายเชื่อว่าเทศกาลดนตรีไม่แบ่งแยกนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวรวมทั้งวงดนตรีต่างชาติให้กลับมาสร้างความคึกคักในอินโดนีเซียอีกครั้งหลังประเทศอันมีมนต์เสน่ห์นี้ต้องผ่านเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลด

เวลากับใจคนนั้นเป็น “สิ่งสำคัญ”

เวลาเป็นสิ่งเดียวที่โลกนี้มอบให้เราทุก ๆ คน อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้มากกว่า หรือได้น้อยกว่ากัน ทุกคนต่างก็มีเวลา เพียง 24 ชั่วโมงใน 1 วันเท่า ๆ กัน และสิ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนเราแตกต่างกัน ก็คือ ความสามารถในการจัดสรรเวลาที่มีอยู่ ให้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและผู้อื่นนั่นเอง

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเราท่านทั้งหลายให้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเวลาว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพียงใด โดยเฉพาะเวลาในปัจจุบันขณะ มนุษย์เราไม่ควรเอาใจไปฝักใฝ่ถึงเวลาในห้วงอดีตที่ได้ผ่านพ้นล่วงเลยมาแล้ว หรือเอาจิตไปคิดฟุ้งซ่านกังวลอยู่กับกาลเวลาที่ยังมาไม่ถึง เพราะปัจจุบันนั้นสำคัญที่สุด

ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏอยู่ในบทเพลง “สิ่งสำคัญ” ที่ขับร้องโดย ธนิดา ธรรมวิมล หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ดา เอ็นโดฟิน” นักร้องสาวมากความสามารถที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการเพลงไทยตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ด้วยซ้ำ เนื้อหาเพลงสิ่งสำคัญ กล่าวถึงความรักระหว่างคนสองคนที่ถึงแม้จะไม่มีสิ่งใดมาการันตีได้ว่าความรักของคนทั้งคู่จะคงเดิมตลอดไป หรือจะเปลี่ยนแปลงไปในวันใดวันหนึ่งหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้แน่ ๆ ก็คือการทำความรักในปัจจุบันให้ดีที่สุด ใส่ใจกัน ไว้ใจกัน ซื่อสัตย์ต่อกันให้มากที่สุด พ้นจากนี้อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิดวกวนให้เปล่าประโยชน์

ข้อคิดที่ว่าให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด นอกจากเรื่องความรักแล้วเรายังสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้กับวิถีการดำเนินชีวิตของเราเองในแต่ละวันได้อีกด้วย และไม่เพียงแต่การนั่งกังวลถึงอนาคตมากจนเกินไปเท่านั้นที่จะทำให้คนเราสูญเสียเวลาในปัจจุบันไปอย่างน่าเสียดาย แต่ยังรวมถึงการนั่งครุ่นคิดนึกถึงแต่เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตอีกด้วยที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ขึ้นมาเลย เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอดีตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้แม้จะอยากทำมากเพียงใดก็ตาม ดังบทสัมภาษณ์หนึ่งของดา เอ็นโดฟิน ที่จับใจความสำคัญหลักได้ว่า “อดีตแก้ไขไม่ได้ คิดเยอะไปก็เท่านั้น เราทำได้แค่เพียงนำเอาความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนสอนใจเราว่าอย่าทำแบบนั้นอีกก็พอ” และเธอยังทิ้งท้ายไว้อีกด้วยว่า “การอยู่กับปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ”

เมื่อใดที่เราละการคิดถึงอดีตและปล่อยวางความกังวลในเรื่องของอนาคตลงได้แล้ว เราก็จะมีเวลาในการพิจารณาใจเราเองเพิ่มมากขึ้น สิ่งใดที่เห็นว่ายังไม่ดีก็ให้เร่งปรับปรุงแก้ไข เพราะการอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ เราไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจหรือนิสัยใครได้เลย และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นด้วย เพราะสิ่งที่จะทำให้เรามีความสงบสุขในชีวิตได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใจใครคนอื่น แต่ใจของตัวเราเองต่างหากที่เป็น “สิ่งสำคัญ”

เครดิตภาพ: https://tinylink.net/eir4m

เพราะความรักไม่ได้ได้มาง่าย ๆ อย่าง “รถของเล่น”

บทเพลงกับความรักนั้นมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งเพลงที่ต้องการสื่อถึงความรู้สึกแอบรักข้างเดียว ความสุขสมหวังที่เกิดจากการได้รักและการได้เป็นที่รัก กระทั่งความรู้สึกเศร้าเสียใจอกหักจากความรักที่ไม่สมหวัง นอกจากนี้บทเพลงแห่งความรักก็มีอีกหลายประเภทเช่นกัน คือมีทั้งความรักของคู่รัก ความรักความหวังดีที่มีให้กันในหมู่เพื่อนฝูง ตลอดจนความรักของครอบครัวพ่อแม่ที่มีต่อลูก อย่างไรก็ตามน้อยเพลงนักที่จะสามารถเล่าถึงความรักในเกือบทุกแง่มุมและสามารถนำเสนอออกมาให้อยู่ในรูปแบบของเพลงเพียงแค่หนึ่งบทเพลงได้ แต่เพลง “รถของเล่น” ของนักร้อง Duo อย่างวง “เสือโคร่ง” สามารถทำได้

เนื้อหาเพลงรถของเล่น ขึ้นต้นด้วยเรื่องราวระหว่างเด็กชายกับพ่อของเขา โดยเหตุการณ์นั้นเล่าว่าแม้เด็กชายจะมีความสุขและสนุกดีกับการเล่นรถของเล่นคันโปรดของตนเองอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนมีรถของเล่นคันใหม่ที่ดีกว่า เขาก็ร้องไห้อยากได้บ้างด้วยรู้ดีว่าพ่อของเขาทนไม่ได้แน่ ๆ ที่จะต้องเห็นเขาเสียใจ แต่อย่างไรก็ตามวิธีการนั้นของเขากลับใช้ไม่ผลเมื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นมามากพอจนเริ่มมีความรัก แต่ดันไปหลงรักแฟนของเพื่อน เมื่อนั้นเขาจึงได้เรียนรู้ว่าน้ำตาของเขาไม่ได้มีผลกับชีวิตของคนอื่นอย่างที่คนในครอบครัวของเขาให้ความสนใจ และให้ความสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้เขาทุ่มเทและพยายามกับความรักในครั้งนี้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วคนที่ไม่รักอย่างไรก็คือไม่รัก มันไม่มีวิธีการหรือสูตรสำเร็จตายตัวในเรื่องของความรัก เพราะความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก อาจมีเรื่องเหตุผลมาเกี่ยวข้องบ้างแต่หลัก ๆ แล้วความรักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับใจกันได้

หากเราพิจารณาเนื้อหาของเพลงให้ดี นอกจากแง่มุมในเรื่องของความรักแล้วนั้น ข้อคิดแรกที่เราจะได้ ก็คือ เมื่อเราใช้ชีวิตของเราไปตามแบบที่ควรจะเป็น พอใจในสิ่งที่มีโดยไม่เปรียบเทียบชีวิตตนเองกับชีวิตของคนอื่น เราจะพบกับความสุขง่าย ๆ ที่จับต้องได้ เพราะเปรียบเทียบไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เนื่องด้วยต้นทุนชีวิตของคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันนั่นเอง ข้อคิดที่สอง ก็คือ สุดท้ายคนที่รักในสิ่งที่เราเป็นมากที่สุด ไม่ว่าเราจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรนั่นคือพ่อแม่และคนในครอบครัวของเราเอง ดังนั้นไม่มีใครที่สมควรจะเป็นคนที่เราควรห่วงใยและใส่ใจมากไปกว่าคนในครอบครัวของเราอีกแล้ว

สุดท้ายแล้วความรักเป็นสิ่งที่ดี ที่สวยงาม เพราะความรักจะทำให้เรามีแรงและพลังใจในการที่จะทำสิ่งดีดีต่าง ๆ เพื่อคนที่เรารักต่อไป แต่เมื่อใดก็ตามหากความรักอย่างคู่รักของเราไม่ประสบความสำเร็จในซักวันหนึ่ง ก็ขอจงอย่าลืมที่จะหันกลับมามองดูความรักดีดีในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีมากมายรอบตัวเรา ที่พร้อมจะโอบกอดเราให้กลับมามีความสุขในหัวใจอีกครั้งหนึ่ง